ปีใหม่ทีก็ได้โอกาสคิดถึงการเริ่มต้นเรื่องดีๆ ให้กับชีวิต และถ้าปีนี้เรื่องดีๆ
นั้นจะมีการวางแผนใช้จ่ายของตัวเองและครอบครัวรวมอยู่ด้วยก็คงจะยิ่งดีนะคะ
เชื่อว่าหลายคนคงใช้โอกาสขึ้นปีใหม่เริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ดิฉันเองก็เช่นกันค่ะ
หลายครั้งที่พยายามใช้โอกาสนี้เป็นจุดตั้งต้นแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือทำสิ่งดีๆ ให้กับตัวเอง
บางครั้งได้อย่างใจบ้าง คลาดเคลื่อนหรือผัดเลื่อนไปปีต่อไปบ้าง แต่ก็ให้กำลังใจและให้โอกาสตัวเอง
และต้องไม่ลืมเตือนตัวเองเสมอด้วยนะคะว่า ฉันจะไม่ผัดวันประกันพรุ่ง
เราจะได้เดินไปถึงเป้าหมายอย่างที่ตั้งใจไว้ซะที
ช่วงปีใหม่แบบนี้มีเงินถุงเงินถังจากโบนัสมาสมทบเลยมีแรงฮึด (อีกครั้ง) ว่าจะจัดการกับเรื่องเงินๆ ทองๆ
และการใช้จ่ายของตัวเองให้เป็นระบบสักหน่อย เพราะไม่อยากผจญกับอาการควานหาอะไรไม่เจอ
ทั้งที่เงินร่อยหรอไปก็เยอะ แล้วก็อาการชักหน้าไม่ถึงหลัง คุณๆ ที่มีครอบครัวต้องดูแลรับผิดชอบ
คงรู้ซึ้งถึงความรู้สึกนี้ดีว่ามันเครียดและเครียดแค่ไหน ดีไม่ดีจะมีผลกับความมั่นคงผาสุกในครอบครัวเข้าให้อีก
ตั้งต้นแผนการเงิน
จริงๆ ไม่ว่ามีคู่แล้วหรือยังเกาะคานอยู่ การวางแผนการเงินก็เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นเอามากๆ
เหมือนกันหมด เพราะมันช่วยสร้างวินัยการใช้จ่ายให้กับตัวเราและครอบครัว
ซึ่งจะพาเราไปสู่เป้าหมายที่ฝันไว้ได้ เว้นซะแต่ว่าชีวิตนี้ไม่มีเป้าหมายอะไรกับเขาเลย
หรือไม่ก็มีเงินมหาศาลนั่งกินนอนกินไปตลอดชีวิต
เหตุผลที่สำคัญอีกข้อที่ต้องตระหนักให้มากก็คือเงินที่เราและคุณสามีหามาได้มันมีจำนวนจำกัด
ยิ่งถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือนแบบที่ไม่มีรายได้เสริมพิเศษกับเขาด้วยแล้ว เดือนๆ หนึ่งมีแค่ไหนก็แค่นั้นจริงๆ
(ถึงจะนึกอยากให้มันออกลูกออกหลานมาเยอะๆ ก็เถอะ) แต่ไอ้สิ่งที่เราต้องใช้จ่าย
และที่เราต้องการนี่สิมันเยอะแยะไปหมด ถ้าจับมาต่อแถวกันคงยาวไปถึงเชียงใหม่นู่น (เว่อร์ไปมั้ยเนี่ย)
เลยจำเป็นต้องกำหนดรายจ่ายล้วงหน้าไว้ก่อนจะได้ไม่ใช้จ่ายเกินตัว กำหนดแผนการออม
และจุดประสงค์การใช้เงินได้ พูดง่ายๆ ก็คือจัดสรรปันส่วนเงินที่มีกับสิ่งที่ต้องใช้จ่ายให้สมดุลกัน
(ตามหลักเศรษฐศาสตร์เปี๊ยบ) และมีเงินเหลือเก็บนั่นล่ะค่ะถึงจะเรียกว่าแผนการเงินที่ดี
แผนการเงินของครอบครัวนั้นต้องทำร่วมกันทั้งคุณและคุณสามี
แล้วบางส่วนของแผนก็ควรบอกเล่าให้ลูกได้รับรู้ เพื่อให้ลูกได้เข้าใจ มีส่วนร่วมในแผน
และปลูกฝังนิสัยการใช้จ่ายที่ดีให้ลูกไปในตัวด้วย จะมา one woman show ไม่ได้ค่ะ
