วันที่ต้องตัดใจ



ด้วยวัยเพียงแค่ 27 ปี สุขภาพร่างกายแข็งแรงดีทุกประการ คุณนิสาชล (นามสมมุติ) จึงไม่เคยคาดคิดมาก่อนเลยว่า ...เรื่องราวแสนปวดร้าวเหล่านี้จะเกิดขึ้นกับชีวิตตัวเองและสามี วันนี้...แม้วันเวลาที่เปรียบเสมือนฝันร้ายเหล่านั้นยังคงฝังลึกอยู่ในใจ แต่คุณนิสาชลก็ยินดีที่จะเปิดเผยให้คุณผู้อ่าน “บันทึกคุณแม่” ได้รับรู้เพื่อที่คำตอบจากนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่อเรื่องราวและข้อซักถามของเธอจะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่มีปัญหาใกล้เคียงกันค่ะ

หลังจากประจำเดือนขาดไปประมาณ 1 สัปดาห์ ดิฉันจึงไปซื้อแผ่นตรวจการตั้งครรภ์มาตรวจเองที่บ้าน ผลที่ออกมาพบว่า ..”ไม่ท้อง” ... ประมาณ 2 สัปดาห์ต่อมาเพื่อความแน่ใจ สามีจึงพาไปตรวจที่โรงพยาบาลอีกครั้ง เพื่อที่หากพบว่าท้องจะได้ฝากครรภ์เลย หลังจากนำปัสสาวะไปตรวจคุณหมอก็เดินมาบอกผลว่า...ดิฉันตั้งครรภ์... ดิฉันและสามีดีใจมาก ตัวดิฉันเองตื่นเต้นที่สุดที่จะได้เป็นแม่คน ตอนไปฝากท้อง คุณหมอให้เจาะเลือดเพื่อหาโรคต่างๆ แล้วนัดว่าอีกหนึ่งสัปดาห์ให้มาฟังผล วันนั้นคุณหมอให้ยาบำรุงครรภ์มารับประทานด้วย

พอถึงวันนัด สีหน้าคุณหมอดูเหมือนไม่ค่อยสบายใจเลย คุณหมอเรียกสามีให้เข้ามานั่งฟังด้วยกัน ท่านบอกว่า ดิฉันเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย จำเป็นต้องเจาะเลือดของสามีไปตรวจหาพาหะของโรคนี้ด้วย ดิฉันยอมรับว่ารู้สึกใจคอไม่ค่อยดีเลย แต่คุณหมอท่านก็ให้กำลังใจบอกว่า เราคงไม่โชคร้ายหรอก เพราะดูแล้วสามีของดิฉันไม่น่ามีพาหะของโรคนี้ หลังจากเจาะเลือดของสามีแล้ว คุณหมอก็นัดมาฟังผลอีก 1 สัปดาห์ พอครบกำหนดวันนัดคุณหมอเรียกเราทั้งสองคนไปคุยด้วยสีหน้าที่ไม่สู้จะดีนัก คุณหมอบอกว่า สามีของดิฉันก็เป็นพาหะนำโรคธาลัสซีเมียเหมือนกัน คุณหมอแนะนำดิฉันว่าให้ปฏิบัติตามขั้นตอนต่อไปคือ ถ้าอายุครรภ์ประมาณสัปดาห์ที่ 19-23 ต้องไปเจาะสายสะดือเด็ก เพื่อหาว่าลูกเราจะเป็นโรคธาลัสซีเมียหรือเปล่า ถ้าผลออกมาบอกว่าเป็น ก็จำเป็นที่จะต้องยุติการตั้งครรภ์ด้วยการ “ทำแท้ง”

