ผมและเพื่อนๆ นั่งคุยกันเรื่องความรักของผู้ชายกับผู้หญิง เพื่อนคนหนึ่งถามขึ้นว่า
ความรักกับความใคร่เหมือนกันหรือไม่ ถ้าไม่เหมือนกัน ทำไมเราจึงอยากนอนกับคนที่เรารัก
บางครั้งถึงกับเก็บเอาไปฝันเป็นตุเป็นตะ หรือไม่ก็สร้างจินตนาการต่างๆ นานา
พอจบคำถามทุกคนก็หันมามองผมแบบ เอ็งตอบ ในฐานะที่เป็นผู้ขยันสรรเรื่องมาเล่า
ผมก็เลยกระแอมกระไอให้สมบทบาทที่เพื่อนตั้งให้เป็นผู้เชี่ยวชาญราคะศาสตร์
พูดถึงเรื่องทางจิตวิทยา คนส่วนใหญ่ก็จะคิดถึง ฟรอยด์ เขาผู้นี้แหละเจ้าของทฤษฎีว่า
มนุษย์เรามีส่วนดิบที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด 2 อย่าง ได้แก่ ความต้องการทำลายล้างผลาญกับความต้องการสมสู่
หรือความใคร่นั่นเอง มนุษย์ที่เจริญแล้วความต้องการทั้งสองอย่างจะถูกควบคุมให้ออกมาในรูปที่สังคมยอมรับ
ความต้องการทำลายออกมาในรูปของสงคราม การกีฬา การแข่งขัน ความต้องการสมสู่ออกมา
ในรูปของการแต่งงานมีครอบครัว
ความใคร่แตกต่างจากความรัก ความรักเป็นสิ่งสวยงาม ไม่ว่าจะเป็นความรักชนิดไหน
ความรักระหว่างผู้ชายและผู้หญิงเป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งจรรโลงโลก จรรโลงมนุษย์ และเป็นกระบวนการ
เพราะเมื่อเกิดความรักแล้ว ส่วนที่ดิบในเรื่องความใคร่ของมนุษย์ที่ไม่ได้หายไปไหน จะแสดงอิทธิฤทธิ์
ทำให้เกิดความปรารถนาที่จะได้สมสู่กับคนที่รัก มนุษย์ผู้เจริญแล้วก็จะปฏิบัติในทางที่สังคมยอมรับ
แล้วแต่สังคมใครสังคมมัน แต่ถ้าเกิดความใคร่โดยไม่มีความรัก ทีนี้ก็ยุ่งล่ะสิ ปล่อยให้อารมณ์ดิบพาไป
เที่ยวลากใครต่อใครไปทำมิดีมิร้าย ที่จริงคำนี้ไม่ถูก ไม่ดีแล้วก็ไม่ร้าย เท่ากับเจ๊ากันไป จะเจ๊าได้ยังไงครับ
เพราะผู้หญิงเป็นฝ่ายเสียหายยับเยิน (คำพูดนี้จะต้องเกิดก่อนที่ผู้หญิงจะลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิเท่าเทียมผู้ชายแน่ๆ
คำพูดที่แสดงถึงความด้อยโอกาส และการถูกกดขี่แบบนี้มีให้เห็นอยู่มากมาย ฉะนั้น การที่คุณเธอทั้งหลาย
ลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์ก็อย่าไปหมั่นไส้เธอเลยครับ) ที่จริงควรจะพูดว่า ลากไปข่มขืน และถ้ายิ่งมีความดิบต้องการทำลายอยู่ด้วย
พอข่มขืนเสร็จก็ฆ่าทิ้งเสียเลยปลอดภัยดีด้วย
ส่วนคู่ที่แต่งงานกันปฏิบัติถูกต้องตามประเพณี ถ้าเป็นคนผิดปกติ ความดิบในการทำลาย
แทนที่จะออกทางกีฬาดันมาออกพร้อมๆ กับความใคร่ เพื่อนดิบของมัน ใครเป็นคู่นอน เป็นเจ้าสาว
