เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การตั้งครรภ์แฝดเป็นภาวะที่มีความเสี่ยงสูงทางสูติศาสตร์
โดยพบว่า มีอัตราตายและทุพพลภาพปริกำเนิดสูงมาก เมื่อเปรียบเทียบกับครรภ์เดี่ยวพบว่า
อัตราตายปริกำเนิดของครรภ์แฝดสอง และครรภ์แฝดสามสูงกว่าครรภ์เดี่ยวถึง 5 และ 10 เท่าตามลำดับ
และโอกาสเกิดอัมพาตสมองใหญ่ของทารกคนใดคนหนึ่งจะสูงขึ้นเป็น 3 และ 10 เท่าในครรภ์แฝดสองและแฝดสามตามลำดับ
แม้ว่าการแพทย์ในปัจจุบันจะเจริญก้าวหน้าไม่มาก ทำให้สูติแพทย์สามารถให้การวินิจฉัยก่อนคลอด (Prenatal diagnosis)
และดูแลรักษาภาวะผิดปกติของทารกได้หลายภาวะ เป็นผลให้อัตราการตายและทุพพลภาพปริกำเนิด
จากการตั้งครรภ์แฝดไม่ลดลงเท่าไหร่นัก สาเหตุอาจเนื่องจากอุบัติการณ์ของการตั้งครรภ์แฝดที่สูงขึ้น
และการตั้งครรภ์แฝดทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสูติศาสตร์ขึ้นได้มากมาย
รวมทั้งภาวะแทรกซ้อนเฉพาะที่พบได้ในครรภ์แฝดเท่านั้น เช่น การเกิดภาวะทารกแฝดติดกัน
หรือภาวะที่มีการถ่ายเทเลือดระหว่างทารกแฝดทั้งสอง
คุณแม่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วอย่าเพิ่งตกอกตกใจนะครับ เพราะอุบัติการณ์แฝดจากไข่ใบเดียวกันจะเท่าคนทั้งโลก
ถึงประมาณ 1 ต่อ 250 ส่วนแฝดไข่คนละใบจะมีอุบัติการณ์แตกต่างกันไป โดยอุบัติการณ์เหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงไปในส่วนต่างๆ ของโลก
โดยสาเหตุหลักเนื่องมาจากเทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ พบว่าในประเทศที่พัฒนาแล้วอุบัติการณ์ของการตั้งครรภ์แฝดเพิ่มขึ้น
ประมาณร้อยละ 50 ในช่วงระยะ 15 ปีที่ผ่านมา
คุณแม่คงจะสงสัยว่า การตั้งครรภ์แฝดแบบไข่ใบเดียวหรือแฝดแบบไข่คนละใบมันต่างกันอย่างไร
คุณแม่คงเคยเห็นแฝดที่หน้าตาเหมือนกันเป๊ะอย่างกับแกะจากพิมพ์เดียวกัน และบางคู่แฝดก็ไม่ค่อยจะเหมือนกันเลย
เราจะพบได้ว่าจริงๆ แล้วการตั้งครรภ์แฝดสองจะแบ่งออกเป็นสองชนิด คือ แฝดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันหรือแฝดเหมือน
เป็นครรภ์แฝดที่เกิดจากไข่ที่ปฏิสนธิแล้วใบเดียว ทารกแฝดชนิดนี้จะมีรูปร่างหน้าตา เพศ และลักษณะทางกรรมพันธุ์ต่างๆ เหมือนกัน
การแบ่งตัวของไข่อาจเกิดขึ้นในระยะเวลาแตกต่างกัน จึงเป็นสาเหตุให้เกิดลักษณะของรก และเยื่อหุ้มทารกที่แตกต่างกันออกไป
ซึ่งส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนและความผิดปกติต่อทารกในลักษณะต่างกันไปด้วย ส่วนแฝดแบบที่ 2 นั้นคือ
แฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ เป็นครรภ์แฝดที่เกิดจากไข่ที่ปฏิสนธิ 2 ใบ ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ 2 ใน 3 ของการตั้งครรภ์แฝด
ทารกแฝดชนิดนี้จะมีรูปร่างหน้าตา และลักษณะทางกรรมพันธุ์แตกต่างกัน เพศอาจเหมือนหรือแตกต่างกันก็ได้
ลักษณะของเยื่อหุ้มทารกจะเป็นแบบแยกกันเด่นชัดเสมอ โดยที่รกอาจเชื่อมต่อกันเป็นอันเดียวหรือแยกกันก็ได้
มีปัจจัยที่เป็นเหตุชวนให้เกิดการตั้งครรภ์แฝดชนิดนี้หลายประการ ได้แก่ เชื้อชาติ กรรมพันธุ์ อายุมารดา
จำนวนการตั้งครรภ์ รูปร่างและโภชนาการของมารดา ระดับฮอร์โมน การรักษาภาวะมีบุตรยากไม่ว่าจะโดยยากระตุ้นการตกไข่
หรือใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ต่างๆ ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ล้วนมีผลให้มีครรภ์แฝดเพิ่มขึ้น
หากคุณหมอตรวจคุณแม่แล้วพบว่าเป็นครรภ์แฝด คุณหมอควรจะทราบล่วงหน้าว่าครรภ์แฝดนั้นเป็นชนิดใด
จะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลรักษาอย่างมาก เนื่องจากแฝดชนิดที่เกิดจากไข่ใบเดียวกันจะมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นได้มากกว่า
จึงมีอัตราการตายและทุพพลภาพสูงกว่าด้วย สิ่งหนึ่งที่มีผลต่ออัตราการตายและทุพพลภาพปริกำเนิดของการตั้งครรภ์แฝดคือ
ชนิดของเยื่อหุ้มทารกมากกว่าจำนวนไข่ที่ปฏิสนธิ พบว่าอัตราตายปริกำเนิดของครรภ์ชนิดเยื่อหุ้มทารกชั้นเดียวที่ศัพท์แพทย์
เรียกว่า Monochorionic จะสูงเป็น 3-12 เท่าเมื่อเปรียบเทียบกับชนิดเยื่อหุ้มทารก 2 ชั้น หรือ Dichorionic
อัตราทุพพลภาพก็สูงกว่าในครรภ์แฝดชนิดเยื่อหุ้มทารกชั้นเดียวเช่นกัน เนื่องจากเชื่อว่าสาเหตุเกิดจากการเชื่อมต่อ
ของระบบไหลเวียนโลหิตระหว่างทารกทั้งสอง ซึ่งเกิดขึ้นเกือบทุกราย ขณะเดียวกันการตั้งครรภ์แฝดที่เกิดจากไข่คนละใบ
จะทำให้เกิดเป็นแฝดชนิดเยื่อหุ้มทารก 2 ชั้น หรือ Dichorionic เสมอ การวินิจฉัยคุณหมอจะอาศัยการซักประวัติ
การตรวจร่างกาย การตรวจคลื่นเสียงความถี่สูง
ในส่วนของประวัติ คุณหมอจะซักประวัติคุณแม่ที่มีประวัติการตั้งครรภ์แฝดในครอบครัว
ประวัติการใช้ยากระตุ้นการตกไข่ และเทคนิคช่วยการเจริญพันธุ์ต่างๆ
ตลอดจนการมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากระหว่างตั้งครรภ์ อาจช่วยในการวินิจฉัยได้
สำหรับการตรวจร่างกายและการตรวจครรภ์ในสตรีตั้งครรภ์แฝดจะพบว่าขนาดมดลูกโตกว่าอายุครรภ์ในช่วงไตรมาสที่สอง
ตรวจได้ส่วนต่างๆ ของทารก (Small parts) มากผิดปกติ แต่มีข้อจำกัดในการตรวจก่อนไตรมาสที่สาม
หรือคุณแม่อ้วนมาก มีภาวะครรภ์แฝดน้ำร่วมด้วย หรือในกรณีที่ทารกคนหนึ่งอยู่ในท่าที่บังทารกอีกคนหนึ่ง
คุณหมอจะฟังได้ยินเสียงหัวใจของทารกมากกว่า 1 แห่ง และมีอัตราการเต้นที่แตกต่างกันก็อาจช่วยในการวินิจฉัยได้เช่นกัน
ส่วนการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงนั้น เป็นการตรวจยืนยันการตั้งครรภ์แฝดในคุณแม่
เป็นวิธีการวินิจฉัยที่ดีที่สุดในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะบอกจำนวน ติดตามการเจริญเติบโต
และการตรวจหาความพิการแต่กำเนิดของทารกในครรภ์แล้ว การตรวจที่ละเอียดถูกต้องอาจช่วยให้ข้อมูลเกี่ยวกับรก
และชนิดของเยื่อหุ้มทารก ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการพยากรณ์โรคและการดูแลรักษาต่อไปได้
การตรวจอื่นๆ ที่เคยใช้ในอดีตแต่ไม่ค่อยได้ประโยชน์มากนักและไม่เป็นที่นิยมใช้แล้ว
ได้แก่ การตรวจภาพถ่ายรังสี การตรวจทางชีวเคมีจากเลือดมารดา
ในฉบับหน้าคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์แฝดอยู่ หรือยากมีลูกแฝดพลาดไม่ได้เลยนะครับ
ผมจะเล่ารายละเอียดเกี่ยวกับบทบาทของการตรวจคลื่นเสียงความถี่สูงกับครรภ์แฝดรวมทั้งการดูแลรักษาตั้งแต่ระยะฝากครรภ์
ระยะเจ็บครรภ์คลอด จนถึงระยะหลังคลอดกันให้ครบถ้วนกระบวนความเลยครับ
(update 10 กันยายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 มีนาคม 2547 ]
|