ความรู้สึกของดิฉันในขณะนั้นแย่มากและอาการแพ้ท้องก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรง รับประทานอาหารไม่ได้เลย แพ้มากจนถึงขนาดที่ว่าต้อง “ลาออก” จากงาน เพราะในหนึ่งสัปดาห์บางครั้งสามารถไปทำงานได้เพียงแค่หนึ่งวัน อาเจียนตลอด น้ำหนักลดลงจากสี่สิบกว่ากิโลเหลือเพียง 38 กิโลเท่านั้น เพราะรับประทานอาหารไม่ได้เลย ตอนแพ้ท้องต้องเข้าโรงพยาบาลให้น้ำเกลือถึง 2 ครั้ง ยาแก้แพ้ขาดไม่ได้เลย แต่ก็ช่วยอะไรได้ไม่มาก นั่งรถไปทำงานยังเคยอาเจียนบนรถ ทรมานกับการแพ้ท้องมากและยังต้องเครียดกับเรื่องที่ว่าเราจะได้เลี้ยงลูกหรือเปล่า

พออายุครรภ์เริ่มมากขึ้น คุณหมอบอกว่าใกล้เวลาที่เราต้องไปเจาะสายสะดือเด็กแล้ว เราสองคนตัดสินใจบอกคุณหมอว่าเราไม่ต้องการเจาะ ไม่ว่าลูกจะเกิดมาอย่างไรเราก็ต้องการจะเลี้ยง เราสองคนยืนยันกับคุณหมออย่างหนักแน่น คุณหมอมีสีหน้าหนักใจและให้เวลาเราสองคนกลับไปคิดทบทวนดูใหม่ คุณหมอให้ข้อคิดและเตือนว่า ถ้าลูกเราเป็นธาลัสซีเมีย แล้วเราปล่อยให้เขาคลอดออกมา เขาก็จะมาอยู่กับเราได้ไม่นาน ปัญหาอื่นๆ จะตามมาอีกมากมายไม่ว่าจะเป็นปัญหาเรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่สูง ที่สำคัญอายุไม่ถึง 20 ปี เขาก็ต้องเสียชีวิต ขณะมีชีวิตอยู่ก็จะเป็นเด็กที่แคระแกรน ไม่ปกติ ทำให้มีปมด้อย คุณหมอไม่แนะนำให้เราทำอย่างนั้น คุณหมอบอกว่าเราสองคนเป็นคู่แรกที่คุณหมอเคยตรวจมาที่ยืนยันว่าจะไม่ไปตรวจเลือด คุณหมอให้เราทั้งคู่กลับไปตัดสินใจใหม่ แล้วมาบอกท่านอีกมี เรากลับมาปรึกษาครอบครัวทางบ้าน ญาติพี่น้องต่างลงความเห็นว่าเราสองคนควรที่จะไปตรวจ ญาติหลายคนบอกว่าเคยเห็นเด็กที่มีอาการอย่างนี้แล้ว ทุกคนรู้สึกสงสารไม่อยากให้หลานเกิดมาในสภาพแบบนั้น ดิฉันกับสามีจึงต้องจำใจไปเจาะเลือดตามที่คุณหมอแนะนำ

ประมาณ 5 เดือน จากที่เคยแพ้ท้องแบบสุดๆ อาการแพ้เริ่มทุเลาลงดิฉันรับประทานอาหารได้มากขึ้น ท้องเริ่มโตขึ้น เวลาไปตรวจอัลตราซาวนด์แล้วเห็นลูกเราเห็นหัวใจเขาเต้น แต่โชคไม่ได้เข้าข้างเรา เพราะหลังจากตัดสินใจไปเจาะเลือดจากสายสะดือของลูกที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจ.ชลบุรีแล้ว คุณหมอให้โทรไปเช็คผลเลือดที่โรงพยาบาลได้ พอโทรไปเช็คคุณหมอกลับไม่ให้คำตอบแต่ให้ดิฉันไปพบที่โรงพยาบาล ฟังคุณหมอพูดจบดิฉันน้ำตาไหล เพราะเดาได้อยู่ในใจลึกๆ ว่าผลที่ออกมาคงไม่ดีอย่างแน่นอน คุณหมอถึงให้เราไปพบที่โรงพยาบาลไม่ยอมพูดออกมาตรงๆ กลั้นใจถามคุณหมอไปว่า... ถ้าเด็กไม่เป็นอะไรคุณหมอคงไม่เรียกให้ไปพบที่โรงพยาบาลใช่ไหมคะ (คุณหมอที่ฝากครรภ์กับคุณหมอที่เจาะหน้าท้อง ไม่ใช่คนเดียวกันนะคะ) คุณหมอที่ฝากครรภ์ท่านส่งดิฉันไปเจาะเลือดที่โรงพยาบาลในจ.ชลบุรี เพราะเป็นโรงพยาบาลเดียวของภาคตะวันออกที่มีเครื่องมือทันสมัยในด้านนี้ ไม่อย่างนั้นต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ

สุดท้ายแล้วทุกอย่างก็จบสิ้นก่อนกำหนดคลอด เพราะหลังจากไปพบคุณหมอแล้ว ท่านก็บอกผลว่า... ลูกของเราเป็นโรคธาลัสซีเมียและต้องทำแท้งโดยเร็วที่สุด เพราะอายุครรภ์มากแล้ว ก่อนการตัดสินใจเจาะเลือดจากสายสะดือเด็ก ทางโรงพยาบาลให้เซ็นหนังสือยินยอมและถ้าเราตอบว่าจะเอาเด็กไว้ ทางคุณหมอก็จะไม่ตรวจเลือดของลูกเราให้ แต่ก่อนเจาะคุณหมอได้ชี้แจงว่าการเจาะมีความเสี่ยงอยู่ประมาณ 0.3% ที่อาจจะเกิดความผิดพลาดขึ้น เราต้องยอมรับได้ด้วย หมายถึงว่า ลูกของเราอาจจะไม่ได้เป็นธาลัสซีเมีย แต่อาจจะได้รับผลจากการเจาะ???

ทุกเรื่องที่เข้ามาในชีวิตช่วงนั้นล้วนแต่สร้างความกดดันอย่างมากมาย แต่สุดท้ายดิฉันก็ต้องยุติการตั้งครรภ์ เพราะผลเลือดออกมาว่าลูกเป็นธาลัสซีเมีย คุณหมอบอกว่าโอกาสที่จะเป็นมีเพียง 1 ใน 4 หรือ 25% เท่านั้น แต่ดิฉันโชคร้ายที่อยู่ใน 25% ในส่วนที่เป็นนั้น

มีหลายคนสงสัยว่าทำไมดิฉันถึงได้เจาะเลือดจากสายสะดือเด็กช้า น่าจะตรวจพบและทำได้เร็วกว่านี้มาก เพราะตอนไปเจาะท้องก็โตมากแล้ว ความผูกพันที่มีต่อลูกยิ่งมากขึ้น ทุกวันนี้ถ้ามีคนถามว่าเสียใจไหมอยากบอกว่าเสียใจมาก แต่ถ้าถามว่าอยากมีลูกอีกไหม ขอตอบว่าอยากมีค่ะแต่กลัวประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย เพราะคุณหมอบอกว่า ทุกครั้งที่ตั้งครรภ์ก็เหมือนกับการซื้อหวย อาจจะมีทั้งเบอร์ที่ถูกและไม่ถูก อย่างไรก็ต้องทำตามขั้นตอนเดิม สิ่งนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกขยาดและไม่กล้าตั้งครรภ์อีก


ไขปริศนาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โดย นพ.ม.ร.ว.ทองทิศ ทองใหญ่


ก่อนอื่นต้องขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวคุณนิสาชลที่ได้สูญเสียลูกไป แต่โอกาสที่จะมีลูกที่มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรงได้ในอนาคตยังมีสูงครับ อย่าเพิ่งท้อแท้ การที่เราทราบปัญหาล่วงหน้าถือว่าเรายังโชคดีครับ

ธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางทางพันธุกรรมชนิดเรื้อรัง ที่มีอุบัติการสูงในประเทศ ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีความผิดปกติในการสร้างสารโกลบิน (ในเชิงปริมาณ) ที่มารวมกันเป็นฮีโมโกลบินเอ (Hemoglobin A) กล่าวคือมีการสร้างสารฮีโมโกลบินเอ (สารสีแดงในเม็ดเลือดแดง) ลดน้อยลงนั่นเอง ทำให้เม็ดเลือดแดงมีลักษณะผิดปกติและแตกง่าย ก่อให้เกิดอาการซีด เลือดจางเรื้อรัง และมีภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมาครับ

โดยปกติ ยีน ที่ควบคุมกำหนดลักษณะต่างๆ ในร่างกายจะเป็นคู่ ข้างหนึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากพ่อ อีกข้างหนึ่งได้รับมาจากแม่ ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียนั้นจะได้รับการถ่ายทอดยีน ที่ควบคุมการสร้างเม็ดเลือดแดงผิดปกติ มาจากทั้งพ่อและแม่ครับ ดังนั้นผู้ที่ได้รับถ่ายทอดยีนธาลัสซีเมียมาจึงมีได้สองแบบคือ
แบบที่ 1 เป็นพาหะ คือ ผู้ที่มียีน หรือกรรมพันธุ์ของโรคธาลัสซีเมียพวกหนึ่งเพียงข้างเดียว (อัลฟ่า-ธาลัสซีเมีย หรือ เบต้า-ธาลัสซีเมีย) เรียกว่ามียีนธาลัสซีเมียแฝงอยู่ จะมีสุขภาพดีปกติ ต้องตรวจเลือดโดยวิธีพิเศษจึงจะบอกได้ เรียกว่าเป็นพาหะ เพราะสามารถถ่ายทอดยีนผิดปกติไปให้ลูกก็ได้ ผู้ที่เป็นพาหะอาจถ่ายทอดยีนข้างที่ปกติหรือข้างที่ผิดปกติให้ลูกก็ได้

แบบที่ 2 เป็นโรค คือ ผู้ที่รับยีนผิดปกติ หรือกรรมพันธุ์ของโรคธาลัสซีเมียพวกเดียวกันทั้งสองข้าง (อัลฟ่า-ธาลัสซีเมีย หรือ เบต้า-ธาลัสซีเมีย) มาจากทั้งพ่อและแม่ ผู้ป่วยมียีนผิดปกติทั้งสองข้าง และถ่ายทอดความผิดปกติข้างใดข้างหนึ่งต่อไปให้ลูกแต่ละคนด้วย
ในส่วนความผิดปกติของยีนธาลัสซีเมียนี้ ต้องขอลงลึกถึงรายละเอียด เพื่อนำมาอธิบายถึงกรณีของคุณนิสาชลครับ ยีนธาลัสซีเมียแบ่งได้เป็นสองพวกใหญ่ๆ คือ พวกที่มีความผิดปกติของยีนบนสายอัลฟ่า เรียกว่า อัลฟ่า-ธาลัสซีเมีย และพวกที่มีความผิดปกติของยีนบนสายเบต้า เรียกว่า เบต้า-ธาลัสซีเมีย

พวกที่ 1 – แอลฟ่า-ธาลัสซีเมีย พบมากได้แก่
  • พาหะของแอลฟ่า-ธาลัสซีเมีย 1 พบประมาณร้อยละ 5
  • พาหะของแอลฟ่า-ธาลัสซีเมีย 2 พบประมาณร้อยละ 16
  • พาหะของฮีโมโกลบินคอนสแตนท์สปริง พบประมาณร้อยละ 4
พวกที่ 2 – เบต้า-ธาลัสซีเมีย พบมากได้แก่
  • พาหะของเบต้า-ธาลัสซีเมีย พบประมาณร้อยละ 5 (ชนิดที่คุณนิสาชลเป็นพาหะ)
  • พาหะของฮีโมโกลบินอี พบประมาณร้อยละ 13 (ชนิดที่สามีของคุณนิสาชลเป็นพาหะ)
ดังที่ได้กล่าวก่อนหน้านี้แล้วว่า ผู้เป็นโรคธาลัสซีเมียต้องได้รับยีนผิดปกติจากทั้งบิดาและมารดา และจะต้องเป็นพวกเดียวกันด้วย หมายถึงความผิดปกติในแอลฟ่าธาลัสซีเมียด้วยกันหรือพวกเบต้าธาลัสซีเมียด้วยกัน จึงจะเป็นโรค ถ้าพ่อและแม่มียีนธาลัสซีเมียคนละพวก ลูกก็รับมาทั้งสองยีน ถึงแม้จะทำให้เป็นโรคแต่ก็ถ่ายทอดไปสู่หลานได้ครับ เนื่องจากยีนธาลัสซีเมียมีหลายชนิด การได้รับยีนผิดปกติต่างกันมาจับคู่กัน จึงทำให้มีธาลัสซีเมียเกิดขึ้นหลายชนิด มีชื่อเรียกต่างๆ กันและนอกจากนี้ความรุนแรง ยังแตกต่างกันมาก ตั้งแต่รุนแรงมากที่สุดถึงไม่มีอาการเลย ดังนี้คือ