เป็นเมียก็กรรมเท่านั้น ร่วมรักกันคราใด เป็นเจ็บตัวครานั้น ที่เราเรียกว่า ซาดิสม์ ไงครับ
คุณเชื่อไหมครับว่าประวัติของคำนี้เกิดจากกระทาชายนายหนึ่งนามว่า Marquist De Sade
มีพฤติกรรมชอบทำร้ายคู่นอนให้ได้รับความเจ็บปวดทรมานก่อนที่จะร่วมรัก
แถมยังกล้าหาญชาญชัยเปิดเผยพฤติกรรมของตนออกมาให้สาธารณชนทั้งหลายทราบ
เขาก็เลยได้รับเกียรติเรียกพฤติกรรมวิตถารนี้ตามชื่อของเขา แต่เติมคำว่า ซาดิสม์
ใช้เรียกเฉพาะพฤติกรรมที่ทำร้ายคู่นอน เพื่อให้เกิดอารมณ์ทางเพศเท่านั้นนะครับ
แต่ปัจจุบันนำมาใช้ผิดๆ กับพฤติกรรมโหดร้ายทารุณทุกรูปแบบ จนกลายเป็นคำที่ยอมรับและใช้กันทั่วไป
ยังไม่หมดนะครับเรื่องการได้รับเกียรติเอาชื่อไปตั้งเป็นชื่อพฤติกรรมความใคร่วิตถารอย่างเช่น
Leopold Von Sacher Masoch นักเขียนนวนิยายก็เป็นคนแรกที่เปิดเผยพฤติกรรมที่คล้ายๆ
กับซาดิสม์แต่แทนที่จะทำร้ายคู่นอนกลับทำร้ายตัวเองหรือทำให้ตัวเองเจ็บปวดก่อนแล้วจึงจะเกิดอารมณ์ทางเพศ
พฤติกรรมนี้จึงเรียกว่า มาโซกิซ อิทธิฤทธิ์ของความดิบในเรื่องความใคร่ทำให้พฤติกรรมทางเพศยุ่งนุ่งนังกันไปหมด
อธิบายด้วยตัวอย่างจริงก็แล้วกันนะครับ จะได้เข้าใจง่ายขึ้น
ศาสตราจารย์ท่านหนึ่งมีเพศสัมพันธ์กับอาจารย์สาวก่อนที่จะมีเพศสัมพันธ์กัน ทั้งคู่จะต้องแต่งชุดสีดำ
อาจารย์สาวจะต้องเฆี่ยนตีท่านศาสตราจารย์ด้วยแส้จนเจ็บปวดครวญคราง เนื้อตัวเป็นริ้วรอย
แล้วจึงมีเพศสัมพันธ์ถึงสวรรค์ชั้นฟ้ากันด้วยความสุขทั้งคู่
อาจารย์สาวเกิดอารมณ์เมื่อได้เฆี่ยนตีท่านศาสตราจารย์ได้รับความเจ็บปวด แสดงว่าเธอเป็น ซาดิสม์ ใช่ไหมครับ
ส่วนตัวท่านศาสตราจารย์เองต้องเกิดความเจ็บปวดก่อนจึงเกิดอารมณ์ทางเพศ แสดงว่าท่านเป็น มาโซกิซ ใช่ไหมครับ
น่าแปลกที่ที่คนคู่นี้มาเจอกันได้ราวกับผีจับแปะ พฤติกรรมคู่วิตถารสมบูรณ์แบบชนิดนี้เรียกว่า S&M
ย่อมาจาก Sadomasochism และพฤติกรรมวิตถารพวกนี้มักจะต้องมีตัวช่วยได้แก่ อุปกรณ์ต่างๆ เช่น แส้ ไม้เรียว เชือกหนัง
เครื่องแต่งกายทำด้วยหนังสีดำ เสื้อผ้าสีดำ เป็นต้น
เมื่อเร็วๆ นี้มีข่าวว่าชายเฒ่าคนหนึ่ง จะอยู่ประเทศใด ไม่แจ้ง เกิดพิศวาสไก่ที่เลี้ยงไว้จึงจัดพิธีแต่งงานกับไก่
มีการส่งตัวเข้าห้องเข้าหอกันด้วย อยู่มาได้แค่ 3 วันก็ซี้ เพื่อนที่ฟังอยู่ทุกคนถามขึ้นพร้อมกันว่าคนหรือไก่ตาย คนสิครับ