เพราะแผนการเงินที่เรากำหนดนี้มีผลกับชีวิตเขาด้วย
นอกจากนี้ก็ต้องมีการทบทวนแผนร่วมกันว่าเป็นไปตามที่วางไว้มั้ย
ต้องมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือเปล่า
หลังจากคุณชื่นใจกับโบนัสในกระเป๋าและช็อปของขวัญปีใหม่ให้เพื่อนๆ ญาติผู้ใหญ่
และสุดที่รักในครอบครัวคุณแล้วก็ต้องเริ่มต้นจัดการกับหนี้สินที่มีอยู่ (ถ้ามี) เช่น หนี้บัตรเครดิต
ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ (ควรจัดการกับหนี้ที่มีอัตราดอกเบี้ยที่แพงที่สุดก่อน)
ซึ่งถ้าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ก็ตัดใจแบ่งโบนัสออกมาส่วนหนึ่ง จ่ายตัดเงินต้นให้ลดลง
เพื่อลดอัตราการเกิดดอกเบี้ย
และแบ่งส่วนหนึ่งไว้สำหรับให้รางวันกับชีวิต ส่วนหนึ่งสำหรับการออม
เพื่ออนาคตหรือเพื่อโครงการพิเศษของครอบครัวที่ตกลงร่วมกันแล้วว่าจะมีในปีนี้
เช่น ซื้อบ้าน ซื้อรถ ตั้งใจจะมีลูก ลูกเข้าโรงเรียน ฯลฯ อ้อ...แล้วอย่าลืมประเมินด้วยนะคะว่า
เงินโบนัสที่แบ่งมาไว้นี้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของโครงการพิเศษนั้นๆ แล้วหรือยัง
ถ้ายังก็ต้องมาดูว่าโครงการนั้นจะเกิดในช่วงไหนของปี จะได้ไปกำหนดการออมไว้ในแผนการเงินระยะสั้นอีกที (รายเดือน)
เมื่อจัดการกับแผนระยะยาวแล้วก็มาจัดการกับแผนระยะสั้นคือ
เมื่อคุณตัดค่าใช้จ่ายส่วนตัวของสองเราออกไปแล้ว จะมีเงินกองกลางของครอบครัวเป็นรายรับตั้งต้น
ก็ต้องดูว่าแต่ละเดือนเราจะแบ่งเงินออกเป็นกี่ส่วน โดยมากมักจะต้องแบ่งส่วนกันประมาณนี้ล่ะ
1. รายจ่ายประจำ เช่น ค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์
น้ำมันรถ ค่าอาหาร ภาษี ประกันสังคม ฯลฯ
2. สำรองใช้จ่ายฉุกเฉิน เผื่อเจ็บป่วย ภาษีสังคม รถเสีย อุบัติเหตุ ว่างงาน
อื่นๆ ซึ่งควรมีตุนไว้อย่างต่ำประมาณ 3 เท่าของเงินเดือน ถ้ามีครบตามเป้าแล้ว
ก็อาจโยกเงินส่วนนี้ไปอยู่ในส่วนเงินเก็บก็ได้ค่ะ
3. เก็บออม ซึ่งก็ต้องกำหนดแผนเหมือนกันค่ะ
สำรวจนิสัยใช้จ่ายของตัวเอง
- รสนิยมสูงรายได้ต่ำ
- ติดนิสัยชอบเอาเงินอนาคตมาใช้แบบอันลิมิต
- ชอบลืมจ่ายค่าบัตรเครดิต ค่าโทรศัพท์ จนถึงขั้นถูกระงับ ปรับดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม
- ชอบทำเงินรั่วไปกับรายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่หาเนื้อหนังไม่ได้
- เป็นคุณแม่บ้านนักช็อปที่ใช้การช็อปปิ้งเป็นเครื่องปลดเปลื้องระบายความเครียด
- เป็นคนประเภทเห็นของถูก ของแถม เจอป้าย SEAL เป็นใจอ่อน ใจอ่อนง่ายๆ กับของบางอย่าง
เช่น เป็นคนบ้ากระเป๋าเห็นถูกใจหน่อยก็ควักเงินจ่ายได้ง่ายๆ