พวกแอลฟ่า-ธาลัสซีเมีย
  • แอลฟ่า-ธาลัสซีเมีย 1 กับ แอลฟ่า-ธาลัสซีเมีย 1 เรียกว่า ฮีโมโกลบินบาร์ทไฮดรอพส์ ฟิทัลสลิส รุนแรงที่สุด

  • แอลฟ่า-ธาลัสซีเมีย 1 กับ แอลฟ่า-ธาลัสซีเมีย 2 เรียกว่า ฮีโมโกลบินเอ็ช รุนแรงน้อย

  • แอลฟ่า-ธาลัสซีเมีย 1 กับ ฮีโมโกลบินคอนสแตนท์สปริง เรียกว่า ฮีโมโกลบินเอ็ชคอนสแตนท์สปริง รุนแรงน้อย

  • ฮีโมโกลบินคอนสแตนท์สปริง กับ ฮีโมโกลบินคอนสแตนท์สปริง เรียกว่า โฮโมซัยกัสคอนสแตนท์สปริง อาการน้อยมาก

  • แอลฟ่า-ธาลัสซีเมีย 2 กับ แอลฟ่า-ธาลัสซีเมีย 2 เรียกว่า โฮโมซัยกัส ไม่มีอาการ
พวกเบต้า-ธาลัสซีเมีย
  • เบต้า-ธาลัสซีเมีย กับ เบต้า-ธาลัสซีเมีย เรียกว่า โฮโมซัยกัส

  • เบต้า-ธาลัสซีเมีย กับ เบต้า-ธาลัสซีเมียเมเจอร์ รุนแรงมาก

  • เบต้า-ธาลัสซีเมีย กับ ฮีโมโกลบินอี เรียกว่า เบต้า-ธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบิน (กรณีของลูกคุณนิสาชล) อาการรุนแรงปานกลาง

  • ฮีโมโกลบินอี กับ ฮีโมโกลบินอี เรียกว่า โฮโมซัยกัส ฮีโมโกลบินอี อาการน้อยมาก

โรคธาลัสซีเมีย รักษาได้อย่างไร

เนื่องจากโรคธาลัสซีเมียมในประเทศไทยมีหลายชนิด และก่อให้เกิดอาการแตกต่างกันได้มาก ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการน้อยมาก จนไม่ต้องให้การรักษาอย่างใดเป็นพิเศษ แต่บางรายซีดมาก ต้องได้รับการรักษาและติดต่อกับแพทย์เป็นประจำโดยสม่ำเสมอ ฉะนั้นก่อนอื่นผู้ปกครอง ผู้ป่วย และครอบครัว จะต้องเข้าใจเสียก่อนว่า โรคธาลัสซีเมีย คืออะไร มีแบบแผนการถ่ายทอดทางพันธุกรรมอย่างไร ผู้ป่วยเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดใด ผู้ที่เกี่ยวข้องใกล้ชิดทางสายเลือด เช่น บิดา มารดา บุตร พี่น้อง และรวมทั้งคู่สมรสควรได้รับการตรวจเลือด เพื่อให้ทราบและเข้าใจเกี่ยวกับแบบแผนการถ่ายทอดทางพันธุกรรม และจะเป็นประโยชน์ในการวางแผนการรักษาผู้ป่วย