ส่วนไก่นั้นข่าวไม่แจ้งว่าหลังจากเป็นม่ายแล้วแต่งงานกับใครอีกหรือเปล่า หรือว่าลงหม้อแกงไปตามระเบียบ
เรื่องนี้เกิดขึ้นก่อนไข้หวัดนกระบาด เฒ่าจึงไม่ได้ตายเพราะไข้หวัดนกแน่ๆ
สำหรับเมืองไทยเราก็ไม่น้อยหน้า เมื่อต้นเดือนแห่งความรักที่ผ่านมานี้เอง ชายไทยได้ถูกความใคร่เล่นงานเอา
หลังจากกรึ่มเหล้าจนได้ที่ จะไปเที่ยวผู้หญิงก็กลัวเอดส์ จะลากอีหนูข้างบ้านมาข่มขืนก็กลัวครูยุ่น หันไปหันมาเห็นอีด่างยืนมองอยู่
คิดว่ามันให้ท่า จึงตรงเข้าปลุกปล้ำอีด่างพัลวัน อีด่างหาเป็นใจด้วยไม่ ต่อสู้สุดฤทธิ์ แถมเพื่อนหมาก็มาช่วยรุมกัด
หน้าตาเนื้อตัวยับเยินไปด้วยเขี้ยวหมา หาความหล่อไม่ได้อีกเลย
เห็นไหมครับ ว่าความใคร่ถ้าปราศจากความรักก็จะมีแต่ความกักขฬะ หยาบช้าวิตถารน่ารังเกียจ
แม้แต่หมาก็ยังไม่เล่นด้วย เรื่องของความใคร่ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมวิตถารยังมีอีกมากมาย
ไว้ผมจะเล่าให้ฟังโอกาสหลัง ปะเหมาะใครบางคนอาจจะมีพฤติกรรที่พิศดารยิ่งไปกว่าที่เปิดเผยกันมาแล้ว
และได้รับเกียรตินำเอาชื่อไปตั้งบ้าง ก็จะทำให้คนไทยดังกันคราวนี้แหละ ก็ที่เขาดังกันทางกีฬา
ลึกลงไปก็เกิดจากดิบตัวหนึ่ง ถ้าจะดังเพราะดิบอีกตัวก็ไม่เห็นน่าจะเสียหาย จริงไหมครับ หรือว่าไม่จริง
ความใคร่ทั้งหมดที่พูดมาดูจะเป็นความใคร่ของเพศผู้เพียงเพศเดียว ผู้หญิงไม่มีความใคร่เลยหรือไง
มีแน่นอนครับ แต่เนื่องจากบทบาทของสังคมและสภาวะทางร่างกายไม่เปิดโอกาสให้ผู้หญิงปลดปล่อยผีดิบของเธอ
ออกมาง่ายๆ อย่างผู้ชาย ก็ดูแค่นักร้องผิวดำ น้องไมเคิล แจ็คสัน แพลมผีดิบของเธอผ่านทางเต้าแค่ข้างเดียว
ยังเป็นข่าวถูกประณามหยามเหยียดกันไปทั้งโลก แล้วหน้าไหนจะกล้าลุกขึ้นมาปล้ำหมาแบบผู้ชายล่ะ
และโดยธรรมชาติก็ทำไม่ได้อยู่แล้ว
จำกรณีครูผู้หญิงปล้ำนักเรียนชายได้ไหมครับ มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว
ความจริงจึงเปิดเผยออกมาว่าเป็นเรื่องกลับตาลปัตร ยังไงก็ตามก็มีผู้ชายแบบคุณ แบบผม
นี่แหละครับที่ต่างก็ยอมรับกันว่า ผู้หญิงเป็นเพศที่มีเสน่ห์น่ารักน่าใคร่ ความใคร่ของเธอก็น่ารักด้วย
เรื่องนี้สามีเท่านั้นแหละที่รู้ดีว่าเมียตู... แต่ก็ไม่มีสามีคนไหนที่คิดจะเอาเรื่องบนเตียงของเมียมาพูด
เพราะถือว่าเป็นของสูง มิบังควรนำมาพูดเล่น
คราวนี้มาพูดถึงเรื่องความรักบ้าง ความรักเป็นสิ่งสวยงาม เป็นแต่สิ่งที่ดีไม่เชื่อลองไปเปิดหนังสือ
ความรักคืออะไร ดู เขารวบรวมไว้จากการที่เอาไมค์ไปจ่อปากถามใครต่อใคร มีทั้งคนดัง ดารา