- แพ้ใจทุกทีที่เจอของสวยของงาม ประเภทรูปลักษณ์ดีมีสไตล์นั่นล่ะใช่
- เป็นคุณแม่ (พ่อ) คนดีที่เนรมิตทุกสิ่งอันตามแต่ใจลูกปรารถนา
- เป็นคนต้นกระแส ของอันไหนมีรุ่นใหม่ ดีไซน์ใหม่ อ็อฟชั่นพิเศษต้องมีก่อนใคร
ถ้านิสัยใช้จ่ายส่วนตัวคุณหรือคู่เข้าลักษณะที่ว่ามานี้มากเท่าไหร่
ยิ่งต้องรีบปรับปรุงพฤติกรรมการใช้จ่ายที่ดูไม่เข้าท่านั้นโดยด่วน
บัญชีใช้จ่าย บัญชีชีวิต
จริงๆ ก็คือ การทำบัญชีการใช้จ่ายของเราและครอบครัวนี่ล่ะค่ะ
ใครไม่เคยมีกับเขาก็คงต้องเปิดรับเข้ามาเป็นมิตรใหม่ของครอบครัวดูบ้าง
เพราะจะช่วยให้เราทำตามแผนที่วางไว้ได้และตัวเลขจากการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายจะฟ้องเลยว่าเดือนๆ
หนึ่งเงินในกระเป๋าเรารั่วไปเท่าไหร่ หมดไปกับเรื่องอะไรบ้างเป็นค่าใช้จ่ายของสมาชิกคนไหนในครอบครัว
สำคัญและสมควรแก่การจ่ายหรือเปล่า แต่ละเดือนมีเงินเหลือเก็บบ้างมั้ย ฯลฯ
บัญชีรายรับ-รายจ่ายถึงจะไม่ใช่เรื่องยุ่งยากซับซ้อน แต่หลายคนก็มองว่าเป็นเรื่องจุกจิก
ที่ต้องมานั่งจดนั่งจำว่าวันๆ ใช้จ่ายอะไรไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นเรื่องจำเป็นที่เราต้องยอมรับ
เพราะถ้าเราปล่อยตัวเองให้ใช้เงินไปวันๆ ตามความต้องการ โอกาสที่จะถึงฝั่งฝันที่ตั้งไว้ก็ดูจะลางเลือนเหลือเกิน
ลองแข็งใจทำไปสัก 2-3 เดือนนะคะเดี๋ยวก็ติดเป็นนิสัยเองค่ะ (เอาใจช่วยเต็มที่) คุณเป็นขุนคลังประจำบ้าน
อาจต้องทำบัญชีสองส่วน ส่วนหนึ่งเป็นบัญชีครอบครัว อีกส่วนเป็นบัญชีส่วนตัว
วิธีคลาสสิกของการทำบัญชีชีวิตก็คือจดค่ะ แต่สำหรับคนรุ่นใหม่ที่มีคอมพิวเตอร์เป็นเพื่อน
ก็อาจใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย เช่น Microsoft Money หรือ Quicken จำได้ว่า
เพื่อนสาวนักบัญชีเคยบอกมาว่าช่วยให้การทำบัญชีใช้จ่ายของเธอง่ายและสะดวกมากขึ้น
ลองไปหามาใช้ดูนะคะ ดิฉันเองก็จะทดลองใช้เหมือนกัน เผื่อจะเวิร์กกว่าปากกากับสมุดโน้ตที่ใช้อยู่
ข้อสำคัญที่อยากเตือน คือห้ามลืมหรือละเลยเด็ดขาด ก็รายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ
อาจกลายเป็นรายจ่ายก้อนโตขึ้นมาได้ คุณเคยเป็นเหมือนดิฉันมั้ยล่ะค่ะที่ไม่อยากจดรายจ่ายเล็กๆ น้อยๆ
เอาซะเลยเพราะมันยิบย่อยเกินไป แต่พอถึงเวลาก็มานั่งถามตัวเองทุกเดือนว่าเงินมันหายไปไหน
แล้วในที่สุดก็เรียกมันว่า ค่าใช้จ่าย จิปาถะ หรือ เบ็ดเตล็ด ซึ่งถ้ามันมากจนน่าเกลียด
ก็คงต้องยอมทำบัญชีกันวันต่อวันเพื่อคุมค่าใช้จ่ายนี้ให้มันเหมาะสม
ออมเงิน ออมชีวิต
หลักที่แนะนำกันมาก็คือยิ่งเริ่มออมเร็วเท่าไหร่ยิ่งมั่นคงเร็วเท่านั้น
ไม่เชื่อก็ลองบวกลบคูณหารหาดอกเบี้ยที่จะเกิดขึ้นจากระยะเวลา
