กินอย่างไร เมื่อโคเลสเตอรอล ในเลือดสูง


โคเลสเตอรอลในเลือดสูง เป็นโรคที่มีคนไทยเป็นกันมากขึ้น แต่ส่วนใหญ่มักไม่รู้ว่าตนเองกำลังเป็นโรคนี้ เพราะไม่มีอาการแสดงของโรคให้เห็น คนทั่วไปจึงไม่รู้เนื้อรู้ตัว กว่าจะพบก็ต่อเมื่อไปตรวจร่างกาย และมีการเจาะเลือดตรวจเท่านั้น

โดยทั่วไปมักเรียกภาวะที่ร่างกายมีโคเลสเตรอลในเลือดสูงนี้ว่า “ไขมันในเลือดสูง” ซึ่งเป็นการเรียกให้เข้าใจง่าย แต่ไม่ถูกต้องนักและก็ไม่ผิดเช่นกัน เพราะโคเลสเตอรอลก็คือไขมันชนิดหนึ่ง

ความจริงแล้วไขมันในเลือดมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด ไขมันที่สำคัญและกล่าวถึงบ่อยคือ โคเลสเตอรอล และไตรกลีเซอไรด์ คนที่มีไขมันในเลือดสูงจึงอาจหมายถึง โคเลสเตอรอลสูงหรือไตรกลีเซอไรด์สูงก็ได้ หรือทั้งโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูง ในฉบับนี้ขอเริ่มต้นคุยกันถึงเรื่องโคเลสเตอรอลในเลือดสูงเป็นอันดับแรก


โคเลสเตอรอลคืออะไร

โคเลสเตอรอลคือไขมันชนิดหนึ่ง มีความสำคัญต่อร่างกายมาก คือเป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์น้ำดี ฮอร์ใมนเพศ ฮอร์โมนจากต่อมหมวกไต และยังเป็นองค์ประกอบของเยื่อหุ้มเซลล์และปลอกประสาท แต่ถ้ามีมากเกินไปจะไปเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือดแดง และพอกพูนหนาขึ้นจนโพรงหลอดเลือดแดงแคบลง เกิดการตีบตันจนเลือดเดินทางไปเลี้ยงอวัยวะที่สำคัญๆ ไม่พอเพียง จึงเกิดอาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด หรืออัมพฤกษ์ อัมพาตจากเลือดไปเลี้ยงสมองไม่พอ

โคเลสเตอรอลเป็นไขมัน โดยปกติไขมันจะไม่จับตัวกับน้ำ ดังนั้น ในกระแสเลือดของคนเราจะมีน้ำเป็นองค์ประกอบด้วย แต่เมื่อโคเลสเตอรอลไม่จับตัวกับน้ำ โคเลสเตอรอลก็ไปจับกับโปรตีนชนิดหนึ่งที่เรียกว่า ไลโพโปรตีน โปรตีนชนิดนี้มีระดับความหนาแน่นแตกต่างกันคือ ต่ำมาก ต่ำและสูง ถ้าโคเลสเตอรอลที่จับกับไลโพโปรตีน ที่มีความหนาแน่นต่ำ ซึ่งเรียกว่า แอล-ดี-แอล (LDL) ก็จะนำโคเลสเตอรอลที่ออกมาจากตับเคลื่อนที่ไปสู่เซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ดีนัก เราจึงเรียก แอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอลชนิดนี้ว่าไขมันตัวไม่ดี

ส่วนไลโพโปรตีน ชนิดที่มีความหนาแน่นสูง เรียกว่า เอช-ดี-แอล (HDL) กลับทำหน้าที่ดีกว่าคือ เก็บเอาโคเลสเตอรอลจากเซลล์กลับไปทำลายที่ตับ จึงเรียกกันว่า เป็นโคเลสเตอรอลที่ดี ดังนั้น การตรวจเลือดหาระดับโคเลสเตอรอลที่ถูกต้อง จึงควรตรวจดูทั้งโคเลสเตอรอลรวม (Total cholesterol) โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL-Cholesterol) และ โคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL-Cholesterol)

ผู้อ่านที่สงสัยว่า แล้วถ้าโคเลสเตอรอลที่ไปจับตัวกับไลโพโปรตีน ชนิดที่มีความหนาแน่นต่ำมาก จะเกิดอะไรขึ้น เรื่องนี้เกี่ยวพันกับไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งจะกล่าวในฉบับหน้า