และคนเดินดินกินอาหารแดกด่วนทั้งไทยและเทศ มีอยู่ตั้งหลายเล่มโดยเฉพาะช่วงวันวาเลนไทน์
ล้วนแต่เป็นเรื่องดีๆ ทั้งนั้น
ความรักของผู้ชายและผู้หญิงที่ต่างฝ่ายต่างรักกันเปรียบเสมือนคนสองคนที่ยื่นมือออกมาจับกัน
และตระหนักดีว่าถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปล่อยมือ อีกฝ่ายก็ล้ม ถ้าความรักคือความต้องการให้คนที่เรารักมีความสุข
ปราศจากความเจ็บปวด ต่างฝ่ายต่างก็จะจับมือกันแน่น ไม่ยอมปล่อย ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ไปด้วยกัน
คือทั้งคู่ต่างฝ่ายต่างยอมรับซึ่งกันและกัน การยื่นมือออกมาหากันคือการปรับตัวเข้าหากัน
หลายคู่ที่ยื่นมือออกมาไม่ถึงกัน คือปรับตัวเข้าหากันไม่มากพอหรือปล่อยให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งยื่นออกมาแต่เพียงฝ่ายเดียว
อย่างเช่น ผู้หญิงที่แต่งงานกับผู้ชายที่เจ้าชู้ เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่รู้มาก่อนว่าเขาเจ้าชู้ แต่ที่ตกลงปลงใจด้วย
เพราะเกิดความภาคภูมิใจที่เขาเลือกหล่อนและเกิดสติหลอนว่าในเมื่อเขารักหล่อน เขาก็จะต้องหยุดอยู่ที่หล่อน
ฉะนั้นเขาต่างหากเป็นฝ่ายที่จะต้องยื่นมือออกมา หล่อนเป็นฝ่ายยืนกอดอกเฉยๆ ก็พังเท่านั้นสิครับ
ต่อให้ติดสติ๊เกอร์หลังรถ รวมกันเราอยู่ ทิ้งกูมึงตาย ก็ไม่ช่วยหรอกครับ
คู่รักที่ต่างฝ่ายต่างยื่นมือออกมาจับกัน เมื่อแต่งงานกันก็จะเป็นคู่สมรสที่สมรัก
เป็นพ่อแม่ที่เลี้ยงลูกให้เป็นคนดีของสังคม ความรักมีอานุภาพมากนะครับ
ไม่ใช่แค่ช่วยสร้างชาติสร้างพันธุ์ให้เจริญพัฒนาเท่านั้นยังมีอานุภาพเป็นยารักษาโรคอีกด้วย
เรื่องนี้คุณหมอทั้งหลายทราบดี คนที่มีความสุขร่างกายจะหลั่งสารเอ็นโดฟิน
ซึ่งจะช่วยให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันโรค
คนที่เจ็บป่วยถ้ามีผู้แสดงความรัก ความเอาใจใส่ก็จะหายเร็วกว่าคนที่ไม่มีใครสนใจ
ขนาดเป็นมะเร็ง เป็นอัมพาต ก็ยังหายได้อย่างน่าอัศจรรย์ ฉะนั้นจงรักกันไว้เถิดครับ
ต่อให้รักแล้วเกิดความใคร่ก็เป็นความใคร่ที่เชื่องเหมือนปลาวาฬพิฆาตที่ถูกฝึกปรือ
จนกลายเป็นดาราเอกของสวนสนุกทำเงินได้มากมายมหาศาล ไม่ดิบเที่ยวปล้ำหมู หมา กา ไก่
ให้ตกเป็นข่าวว่าเป็นคนขาดรัก อายเขาไปทั่วโลก
(update 7 กุมภาพันธ์ 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 256 พฤษภาคม 2547 ]
|