จำนวนเงินที่ออมกับอัตราดอกเบี้ยดูสิ แล้วคุณจะนึกเสียดายเวลาที่ผ่านมาที่ปราศจากการออม
ที่สำคัญการออมของเราก็ต้องมีเป้าหมายค่ะ นอกจากจะออมเพื่อเก็บเป็นค่าใช้จ่ายฉุกเฉิน
และค่าใช้จ่ายพิเศษอย่างที่บอกไปแล้ว ก็ต้องออมเงินประจำเดือนเพื่อลูกสำหรับเป็นทุนการศึกษาในอนาคต
และเพื่อความมั่นคงของชีวิต ซึ่งจำนวนก้อนและสัดส่วนของการออมนี้อยู่ที่ความเหมาะสม
กับเงื่อนไขชีวิตของครอบครัวเราค่ะ บางทีเงินออมทั้งหมดอาจรวมอยู่ที่ก้อนเดียวก็เป็นได้
เช่นเดียวกับวิธีการออมก็ต้องเลือกให้เหมาะกับตัวเอง
ถ้าเป็นคนมีวินัยในการใช้จ่ายก็อาจเลือกการออมโดยฝากเงินไว้กับธนาคาร
วิธนี้ถึงผลตอบแทนจะได้น้อยแค่แต่ก็มั่นคงและมีอิสระในการดึงออกมาใช้จ่ายเมื่อจำเป็น
แต่ถ้าเป็นคนไม่ค่อยจะมีวินัยเท่าไหร่อย่างดิฉัน ก็ต้องพึ่งพาการจัดการของระบบการออมบางประเภท
เช่น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ ทำประกันชีวิต ประกันสุขภาพ เป็นต้น
หรือถ้าพอมีความรู้ในเรื่องการลงทุนก็อาจแบ่งเงินที่จะออมส่วนหนึ่งไปออมโดยวิธีการลงทุน
เช่น การซื้อหุ้น ซื้อตราสาร แต่วิธีนี้ก็มีความเสี่ยงอยู่มาก ต้องศึกษาข้อมูล
และรายละเอียดการลงทุนเปรียบเทียบกันอย่างรอบคอบค่ะ
เล็กๆ น้อยๆ เรื่องการออมและใช้จ่าย
- เก็บก่อนใช้ คือเงินเดือนออกมาก็จัดการเก็บเข้าคลังครอบครัว ก่อนจะใช้จ่าย
- เอาเงินส่วนการออมใส่บัญชีธนาคารโดยไม่ทำบัตรเอทีเอ็ม ช่วยยับยั้งการใช้ได้ส่วนหนึ่ง
- เตรียมกระปุกหยอดเงินไว้ใกล้ๆ มือเวลาที่เข้าบ้านแล้วต้องกวาดของออกจากกระเป๋า
เศษสตางค์รายวันจะได้ย้ายไปอยู่ในกระปุก อย่าลืมเตรียมเผื่อลูกสักใบด้วยล่ะ
คำโบราณที่ว่า มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท ยังใช้ได้ดีแม้ในยุค 2005
- แบ่งเงินใช้จ่ายส่วนตัวเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งใช้จากต้นเดือนไปจนถึงกลางเดือน
อีกส่วนเก็บไว้ใช้ครึ่งหลังของเดือน
- ก่อนไปช็อปอย่าลืมลิสต์รายการสินค้าที่จะซื้อก่อนทุกครั้ง
- เมื่อไหร่ที่อยากได้ของฟุ่มเฟือย ลองตั้งต้นหยอดกระปุกเก็บเงินซื้อดู
เผื่อเวลาจะช่วยเจือจางความอยากให้ลดลงได้บ้าง
ที่สาธยายมาทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องที่ดิฉันตั้งใจจะทำเป็นของขวัญปีใหม่ให้ตัวเองจริงๆ
และก็อยากชวนคุณๆ เริ่มทำไปพร้อมกัน ได้ผลเป็นยังไงส่งข่าวถึงกันที่ คอลัมน์คิดเป็นใช้เป็น นะคะ
ส่วนใครที่มีเทคนิคดีๆ ก็ส่งมาแลกเปลี่ยนกันบ้าง
สุขสันต์วันปีใหม่ค่ะ
(update 27 กันยายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 264 มกราคม 2548]
|