เพื่อสุขภาพของทุกๆ คน ให้อภัยกันเถอะค่ะ การเก็บสะสมความโกรธ เกลียด เคียดแค้น ชิงชัง
ใครๆ ก็ทราบว่าเป็นมลพิษทางอารมณ์ของเรา และยังมีผลกระทบต่อสุขภาพยิ่งไปกว่าที่เรารู้อีกหลายต่อหลายข้อนัก
ในสังคมพุทธเราคุ้นชินกับคำว่าให้อภัยมานานแสนนาน อภัยทาน เป็นการให้ทานทางหนึ่งที่เราสามารถให้ได้ทั้งทางกาย
วาจา และใจ ส่วนในแวดวงวิทยาศาสตร์ตะวันตกการให้อภัยกำลังเป็นหัวข้อที่นักวิจัยและนักจิตวิทยาให้ความสนใจกันอย่างกว้างขวาง
มีรายงานการศึกษาที่ตีพิมพ์เกี่ยวกับหัวข้อนี้กว่า 1,000 ชิ้น
งานวิจัยหนึ่งรายงานว่า การให้อภัย เป็นการลดความเครียด ความทุกข์ ความโกรธ ความเกลียดชัง
ความต้องการแก้แค้น ซึ่งความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลร้ายต่อร่างกายมนุษย์มากไปกว่าผลทางอารมณ์
แต่เป็นปัญหาทางด้านสุขภาพ ทั้งความดันโลหิตสูง ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลง โรคหลอดเลือดหัวใจ
ระบบภูมิคุ้นกันไม่ทำงานตามปกติ และอาจมีผลทำให้ระบบประสาทและความจำเสื่อมถอยลงไป
เท่าที่ดูมามีแต่ผลเสียทั้งนั้น
งานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่วิจัยคน 2 กลุ่ม 20 คนแรกเป็นพวกที่มีความสัมพันธ์ดีกับคนอื่นๆ และมีความสุข
อีก 20 เป็นพวกที่ไม่มีความสุขในความสัมพันธ์กับคนอื่น กลุ่มหลังมีระดับคอร์ติโซลสูงกว่า
คอร์ติโซลคือฮอร์โมนที่ร่างกายเราสร้างขึ้นเพื่อทำให้ระบบภูมิคุ้มกันลดการทำหน้าที่ลง
เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายลดลง ก็จะมีปัญหาสุขภาพง่ายขึ้น และในรายงานการศึกษาชิ้นหนึ่งของ
Harvard School of Public Health บอกว่าคนที่มีความโกรธสูง มีโอกาสเป็นโรคหัวใจได้ง่ายกว่าคนอื่นๆ 3 เท่า
เพราะฉะนั้นเมื่อใดที่คุณเก็บความแค้นไว้ คุณก็จะค่อยๆ สะสมปัญหาสุขภาพ
ถ้าคุณเป็นคนให้อภัยคนยาก ลองฟังประโยชน์ของการให้อภัยดูหน่อยเผื่อจะเอนเอียงง่ายขึ้น
การให้อภัยคนทำให้เราเป็นคนอ่อนโยนขึ้น และมีความสัมพันธ์อันดีกับคนในครอบครัว เพื่อน เพื่อนบ้าน
คนรอบๆ ตัว และจะมีสุขภาพดีกว่าพวกแยกตัวออกจากคนอื่นเพราะไม่ยอมให้อภัยใครง่าย
คิดดูสิว่า เราทำร้ายตัวเองไปแค่ไหน หากแต่ละวันที่ผ่านไปในจิตใจของเรามีแต่ความโกรธแค้น
หรือหมกมุ่นอยู่กับความไม่พอใจคนอื่น ไม่ใช่ใครเลยที่ทำให้เราเป็นทุกข์ ตัวเรานั่นแหละค่ะที่กักขังตัวเองอยู่กับมัน
การให้อภัยจะปลดปล่อยเราให้เป็นอิสรภาพจากความทุกข์นี้
เราแอบเชื่ออยู่ลึกๆ ว่าถ้าได้แก้แค้นจะสะใจและช่วยลบล้างความโกรธได้ แต่ความจริงกลับทำให้แย่ลง
