ช่วงตั้งท้องฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายจะเพิ่มสูงขึ้น จึงอาจทำให้อารมณ์ของเราขึ้นลงได้โดยไม่รู้ตัวนะคะ
อย่างบางทีก็รู้สึกสุขใจอยากทำโน่นทำนี่ให้ตัวเองหรือทำให้พ่อยอดสามี แต่ผ่านไปครึ่งวันอาจรู้สึกอยากอยู่คนเดียว
หรือนั่งร้องห่มร้องไห้สารพัดสาเหตุ อารมณ์เศร้าเหงาลึกๆ อาจเกิดขึ้นกับตัว แม้จะมีคุณสามีอยู่เคียงข้างก็ตาม
เรียกว่าฮอร์โมนทำงานได้ดีเกินคาดค่ะ
อย่างไรเสีย นอกจากการทำงานของฮอร์โมนที่เปลี่ยนไปแล้ว แม่มือใหม่ส่วนมากยังรู้สึกกังวลเกี่ยวกับการเลี้ยงลูก
เป็นการส่วนตัวด้วยนะคะ อย่างกังวลเรื่องลูกออกมาแล้วจะเป็นอย่างไร จะเลี้ยงยากหรือเปล่า
หรือตัวเองจะเลี้ยงลูกได้ดีไหม แล้วลูกจะเป็นเด็กนิสัยใจคออย่างไร ฯลฯ
เรื่องกินก็เป็นอีกข้อกังวลใจที่แม่มือใหม่จะมีอยู่ในห้วงความคิดเกือบทุกคน
อย่างบางคนอาจกังวลใจว่ากินอาหารชนิดนั้นชนิดนี้จะเป็นอันตรายกับลูกในท้องไหม
หรือกินในปริมาณเท่าใดลูกถึงจะได้สารอาหารอย่างเพียงพอ และกินอย่างไรจะให้ประโยชน์กับลูกมากที่สุด
เรียกว่าเรื่องอาหารการกินเป็นเรื่องใหญ่พอดูสำหรับคนเป็นแม่มือใหม่ค่ะ
ในส่วนของการบำรุงครรภ์ หรือสุขภาพอนามัย (ว่าที่) คุณแม่ทั้งหลายจะกังวลใจอยู่เสมอว่าควรทำตัวอย่างไร
เพื่อให้ลูกคลอดออกมาสมบูรณ์แข็งแรง แล้วการฝากครรภ์ควรทำตัวอย่างไรบ้าง บางคนอาจจะยังกล้าๆ กลัวๆ
กับความเชื่อสมัยก่อน เช่น กินน้ำมะพร้าวเยอะๆ ลูกจะได้ผิวขาว หรือกินอาหารสีดำๆ ลูกอาจจะออกมาผิวดำ
สารพัดความเชื่อที่อาจทำให้คุณแม่กังวลใจไม่ได้หยุดหย่อน
โดยรวมแล้วภาวะความกังวลในช่วงตั้งท้อง สามารถเกิดขึ้นได้จากการทำงานของฮอร์โมน
ที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และเกิดขึ้นจากความคิดคำนึงของคุณแม่เอง
ฉะนั้นถ้ารู้วิธีรับมือกับความกังวลใจดังกล่าว จะช่วยให้การตั้งท้องครั้งนี้เป็นสุขทั้งใจและกายได้ค่ะ
อยากสุขใจในช่วงตั้งท้อง
ในช่วงตั้งท้องถ้าเพียงแต่มือใหม่ศึกษาหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการดูแลตัวเอง การฝากท้อง
การเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย และอารมณ์ รวมทั้งการดูแลลูกที่จะเกิดขึ้นมา
แค่นี้จะช่วยให้เรารู้สึกผ่อนคลายลงไปได้มากแล้วล่ะค่ะ อย่างสมมติว่าเราพอรู้ข้อมูลเกี่ยวกับภาวะความเป็นไป
ในช่วงตั้งท้องคร่าวๆ หรือการดูแลตัวเองอย่างคร่าวๆ พอไปฝากท้องกับคุณหมอ เราสามารถบอกหมอได้ทันทีเลยว่า
เรามีประวัติผู้ป่วยเป็นมาอย่างไรบ้าง เช่น ญาติพี่น้องของเราคนไหนเป็นโรคเบาหวาน โรคเลือด หรือท้องแฝดบ้าง
เพื่อความปลอดภัยกับลูกที่จะเกิดมาค่ะ
นอกจากนั้น แม่ท้องควรนอนให้พอนะคะ เพื่อความแจ่มใสของจิตใจ เช่น ถ้าแม่ท้องต้องการออกกำลังกาย
จะเป็นเวลาไหนก็ได้ แต่ถ้าตอนกลางคืนเมื่อไหร่ขอให้เป็นช่วงเวลาก่อนนอนสัก 3-4 ชั่วโมงแล้วกันค่ะ
เพราะไม่อย่างนั้นประสาทจะตื่น ร่างกายจะกระปรี้กระเปร่าจนไม่สามารถนอนหลับได้
ดังนั้นควรฝึกนอนให้เป็นเวลาจะดีที่สุดค่ะ
บ่อยครั้งที่แม่ท้องจะรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว เพราะปวดหลังบ้าง ท้องอืด ท้องผูกบ้าง เป็นตะคริวบ้าง
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วเราสามารถขอร้องให้พ่อยอดยาหยี ช่วยนวดคลายปวดครรภ์ให้เราก็ได้นะคะ
เช่น แม่บางคนชอบให้ลูบไล้เบาๆ หรือบางคนชอบให้นวดหนักหน่อย ตรงนี้เราต้องสื่อสารให้คุณพ่อรู้ค่ะ
เพื่อให้เขาช่วยผ่อนคลายความปวดเมื่อยให้เรา และเมื่อกายสบายเสียแล้ว ใจก็จะสบายตามไปด้วย
เรื่องงานบ้านก็สำคัญไม่แพ้กันนะคะ ถ้าเรารู้สึกตัวว่าอุ้ยอ้ายเกินกว่าจะหยิบจับไม้กวาดมาทำความสะอาดบ้าน
หรือล้างถ้วยล้างจาน เพียงเอื้อนเอ่ยให้พ่อยอดชายช่วยเหลืองานบ้านเล็กๆ น้อยๆ คงไม่ใช่เรื่องหนักหนาสาหัสจนเกินไปหรอกค่ะ
พอภาระงานบ้านได้ปลดปล่อยออกไปบ้าง การหาเวลาส่วนตัวนิดๆ หน่อยๆ เพื่องีบสักพัก
หรืออ่านหนังสือเล่มโปรด หรือฟังเพลงที่ชอบ หรือหางานอดิเรกมาทำจะช่วยให้ใจสบาย
ไม่เครียดกับภาวะท้อง และความรู้สึกผ่อนคลายอย่างนี้นี่เองแหละค่ะ
จะมีไปจนถึงห้องคลอดและหลังคลอดกันโน่นเลย
(update 9 เมษายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 255 เมษายน 2547 ]
|