โดยปกติระดับโคเลสเตอรอลที่เหมาะสมคือ น้อยกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ซึ่งจะช่วยให้การทำงานของน้ำดีและการย่อยไขมันทำหน้าที่ได้ดี รวมทั้งยังสามารถช่วยปกป้องระบบประสาท และช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนที่จำเป็นตามที่ต้องการได้ แต่ถ้าระดับโคเลสเตอรอลรวมในเลือดสูงกว่า 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โดยเฉพาะถ้า แอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอลมากกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร จะมีความเสี่ยงมากขึ้นในการเกิดโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ สำหรับผู้ที่เคยเป็นโรคหัวใจแล้ว ควรให้ค่า แอล-ดี-แอล โคเลสเตอรอลน้อยกว่า 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร สำหรับ เอช-ดี-แอล โคเลสเตอรอล ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลชนิดดีควรให้มีค่ามากกว่า 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร


ควบคุมโคเลสเตอรอลในเลือดไม่ให้สูงได้อย่างไร

การควบคุมอาหารที่เราบริโภคและการออกกำลังกาย เป็นกุญแจสำคัญที่สุดในการควบคุมไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี การใช้ยารักษาอาจมีความจำเป็นในบางกรณีที่มีระดับไขมันในเลือดสูงมาก แต่การใช้ยาเพียงอย่างเดียวโดยไม่ควบคุมอาหารเลย จะยากต่อการทำให้ระดับไขมันในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติได้

การกินอาหารเพื่อควบคุมระดับโคเลสเตอรอลไม่ให้สูง ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง และลดการบริโภคอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขมันชนิดอิ่มตัวซึ่งเป็นสารตั้งต้นของการสร้างโคเลสเตอรอลในร่างกาย

ใน 1 วัน เราควรกินอาหารที่มีโคเลสเตอรอลรวมแล้วไม่เกิน 300 มิลลิกรัมต่อวัน ผลิตภัณฑ์อาหารจากพืชไม่มีโคเลสเตอรอล ขณะที่ผลิตภัณฑ์อาหารจากสัตว์มีโคเลสเตอรอลในปริมาณที่แตกต่างกัน ดังแสดงในตาราง ดังนั้น จึงควรระวังในการกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ที่มีโคเลสเตอรอลสูงจำพวก ไข่แดง ไข่นกกระทา เครื่องในสัตว์ สมองสัตว์ อาหารทะเล เช่น หอยนางรม ปลาหมึก เป็นต้น

แต่การควบคุมอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอต่อการทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดลดลง เพราะโคเลสเตอรอลที่อยู่ในเลือดส่วนใหญ่ประมาณร้อยละ 85 เป็นโคเลสเตอรอลที่สร้างขึ้นได้เองจากตับ และเซลล์ในลำไส้เล็กของร่างกายคนเรา โดยโคเลสเตอรอลจะสร้างมาจากกรดไขมันอิ่มตัว ดังนั้น จึงต้องเข้าใจให้ดีว่า ควบคุมอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูงแต่ไม่ควบคุมอาหารที่มีไขมันสูงก็จะประสบความสำเร็จได้ยาก จึงควรลดการกินไขมันลง โดยเฉพาะกรดไขมันอิ่มตัว ซึ่งพบมากในไขมันจากสัตว์ ไขมันในนม กะทิ น้ำมันปาล์ม เป็นต้น

ปริมาณไขมันที่กินใน 1 วัน ไม่ควรเกินร้อยละ 30 ของพลังงานที่ได้จากอาหาร เช่น ถ้าใน 1 วัน ได้พลังงานจากอาหาร 2,000 กิโลแคลอรี ควรเป็นพลังงานจากไขมันไม่เกิน 600 กิโลแคลอรี หรือคิดเป็นไขมันประมาณ 67 กรัม (ไขมัน 1 กรัมให้พลังงาน 9 กิโลแคลอรี) ไขมันจำนวนนี้ไม่ใช่ปริมาณน้ำมันที่สามารถใช้ได้ในการประกอบอาหารทั้งหมด เพราะอย่าลืมว่า เรายังได้ไขมันจากอาหารเนื้อสัตว์ต่างๆ ด้วย

เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันโดยเฉลี่ย 1 ช้อนโต๊ะ (15 กรัม) มีไขมัน 2-3 กรัม ดังนั้น ถ้าเรากินเนื้อสัตว์วันละ 10 ช้อนโต๊ะหรือ 150 กรัม จะได้รับไขมัน 20-30 กรัมแล้ว จึงเหลือเป็นไขมันที่ใช้ในการประกอบอาหารได้ประมาณ 40 กรัม หรือ 8 ช้อนชา ปริมาณนี้ใกล้เคียงกับน้ำมันที่ใช้ในการผัดซีอิ๊วหรือข้าวผัด 1 จาน ดังนั้น คนที่มีโคเลสเตอรอลสูงควรเลือกกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ มากกว่าอาหารทอดหรือผัด นอกจากนี้ น้ำมันที่ใช้ควรเป็นน้ำมันพืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง เพราะไม่ทำให้โคเลสเตอรอลสูงขึ้น เช่น น้ำมันรำข้าว น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดดอกทานตะวัน น้ำมันงา น้ำมันมะกอก เป็นต้น