คำถามที่อยากขอเรียนถามคุณหมอเพิ่มเติม


1. ดิฉันเจาะสายสะดือเด็กช้าไปหรือเปล่าคะ ตามหลักแล้วควรจะมีอายุครรภ์เท่าไหร่ ถึงจะเจาะได้
เวลาที่ควรเจาะเลือดจากสายสะดือเด็กนั้น สามารถทำได้ตั้งแต่อายุครรภ์สี่เดือนขึ้นไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับขนาดของสายสะดือเด็กด้วย เพราะเมื่ออายุครรภ์น้อยสายสะดือมีขนาดเล็ก ความเสี่ยงก็จะมีมากกว่าเมื่ออายุครรภ์มากและขนาดของสายสะดือมีขนาดใหญ่ การเจาะเมื่อใดควรขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์เป็นสำคัญ แพทย์ต้องคำนึงถึงความเสี่ยง หรืออันตรายที่อาจจะเกิดจากการเจาะด้วยเพราะเราต้องคำนึงถึงว่าหากเด็กปกติไม่เป็นโรค แล้วเราไปเจาะเร็วไปจนทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือติดเชื้อขึ้นจะส่งผลต่อการดำเนินการตั้งครรภ์ต่อไปครับ สำหรับในกรณีของคุณนิสาชล ไม่ถือว่าช้าครับ

2. หลังจากคลอดแล้วประมาณ 1 สัปดาห์ ดิฉันกลับไปทำงานตามปกติถือว่าพักผ่อนน้อยไปหรือเปล่าคะ สำหรับผู้หญิงหลังคลอด แต่เป็นงานที่ไม่หนักเป็นเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานค่ะ
ค่อนข้างเร็วครับ ควรพักผ่อนอย่างน้อยสองสัปดาห์ถึง 1 เดือน

3. ขณะนี้มีคนเอาโสมเกาหลีมาให้รับประทาน เขาบอกว่าให้รับประทานก่อนตั้งครรภ์ประมาณ 3 เดือน จะเป็นการเพิ่มเม็ดเลือดให้เรา เคยได้ผลกับคนที่เป็นโรคโลหิตจางแล้วอยากมีลูก จะมีส่วนช่วยได้จริงหรือเปล่าคะที่เราจะสามารถมีลูกที่ไม่เป็นธาลัสซีเมียมากขึ้น
ไม่เกี่ยวกันแม้แต่น้อยเลยครับ เพราะธาลัสซีเมียเป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของยีน ที่ควบคุมการสร้างเม็ดเลือดแดงครับ

4. คนที่เป็นโรคโลหิตจางกับคนที่เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียมีส่วนเหมือนหรือต่างกันอย่างไรคะในการตั้งครรภ์
โรคโลหิตจางที่ไม่ได้เกิดจากธาลัสซีเมียนั้นยังอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ หากสามารถวินิจฉัยหาสาเหตุ และรักษาได้แล้วอาการก็จะหายเป็นปกติ แต่ในหญิงตั้งครรภ์โดยส่วนมากแล้วที่พบว่ามีปัญหาโลหิตจางนั้น ไม่ได้มีปัญหาสุขภาพหรือเป็นโรคร้ายแรงใดๆ แต่เนื่องจากร่างกายมีการดูดน้ำเข้าสู่กระแสเลือดเพิ่มมากขึ้น เป็นธรรมชาติของการตั้งครรภ์ เมื่อเจาะเลือดไปตรวจจึงพบว่าความเข้มข้นของเลือดต่ำลง อีกทั้งทารกในครรภ์ยังต้องการสารอาหารและแร่ธาตุที่สำคัญในการสร้างเม็ดเลือดของทารกเอง ซึ่งก็จะดูดซึมไปจากแม่ หากแม่รับประทานอาหารไม่เพียงพอก็จะส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงของแม่เองได้ ดังนั้นในหญิงตั้งครรภ์จึงควรได้รับการเสริมธาตุเหล็กในยาบำรุงครรภ์อย่างเพียงพอ ส่วนโลหิตจางจากธาลัสซีเมียนั้น ขึ้นอยู่กับชนิดความผิดปกติบนยีนด้วย แต่ไม่ต้องรับประทานธาตุเหล็กเพราะมีธาตุเหล็กเกินอยู่แล้ว เพียงแต่นำไปใช้สร้างเม็ดเลือดไม่ได้ แพทย์อาจให้โฟเลทเสริมเพื่อช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง สำหรับคนที่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียนั้น สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติบางคนหากไม่ตรวจเลือดก็ไม่ทราบด้วยซ้ำว่า ตนเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียเนื่องจากไม่แสดงอาการใดๆ เลย

