|
3-6 ปี วัยแห่งการปรับตัวขนานใหญ่
|
เมื่อลูกวัยเตาะแตะเติบโตขึ้นกลายเป็นหนูน้อยวัยซน ประสบการณ์ใหม่ของการเข้าโรงเรียน
อาจทำให้ลูกวัยนี้รู้สึกเป็นกังวลได้ค่ะ เพราะไหนจะต้องไปเจอกับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ครูคนใหม่ เพื่อนใหม่
เรียกว่าทุกอย่างใหม่หมดในความรู้สึกของเขา ยิ่งถ้าลูกของเราไม่เคยได้รับการเตรียมพร้อม
ให้เจอะเจอคนแปลกหน้ามาก่อนเลย ความหวาดกลัวจนต้องร้องไห้ทุกวันก่อนไปโรงเรียน
อาจเกิดขึ้นได้อยู่เสมอๆ เด็กบางคนอาจปรับตัวได้เร็วก็หยุดร้องไห้ได้เพียงไม่กี่เดือน
แต่เด็กบางคนปรับตัวได้ช้า กว่าจะปรับตัวได้ต้องอาศัยเวลาถึง 1 เทอมเต็ม
ตรงนี้ถ้าพ่อแม่เข้าใจความกังวลใจของลูกเสียหน่อยและให้กำลังใจเขาสักนิด
จะช่วยคลายความเครียดของลูกไปได้มากโขเลยล่ะค่ะ
โลกในโรงเรียนที่เต็มไปด้วยเพื่อนวัยเดียวกัน อาจทำให้ลูกรู้สึกเครียดเพราะต้องปรับตัวให้เข้ากับเพื่อนๆ ให้ได้
บางคนอาจจะยังไม่ชินที่จะเล่นในหมู่เพื่อนมากๆ เพราะติดเล่นคนเดียวมาโดยตลอด ดังนั้นความเครียดเล็กๆ
นี้อาจทำให้ลูกกลับมาบ้านด้วยน้ำตานองหน้าอยู่บ่อยๆ หรือรู้สึกซึมเศร้า ฉะนั้นถ้าเราสนใจที่จะถามไถ่ความเป็นไป
ในช่วงอยู่โรงเรียนจะช่วยให้ลูกรู้สึกสบายใจขึ้น และขยายความกล้าที่จะเปิดตัวออกไปเล่นกับเพื่อนๆ มากขึ้นค่ะ
ด้วยความที่วัยลูกเตาะแตะเติบโตมาด้วยความรู้สึกช่างซักช่างถาม พอมาถึงวัยซนลูกจะเริ่มก่อร่างสร้างความคิด
จินตนาการอะไรได้ด้วยตัวเอง และฝันอันบรรเจิดนี้เองแหละค่ะที่บางครั้งอาจทำให้เขาเกิดความกลัวในสิ่งที่เขาคิดฝันขึ้นมาเอง
เช่น กลัวความมืดเพราะคิดว่าอาจจะมีสัตว์ประหลาดเหมือนในจอทีวีโผล่ออกมาจ๊ะเอ๋ได้ หรือกลัวอะไรใต้เตียง
เพราะคิดว่าอาจจะมีตัวที่เขานึกฝันนอนหลับอยู่ เรียกว่ายิ่งมีจินตนาการมากเท่าไหร่ ยิ่งกลัวมากขึ้นเท่านั้นค่ะ
แต่อย่างไรเสียถ้าเรารู้เท่าทันพัฒนาการด้านจิตใจตรงนี้ เราก็สามารถเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส
ได้ด้วยการเสริมให้ลูกรู้จักคิด วิเคราะห์กับสิ่งที่เขาคิดฝัน ความกลัวจะค่อยๆ กลายเป็นความเข้าใจ
และรู้จักคิดหาเหตุผลก่อนจะกลัวอะไรใหม่ๆ ค่ะ
อย่ากลัวไปเลยลูก
จะว่าไปแล้ว เด็กวัย 3-6 ปีนั้นถือเป็นวัยที่ต้องปรับตัวขนานใหญ่ เพราะลูกต้องออกไปเรียนรู้โลกกว้างด้วยตัวเอง
โดยไม่มีเราคอยดูแลอยู่ใกล้ๆ เหมือนวัยเบบี้ หรือวัยเตาะแตะ ฉะนั้นถ้าเราไม่เตรียมความพร้อมให้ลูกอย่างดีทั้งร่างกาย
จิตใจ อารมณ์ และการอยู่ร่วมกันกับคนอื่นในสังคม ลูกอาจรู้สึกว่า ตามเพื่อนไม่ทัน เกิดความอาย และรู้สึกเครียดขึ้นมาได้ค่ะ
ดังนั้นถ้าเราสามารถเตรียมตัวให้ลูกปรับตัวอยู่ในสังคมได้โดยการหมั่นพาลูกไปเยี่ยมญาติบ่อยๆ
หรือปล่อยให้เขาเล่นกับเพื่อนข้างบ้านวัยใกล้เคียงกันดูบ้าง ลูกจะค่อยๆ เรียนรู้ที่จะเล่นกับเพื่อน
หรือเข้าหาคนแปลกหน้าอย่างไม่เคอะเขิน และรู้วิธีแก้ปัญหายามที่เล่นและขัดใจกันขึ้นค่ะ
ดังนั้นก่อนจะปล่อยเจ้าตัวน้อยของเราให้ไปผจญโลกแห่งการเรียนรู้ที่โรงเรียน
เราสามารถเตรียมความพร้อมให้ลูกก่อนได้ที่บ้าน อย่างเรื่องของการฝึกวินัยการกินนอนเป็นเวลา
การรู้จักเก็บของเล่นให้เข้าที่เข้าทาง หรือการทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองอย่างแปรงฟัน
กินข้าว อาบน้ำ เพราะเมื่อถึงเวลาไปโรงเรียน ทักษะที่เราเคยฝึกลูกไว้ตั้งแต่เล็กจะช่วยไม่ให้เขารู้สึกเครียด
หรือกังวลใจยามที่ต้องทำกิจวัตรเหล่านี้โดยไม่มีเราอยู่ด้วยค่ะ
อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นว่า เด็กวัยนี้กำลังมีจินตนาการสูงและบ่อยครั้งที่เขาอาจจะรู้สึกกลัวสิ่งที่เขาคิดฝันขึ้นมาเอง
ดังนั้นถ้าเราได้ลองอธิบายและหาเหตุผลให้เขา แล้วลองให้ลูกได้คิดเอง วิเคราะห์เองว่าสิ่งที่เขากลัวนั้นมีอยู่จริงหรือไม่
วิธีนี้จะช่วยลูกให้หายกลัว และหายเครียดลงไปได้นะคะ
(update 9 เมษายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 255 เมษายน 2547 ]
|