คนมีโคเลสเตอรอลสูงควรหลีกเลี่ยงอาหารเบเกอรีที่ใช้เนยขาวหรือเนยเทียมเป็นส่วนประกอบจำนวนมาก ทั้งนี้ เพราะไขมันที่อยู่ในเนยเหล่านี้เป็นไขมันที่เราเรียกว่า กรดไขมันชนิดทรานส์ (trans fatty acid) ที่ทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้น และพบว่ามีผลเสียต่อสุขภาพมากยิ่งกว่ากรดไขมันชนิดอิ่มตัวเสียอีก

โครงสร้างของไขมันชนิดทรานส์พบในอาหารที่ผ่านกระบวนการไฮโดรจีเนชัน ซึ่งทำให้น้ำมันพืชที่มีลักษณะเป็นของเหลวเปลี่ยนเป็นเนยที่มีลักษณะแข็ง ดังนั้น การโฆษณาว่าเป็นเนยที่ทำจากน้ำมันพืชคุณภาพดี ไม่มีโคเลสเตอรอลก็ตาม แต่ถ้าผ่านกระบวนการไฮโดรจีเนชันก็จะเปลี่ยนเป็นกรดไขมันที่ไม่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน

นอกจากเรื่องไขมันที่คนมีโคเลสเตอรอลสูงควรระวังแล้ว อาหารอื่นๆ สามารถกินได้ตามปกติ โดยเฉพาะควรหันมากินข้าวกล้องและเพิ่มอาหารพวกผักใบต่างๆ และผลไม้ที่ให้ใยและกาก เช่น คะน้า ผักกาด ฝรั่ง ส้ม เม็ดแมงลัก เป็นต้น เพื่อให้ร่างกายได้รับกากใยอาหารมากขึ้น กากใยเหล่านี้ช่วยให้การดูดซึมของไขมันสู่ร่างกายน้อยลง และช่วยลดโคเลสเตอรอลได้ สำหรับเนื้อสัตว์ควรกินเนื้อปลามากกว่าเนื้อสัตว์ชนิดอื่น เพราะไขมันในปลามีคุณภาพดีกว่า ถ้าเป็นไปได้ควรกินโปรตีนจากพืชสลับด้วย เช่น ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง คนที่ดื่มนมควรดื่มนมพร่องมันเนยแทนนมสด

นอกจากเรื่องอาหารแล้ว การออกกำลังกาย เป็นประจำครั้งละ 20-30 นาที สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก เพราะนอกจากช่วยเผาผลาญไขมันแล้ว ยังช่วยทำให้โคเลสเตอรอลชนิดดี หรือ เอช-ดี-แอล เพิ่มขึ้นได้ การงดสูบบุหรี่ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีส่วนทำให้โคเลสเตอรอลชนิดดีเพิ่มขึ้นด้วย สำหรับคนที่มีน้ำหนักตัวเกินหรือภาวะอ้วน การลดน้ำหนักลงบ้างจะทำให้การควบคุมโคเลสเตอรอลดีขึ้น

ท้ายนี้ การควบคุมระดับโคเลสเตอรอลไม่ให้สูงเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด สำหรับผู้ที่ยังไม่ทราบว่าตนเองมีระดับไขมันในเลือดเท่าไร ลองหาโอกาสตรวจเลือดวัดระดับไขมันสักครั้ง เพื่อรู้ทันไขมันของตนเอง และจะได้บริโภคอาหารได้เอร็ดอร่อยโดยไม่ส่งผลต่อสุขภาพ


ตารางแสดงปริมาณโคเลสเตอรอลในอาหาร

อาหารปริมาณโคเลสเตอรอล
(มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม)
เนื้อวัว (ไม่ติดมัน)
เนื้อหมู (ไม่ติดมัน)
เนื้อไก่
เนื้อปู
เนื้อกุ้ง
ปลาน้ำจืด
ปลาทะเล
ปลาหมึกสด
หอยแครง
หอยนางรม
ไข่ทั้งฟอง
ไข่ขาว
ไข่แดง
ไข่ปลา
ตับวัวหรือตับหมู
ตับไก่
ตับอ่อน
ไต
สมอง
เนยแข็ง
น้ำมันหมู
ผัก-ผลไม้ชนิดต่างๆ
91
89
80
101
150
58-68
36-140
50-230
50
>200
504
0
1,480
>300
438
746
466
375
>2,000
90-113
95
0
ที่มา : อาหารกับการบำบัดภาวะไขมันสูงในเลือด โดย วิชัย ตันไพจิตร และคณะ


(update 11 มิถุนายน 2005)
[ ที่มา... นิตยสารหมอชาวบ้าน ปีที่ 27 ฉบับที่ 314 มิถุนายน 2548]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600