5. มีวิธีไหนบ้างคะที่สามารถป้องกันหรือลดความเสี่ยงที่ลูกของเราจะเป็นธาลัสซีเมีย
ป้องกันไม่ได้ครับแต่สามารถตรวจได้โดยการเจาะเลือดจากสายสะดือของเด็กมาตรวจ

6. ดิฉันได้แนบผลการตรวจเลือดให้ดูด้วยอยากขอความกรุณาจากคุณหมอโปรดช่วยวินิจฉัยให้ด้วยว่า ชนิดของโรคธาลัสซีเมียที่เจอรุนแรงมากน้อยเพียงใด ที่แนบมานี้มีทั้งของสามี ของดิฉันและของลูก ดิฉันอยากทราบว่าโอกาสท้องครั้งต่อไป จะมีโอกาสเสี่ยงที่ลูกจะเป็นโรคนี้อีกมากน้อยแค่ไหน เผื่อผลเลือดจะช่วยบอกได้บ้างคะ
ชนิดของธาลัสซีเมียที่พบในกรณีของคุณนิสาชลนั้นในแม่เป็นพาหะของเบต้า-ธาลัสซีเมีย พ่อเป็นพาหะของฮีโมโกลบินอี ซึ่งทั้งสองชนิดนี้เป็นพวกเดียวกันคือกลุ่มที่มีความผิดปกติของสายเบต้า ลูกที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นปกติ 25% มีโอกาสเป็นพาหะชนิดเดียวกับแม่ 25% มีโอกาสเป็นพาหะชนิดเดียวกับพ่อ 25% และมีโอกาสเป็นโรคเบต้า-ธาลัสซีเมีย/ฮีโมโกลบินอี 25% ความรุนแรงของโรคระดับปานกลาง คือ ผู้ป่วยกลุ่มนี้แรกเกิดปกติ จะเริ่มมีอาการได้ตั้งแต่ภายในขวบปีแรกหรือหลังจากนั้น อาการสำคัญคือ ซีด อ่อนเพลีย ท้องป่อง ม้ามและตับโต กระดูกใบหน้าเปลี่ยน จมูกแบน โหนกแก้มสูง คางและขากรรไกรกว้างใหญ่ ฟันบนยื่น กระดูกบางเปราะหักง่าย ร่างกายแคระแกร็น เจริญเติบโตไม่สมอายุ ในรายที่ซีดมากจำเป็นต้องได้รับเลือด แต่เนื่องจากในเลือดมีธาตุเหล็กมากฉะนั้นหากผู้ป่วยได้รับเลือดบ่อยๆ จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญคือมีธาตุเหล็กเกิน และไปสะสมในอวัยวะต่างๆ มีผลทำให้ผิวคล้ำ เป็นตับแข็ง เบาหวาน หัวใจล้มเหลว เป็นต้น นอกจากนี้ผลจากการสลายของเม็ดเลือดแดง ยังอาจทำให้เกิดนิ่วในถุงน้ำดีด้วย และอายุเฉลี่ยของผู้ป่วยที่เป็นธาลัสซีเมียชนิดนี้อยู่ที่ประมาณ 30 ปีเท่านั้นครับ

(update 25 มกราคม 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 กันยายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600