ทั้งระยะเวลาที่ความโกรธแผดเผาใจก็กินเวลานาน และเมื่อได้แก้แค้นก็เป็นการใช้อารมณ์รุนแรง
ความดันโลหิตสูงขึ้น เหมือนมีระเบิดร้ายแรงลูกใหญ่ที่มันระเบิดอยู่ในใจ การให้อภัยจะทำให้จิตใจเข้าถึงความสงบสุขกว่า
ถึงแม้การให้อภัยจะเป็นสิ่งดี แต่จะมีกี่คนที่ยกโทษให้คนอื่นได้ ถ้าเพื่อนโกง สามีไม่ซื่อสัตย์
ถูกคนอื่นขับรถปาดหน้า หรือแค่มีคนมาแซงคิวซื้อของ มีซักกี่คนรู้ว่าจะให้อภัยอย่างไร
หรือต้องฝึกกันด้วยวิธีไหน
การเปิดใจกว้างยอมให้อภัยคนอื่นไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยให้ใครทำตัวไม่ดีกับเรายังไงก็ได้
ความโกรธเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์ธรรมดาอย่างเราๆ เพียงแต่โกรธแล้วรู้จักปล่อยให้มันผ่านพ้นไป
บางครั้งหรือสำหรับบางคนการให้อภัยไม่ใช่เรื่องง่ายนัก แต่ก็เป็นสิ่งที่เราค่อยๆ ฝึกฝนได้
เราอาจจะต้องฝึกทำซ้ำหลายๆ ครั้ง หรือรอให้อารมณ์สงบลงก่อนแล้วค่อยนึกถึงการให้อภัย
ลองทำความเข้าใจกับ 7 ข้อต่อไปนี้ และหมั่นฝึกจิตใจของเราดูบ่อยๆ ค่ะ แล้วเราจะมีความเมตตาต่อผู้อื่น
มองโลกรื่นรมย์กว่าเดิมและอารมณ์ดีขึ้นเยอะค่ะ
1. เราเป็นคนเดียวที่แบกรับความทุกข์จากการไม่ให้อภัย และเราเป็นคนเดียวที่ได้ยินซ้ำๆ ว่า
เราจะว่ากล่าวหรือใช้วาจาเชือดเฉือนคนอื่นแบบไหน และความทุกข์ก็ยังคงอยู่กับเราไปเรื่อยๆ
2. นั่งนึกหรืออาจลองเขียนในกระดาษว่าเราต้องการจะอภัยใครเรื่องอะไร
แล้วต้นเหตุของความโกรธคืออะไร
3. พิจารณาดูว่าเราให้อภัยในเรื่องไหนได้บ้าง ค่อยๆ จัดการไปทีละเรื่อง
4. หมั่นเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่าคนอื่นเขาก็มีข้อบกพร่องได้ผิดพลาดได้
เราเองก็เคยทำความผิดหรือทำให้คนอื่นโกรธเหมือนกัน จะไปแค้นฝังใจอะไรนักหนา
5. นึกถึงความดีของคนที่ทำให้เราโกรธว่ามีอะไรบ้าง จะเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ที่เขาทำดีต่อเรา
แล้วจะสบายใจขึ้น
6. ให้อภัยคนอื่นแล้วก็ควรจะให้อภัยตัวเองด้วย ถือว่าความผิดเป็นบทเรียนและไม่ทำผิดซ้ำเรื่องเดิมอีก
7. จำช่วงเวลาที่เรายกโทษให้คนอื่นอย่างหมดใจแล้ว ว่าเป็นสุขเบาสบายขนาดไหน
ส่วนของแถมก็คือเราได้มิตรภาพคืนมา ห้วงเวลานั้นมีความซาบซึ้งประทับใจของเราและของเขา
คนที่เราให้อภัย
การให้อภัยทำให้เราเป็นสุขขึ้น ดีต่อสุขภาพกายและจิตใจไปพร้อมๆ กัน
ยาวิเศษขนานนี้อยู่ติดตัวทุกคนมาตั้งแต่เกิด เพียงแค่ลองดั้นด้นค้นหาภายในจิตใจของเราดูเท่านั้นเองค่ะ
(update 4 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา..
kids&family ปีที่ 9 ฉบับที่ 107 กุมภาพันธ์ 2546 ]
|