|
วัยทอง...วัยกังวลว่าไร้ค่า
|
ส่วนใหญ่คนวัยทำงานเมื่อปลดเกษียณลง ความรู้สึกแรกที่ก้าวเดินออกจากที่ทำงาน
คงเป็นความรู้สึกว้าวุ่นแบบหวิวๆ กลัวไม่มีคุณค่าเหมือนเดิม ยิ่งถ้าใครเป็นมนุษย์บ้างาน
เรื่องนี้นับเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องรับมือเชียวล่ะ บวกกับการต้องอยู่บ้านเฉยๆ ลูกหลานนานๆ
จะมาเยี่ยมเยียนสักที ก็อดไม่ได้ที่ความรู้สึกน้อยใจจะเกิดขึ้นค่ะ
ผู้สูงอายุบางคนอาจจะเคยรั้งตำแหน่งใหญ่โตขณะทำงาน พอถึงคราวต้องปลดเกษียณลง
ความรู้สึกยึดมั่นถือมั่น รวมทั้งความรู้สึกเป็นใหญ่เหนือใครๆ อาจจะยังมีอยู่ จุดนี้ถ้าออกจากงานแล้ว
และไม่เตรียมตัวเตรียมใจให้ดีๆ อาจมีเรื่องเครียดภายในบ้านเกิดขึ้นได้นะคะ
เพราะลูกหลานคนไหนคงไม่มีใครอยากเข้าใกล้ญาติผู้ใหญ่ที่คอยแต่วางตัวน่าเกรงขามอยู่ตลอดเวลาหรอกค่ะ
วัยนี้บ้างคนเริ่มมีสุขภาพไม่ดี ต้องหมั่นหาหมออยู่เป็นประจำ ทำให้อาจมีอาการเครียด
และดูซึมเศร้าไม่เหมือนครั้งยังกระปรี้กระเปร่าทำงาน ถ้าปล่อยให้สภาพจิตใจเป็นอยู่อย่างนี้คงเหี่ยวเฉาลงไปเรื่อยๆ
ฉะนั้นการหาเวลามาออกกำลังกายบ้าง และหมั่นกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพจะช่วยให้ร่างกายเราแข็งแรงขึ้น
ความทุกข์ใจของผู้สูงวัยในเรื่องต่อไปเห็นจะเป็นเรื่องของเงินทองจับจ่ายใช้สอยค่ะ
ถ้าบ้านไหนไม่มีเงินเหลือเก็บหรือเงินเย็นอยู่เลย อาจทำให้เกิดภาวะเครียดได้
เพราะวัยนี้เป็นวัยที่ต้องการความมั่นคงทางฐานะสูง ไหนจะต้องคอยจ่ายเรื่องสุขภาพ
หรือเรื่องค่าซ่อมแซมบ้าน หรือเรื่องค่าใช้จ่ายประจำวัน ฯลฯ เรียกได้ว่าถ้าฐานะทางการเงินไม่มั่นคงพอ
ความเครียดอาจรุมเร้าคนวัยนี้ได้อย่างรุนแรงค่ะ
สุขใจวัยทอง
เรื่องสุขภาพกายเป็นเรื่องน่ากลุ้มของคนวัยนี้ แต่อย่างไรเสียถ้าจัดสรรเวลาได้
การออกกำลังกายแบบเบาๆ อย่างการเดินหรือวิ่งเหยาะๆ จะช่วยคลายความกังวลเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ
ลงไปได้เป็นอย่างมากค่ะ
บ่อยครั้งที่คนวัยทองเริ่มคิดมาก เพราะมีเวลาว่างมากเกินไป ดังนั้นการอยู่คนเดียวมากเกินไปจะยิ่งทำให้ฟุ้งซ่านมากยิ่งขึ้น
จึงควรพยายามทำใจให้สบาย ปล่อยวาง ไม่คิดมากและหางานอดิเรก หรืออาชีพเสริมมาทำจะช่วยไม่ให้เราอยู่แบบเครียดๆ ได้ค่ะ
นอกจากนั้น การหามุมบ้านที่เงียบๆ ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครม แล้วนั่งทำใจให้สงบ
หรือหางานอดิเรกมาทำจะช่วยให้จิตใจแจ่มใสเบิกบาน ยิ้มง่ายอยู่เสมอค่ะ
ที่สำคัญการเปิดใจกว้างยอมรับฟังทัศนคติของลูกหลานในบ้านด้วยใจที่เป็นธรรม
ไม่ตัดสินคนง่ายหรือไม่สร้างข้อขัดแย้งโดยไม่จำเป็น นอกจากจะทำให้คนในบ้านไม่เครียดแล้ว
ตัวเราเองก็สบายอกสบายใจตามไปด้วยนะคะ
การทำบุญช่วยเหลือผู้อื่น ถือเป็นเรื่องที่คนวัยนี้มักให้ความสำคัญ ซึ่งถ้าเราสามารถจัดสรรเงินบางส่วนมาบริจาค
ให้ทุนการศึกษากับเด็กยากจนให้พวกเขาได้เรียนสูงขึ้น หรือบริจาคเงินช่วยสร้างโรงเรียน หรืออาคารที่จำเป็น
หรือบริจาคสิ่งของแกเด็กขาดแคลนในถิ่นกันดาร ก็จะช่วยให้จิตใจเราแจ่มใสขึ้นได้ค่ะ และถ้ามีเวลาว่าง
การหาเวลาไปเจริญสติหรือนั่งกรรมฐานยังวัด หรือสถานที่สงบๆ ก็ทำได้เช่นกันค่ะ
ในวัยนี้แม้กำลังวังชาจะไม่มากเท่ากับวัยทำงาน แต่อย่างน้อยการหาเวลาว่างไปท่องเที่ยวตามอัตภาพ
อย่างไปกับลูกหลานหรือคนรุ่นเดียวกัน เพื่อไปทำบุญ หรือไปเยี่ยมเยียนเพื่อนฝูงบ้าง
นอกจากจะช่วยไม่ให้หมกมุ่นแต่เรื่องของตัวเองมากเกินไปแล้ว ยังช่วยให้จิตใจสำชื่น
กระปรี้กระเปร่าอยู่เสมอนะคะ
ท้ายที่สุด การหมั่นหาความรู้เพื่อให้ทันโลกทันเหตุการณ์อยู่เสมอจะช่วยให้เราเป็นบุคคลสูงวัยที่ใฝ่รู้
เมื่อรู้เท่าทันกับความเป็นไปของโลก ญาติโยมมิตรสหายรวมทั้งลูกหลาน ใครๆ ก็อยากอยู่ใกล้
เพื่อขอคำปรึกษาอยู่ตลอดเวลาค่ะ
(update 9 เมษายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 255 เมษายน 2547 ]
|