แม้เด็กวัยนี้จะใช้เวลานอนเสียเป็นส่วนใหญ่ เรียกว่า 80% ของเวลาที่มีอยู่ในหนึ่งวันลูกจะเอาแต่นอนหลับปุ๋ย
พอตื่นขึ้นมาเขาจะรู้สึกว่าต้องการให้มีคนที่รักเขาอยู่เคียงข้าง ฉะนั้นถ้าสังเกตดีๆ จะรู้ได้ว่าทุกครั้งที่ลูกตื่น
ลูกจะร้องไห้หาเราเพราะลูกต้องการให้มีคนคอยดูแลเอาใจใส่ และตอบสนองความต้องการเขาอย่างสม่ำเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัส การกอด การอุ้ม การปลอบประโลม หรือน้ำเสียงที่พูดอย่างอ่อนโยน
เรื่องปัญหาพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นฉี่ อึ ปวดท้อง หิว ร้องไห้ ถ้าเราสามารถตอบสนองลูกเป็นอย่างดี
ลูกจะรู้สึกสบายใจ ไม่เครียด และพัฒนาความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย มองโลกในแง่ดี มีจิตใจคิดดีต่อผู้อื่น
ถึงตอนโตโน่นเลยล่ะค่ะ
เด็กวัย 8-9 เดือนไปจนถึง 1 ปี จะเริ่มกลัวการพรากจากแม่อย่างที่สุด แค่เราเดินไปเข้าห้องน้ำ
หรือเดินไปรินน้ำแล้วกลับมาอีกครั้ง ลูกจะเหลียวมองตามหรือไม่ก็ร้องไห้ เพราะกลัวเราหนีห่างไปไหน
ฉะนั้นสิ่งที่ทำได้คือบอกให้ลูกรู้ว่าเราจะไปไหน และจะกลับมาภายในเวลาไม่นาน
หรือส่งเสียงโผล่หน้าให้เห็นว่าแม่อยู่ไม่ไกล
ความรู้สึกกลัวของลูกเกิดขึ้นได้จากการแสดงของแม่ ซึ่งมีบทบาทต่อจิตใจลูกมาก คุณแม่ที่มีลักษณะขี้โวยวาย
จู้จี้ เข้มงวด กระตุ้นหรือปกป้องลูกมากเกินไป จะทำให้ลูกรู้สึกกังวล รู้สึกถูกทอดทิ้ง และต้องการความสนใจ
ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ล้วนผลักดันให้เด็กเกิดความกลัวได้ค่ะ
พ่อแม่บางคนอาจไม่เข้าใจ คิดไปเองว่าลูกวัยเบบี้อาจกังวลใจไม่เป็น
แต่ตราบใดที่ความต้องการพื้นฐานของเขาไม่ได้รับการตอบสนอง
ความเครียดจะเกิดขึ้นกับลูกได้โดยที่เราเองก็นึกไม่ถึงค่ะ
ฉะนั้นเด็กวัยแบเบาะนี่แหละถ้าเราให้ความรักและเวลากับเขาอย่างเพียงพอ เขาจะอารมณ์ดี ไม่เครียด
หัวเราะง่ายและรู้สึกมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจ ซึ่งเมื่อเด็กอารมณ์ดี ไม่เครียด
ต่อไปเขาจะพัฒนาไปสู่การเรียนรู้ที่มีความสุข และเติบโตสมวัยอย่างที่เราต้องการค่ะ
ไม่อยากให้หนูเครียด ต้อง...
ช่วง 3 เดือนแรก ถ้าเราตอบสนองลูก สบตา พูดคุยกับลูกอย่างสม่ำเสมอ ลูกเริ่มมองตาเรา
และมองตามเสียงเรียกของเราเพราะลูกเริ่มรู้จักและคุ้นเคยกับเราแล้ว การตอบสนองลูกอย่างนี้
ถือเป็นการให้ของขวัยล้ำค่ากับลูกวัยเบบี้เลยะนะคะ เพราะเขาจะรู้ถึงความรัก
และความผูกพันที่เรามีให้อย่างเต็มเปี่ยม
ฉะนั้นช่วงเวลาที่ลูกอายุ 0-1 ปีนี่แหละค่ะ ถือเป็นช่วงเวลาทองที่เราจะสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้ลูก
เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว การให้นมลูก กอดลูกไว้ เล่นกับเขา หรือเอานิ้วมือให้เขากุมหรือนวด คุยกับเขาตลอดเวลา
ลูกจะค่อยๆ ซึมซับความรักที่เรามีให้เขา และเขาจะเริ่มรู้สึกเป็นสุข และเป็นเด็กไม่เครียดง่าย
ซึ่งความทรงจำที่ดีอันนี้จะฝังแน่นในจิตสำนึกของลูกไปจนตลอดชีวิตเลยเชียวค่ะ
พ่อแม่บางคนสามารถหาเกมต่างๆ มาช่วยกระชับความสัมพันธ์กับลูกวัยนี้ได้ โดยเล่นเกมปูไต่กับลูก
หรือเล่นจั๊กจี้กับลูกหือเล่นจ๊ะเอ๋ เล่นหน้ากระจก หรือแม้กระทั่งเวลาอาบน้ำเราสามารถหาตุ๊กตายางตัวเล็กๆ
มาอาบเป็นเพื่อนลูกก็ได้อีกเหมือนกันค่ะ
อย่างที่บอกไว้ตั้งแต่ต้นค่ะว่า ลูกวัยนี้จะกลัวการพรากจากมาก เพราะเขาคิดว่าเขาคือส่วนหนึ่งของพ่อแม่
ฉะนั้นแค่เราหายไปแม้เพียง 2-3 นาที โลกทั้งโลกสามารถถล่มทลายลงไปต่อหน้าต่อตาได้
ด้วยเหตุนี้ถ้าเราต้องเดินไปไหนอย่างไปห้องน้ำหรือไปทำกับข้าว หรือแม้แต่ไปทำงาน
เราควรพูดลากับลูกด้วยใบหน้ายิ้มแย้มนะคะ ยิ่งถ้าเข้ามาโอบกอดลูก และกล่าวลาอย่างอบอุ่น
จะช่วยให้ใจของลูกไม่รู้สึกเครียด หรือกลัวกับการจากลาของเราค่ะ
บางบ้านอาจจำเป็นต้องย้ายบ้านในช่วงลูกแบเบาะ หรืออาจต้องไปนอนค้างอ้างแรมกันในต่างจังหวัด
ฉะนั้นการจากลาจากสิ่งแวดล้อมเดิมๆ จะทำให้ลูกเครียดได้ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว เราสามารถนำตุ๊กตา
หรือหมีตัวโปรด หรือผ้าห่มผืนโปรดติดตัวไปด้วยก็ได้ เพราะสิ่งของเหล่านี้ช่วยให้ลูกรู้สึกเชื่อมโยงกับบ้าน
และทำให้เขาไม่รู้สึกเคว้งคว้างเกินไปนัก
โดยรวมแล้วเด็กวัยนี้ต้องการให้เราตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐานอย่างสม่ำเสมอ
ไม่ว่าจะเป็นการอาบน้ำ การทำความสะอาดให้ยามที่เขาอึ ฉี่ หรือไม่สบายตัว
และถ้าเราตอบสนองลูกด้วยความรักและทนุถนอม สุขภาพใจที่เป็นสุขจะเกิดขึ้น
และฝังแน่นไปจนตลอดชีวิตเลยเชียวค่ะ
(update 9 เมษายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 255 เมษายน 2547 ]
|