มีคำถามของญาติผู้เป็นโรคเบาหวานรายหนึ่ง
ถามผ่านมาทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ มีเนื้อหาโดยสรุปว่า พี่สาวเป็นโรคเบาหวานตรวจพบน้ำตาลในเลือด 160 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
จึงเริ่มดูแลควบคุมเรื่องการรับประทานอาหาร หันมาบริโภคข้าวกล้อง เพื่อเพิ่มกากใยอาหาร และงดอาหารหวานทุกชนิด
ออกกำลังกายโดยการเล่นแอโรบิกสัปดาห์ละ 5 ครั้ง เป็นผลให้น้ำตาลในเลือดลดลง ล่าสุดตรวจได้ 113 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
คำถาม คือ ต้องไปพบแพทย์เพื่อรักษาโรคเบาหวาน อีกหรือไม่
ประเมินได้ว่า ผู้เป็นโรคเบาหวานรายนี้ดูแลตนเองด้วยการปรับพฤติกรรมการบริโภคและออกกำลังกาย
โดยยังไม่ได้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษา ซึ่งการปฏิบัติตนดังกล่าว ถือเป็นเรื่องที่ดีและเป็นพื้นฐานของการดูแลรักษาโรคเบาหวาน
อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่บุคคลทั่วไปที่อยากมีสุขภาพดีควรปฏิบัติเช่นกัน แต่เรื่องการไม่พบแพทย์นั้น
เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ทั้งนี้เนื่องจากโรคแทรกซ้อนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นก่อนที่จะมีอาการ
และยังพบว่า เกิดก่อนที่จะพบว่าเริ่มมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงนานเป็นสิบปี
ดังนั้น หากตรวจพบว่ามีน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ จึงควรไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคเบาหวาน
อย่านิ่งนอนใจ รอจนเกิดอาการผิดปกติ แพทย์จะเป็นผู้สืบค้นภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และติดตามอย่างต่อเนื่อง
ให้คำแนะนำว่าเมื่อใดควรตรวจอะไร
ตัวอย่างเช่น หากเป็นเบาหวานประเภทที่ 2 (ชนิดที่ร่างกายยังสร้างอินซูลินได้บ้าง)
ควรตรวจตาอย่างละเอียดในปีแรกที่ตรวจพบโรคเบาหวาน เพื่อค้นหาการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดในจอรับภาพ
ซึ่งหากเกิดการเปลี่ยนแปลงจะเป็นผลให้มีอาการตามัวอย่างถาวร การมองเห็นไม่สามารถกลับมาชัดเป็นปกติได้
จึงควรเร่งดูแลตั้งแต่ก่อนเกิดอาการตามัว วิธีตรวจคือ จักษุแพทย์จะหยอดยาขยายม่านตา
เพื่อให้จักษุแพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อย่างชัดเจน เป็นต้น
แต่ถ้าเป็นเบาหวานประเภทที่ 1 (ชนิดที่ร่างกายขาดอินซูลินอย่างฉับพลัน มักเป็นในเด็ก)
ยังสามารถรอไปได้ถึง 5 ปี ค่อยตรวจตาอย่างละเอียด ทั้งนี้เพราะผู้ที่เป็นเบาหวานประเภทที่ 1 เป็นแบบฉับพลันทันใด
รู้แน่ว่าเพิ่งเป็นเบาหวาน จึงมั่นใจได้ว่ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือด แต่ถ้าเป็นแบบประเภทที่ 2
ซึ่งเพิ่งตรวจพบว่ามีน้ำตาลในเลือดสูง อาจจะมีความผิดปกติมานานแล้วโดยที่ไม่ได้ตรวจ
หรือแม้ตรวจก็มักพบว่าหลอดเลือดเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไปก่อนที่จะมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง
ซึ่งการมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงเรื้อรังเป็นปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนกับอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย
เช่น ไต ตา เท้า ปลายประสาท สมรรถภาพทางเพศ เป็นต้น
แม้ว่าในระยะที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูงไม่มากนัก แพทย์จะรักษาด้วยการแนะนำให้ควบคุมอาหาร
และออกกำลังกาย โดยไม่ต้องใช้ยาแต่อย่างใด ก็ใช่ว่าไม่ต้องพบแพทย์
เพราะนอกจากการค้นหาภาวะแทรกซ้อนดังตัวอย่างข้างต้นแล้ว ทีมงานดูแลผู้เป็นโรคเบาหวาน
เช่น นักกำหนดอาหาร พยาบาล ผู้เชี่ยวชาญเรื่องโรคเบาหวาน ตลอดจนทีมผู้ให้ความรู้เรื่องโรคเบาหวานท่านอื่นๆ
ยังล้วนมีความสำคัญในการแนะนำความเหมาะสมของอาหารที่บริโภค บางรายคุมมากไปกลายเป็นขาดสารอาหาร
บางรายเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่น จำกัดข้าวแต่กินวุ้นเส้นไม่อั้น ซึ่งที่จริงก็เป็นกลุ่มคาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน
หรืองดของหวานแต่กินมะม่วงน้ำดอกไม้สุกคราวละหลายผล สิ่งต่างๆ เหล่านี้เรียนไม่มีหมด ต้องหมั่นศึกษา
ซักถาม และนำไปปรับใช้
อีกเรื่องที่มักพาให้ผู้เป็นโรคเบาหวานชะล่าใจ คือ ผลการตรวจระดับน้ำตาลในเลือดตอนเช้าก่อนรับประทานอาหาร
หลายท่านตรวจแล้วได้ผลดีใกล้เคียงคนทั่วไป ก็กระหยิ่มยิ้มย่องคิดว่าคุมเบาหวานได้ดี หารู้ไม่ว่า
หลังจากฉลองชัยที่ได้ผลดี น้ำตาลหลังอาหารพุ่งกระฉูดอย่างไม่คาดคิด เรื่องนี้คงต้องรณรงค์กันอีกนาน
เพราะกว่า 15 ปีที่ผู้เขียนทำงานคลุกคลีกับการให้คำแนะนำผู้เป็นโรคเบาหวาน
ตลอดจนเป็นวิทยากรบรรยายให้แก่บุคลากรทางการแพทย์ ยังไม่สามารถลบล้างความเข้าใจตรงนี้ได้
ส่วนใหญ่เข้าใจว่าผู้เป็นโรคเบาหวานจะตรวจเลือดเพื่อดูค่าน้ำตาลในเลือด ต้องตรวจตอนเช้าก่อนรับประทานอาหารเท่านั้น
เมื่อแนะนำให้ตรวจหลังอาหารดูบ้าง คำถามยอดฮิตคือ จะใช้ได้หรือ จะแม่นยำหรือ ในเมื่อรับประทานอาหารแล้ว
ทีมงานในการดูแลผู้เป็นโรคเบาหวาน จึงเป็นกลุ่มบุคคลสำคัญที่ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป
เพื่อสร้างความเข้าใจ และช่วยให้ผู้เป็นโรคเบาหวานดูแลสุขภาพของตนให้แข็งแรง
ตลอดจนทำให้ผู้ยังไม่เป็นโรคเบาหวานลดความเสี่ยงของการเป็นโรคเบาหวาน
เพื่อประเทศชาติของเราจะได้เจริญพัฒนาต่อไป
สุนทรี นาคะเสถียร
วิทยากรเบาหวาน
สงสัยเรื่องเบาหวาน ศูนย์ให้คำปรึกษาโรคเบาหวาน โทร.0-2671-7777
(update 6 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา...
กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 6150 วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2548 ]
|