เรื่องที่คุณพ่อคุณแม่เกือบทุกคนเป็นกังวลกันมากที่สุดตอนใกล้จะถึงวันคลอดก็คงไม่พ้นเรื่องที่ว่าจะคลอดเองได้หรือเปล่า
จะต้องผ่าไหม แล้วมันจะเจ็บมากมั้ย... คราวนี้ก็เลยจะมาแนะนำเรื่องของการผ่าคลอดให้เข้าใจกันครับ
ดูตามสรีระของผู้หญิงมันก็น่าจะกังวลเหมือนกันนะครับ เพราะท้องมันก็โตขึ้นทุกวัน โตขึ้นยันถึงยอดอก
แต่ทางออกนี่สิ ดูไปดูมาก็เล็กนิดเดียวเอง ดูแล้วไม่น่าจะมีอะไรที่ใหญ่เกินกว่านิ้วหัวแม่โป้งที่จะผ่านออกมาได้เลย
เมื่อครั้งสุดท้ายที่ไปตรวจหมอก็บกว่าเส้นผ่าศูนย์กลางของหัวลูกตอนคลอดประมาณสิบเซนติเมตรเชียว...
แล้วของรักของหวงมันจะไม่พังหมดเหรอ
ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ผู้หญิงเราก็คลอดลูกกันมาเป็นหมื่นเป็นแสนปีกันมาแล้ว ก็คลอดกันได้ทั้งนั้น
ถึงแม้ว่าการผ่าคลอดจะมีกันตั้งแต่สมัยโรมัน ตอนจูเลียส ซีซาร์ ผ่าท้องให้กับเมียตัวเองที่เจ็บท้องนานสามวันสามคืน
แล้วไม่สามารถคลอดได้ เข้าใจว่าซีซาร์จะมีเมียหลายคน เพราะไม่เห็นมีใครบอกเลยว่าเมียคนที่โดนผ่าท้องนี้คือ
พระนางคลีโอพัตราหรือเปล่า แต่ที่แน่ๆ การผ่าตัดท้องคลอดตั้งแต่บัดนั้นมาจนถึงทุกวันนี้จึงเรียกว่า
การผ่าซีซาเรียน (Cesaren section) แต่การผ่าแบบนี้ก็ไม่ได้ทำกันแพร่หลายหรอกครับ
ที่แน่ๆ หมอตำแยบ้านเราไม่รู้จักการผ่าท้องคลอด คลอดเองเบ่งกันเองทั้งนั้น
หากคลอดไม่ได้สมัยก่อนก็ตายกันหมด
ถ้าคนสมัยก่อนสามารถข้ามเวลาถึงปัจจุบันได้ก็คงตกใจกันน่าดู
เพราะเดี๋ยวนี้การผ่าท้องคลอดกลายเป็นการผ่าตัดที่ทำกันมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้
เมื่อมีการผ่ากันมาก ก็ทำให้สูติแพทย์ทั้งหลายต่างก็มีความชำนาญมากขึ้นตามมาด้วย
การผ่าตัดคลอดในปัจจุบันก็เลยดูเหมือนเป็นการผ่าตัดที่น่าจะปลอดภัยมากที่สุดเลยก็ว่าได้
แล้วตอนนี้คุณแม่ก็คงเริ่มสงสัยแล้วละสินะ ว่าตกลงคุณแม่จะคลอดเองหรือจะผ่าดี...
อย่างไรก็ดีแล้วแต่ถ้าคลอดเองได้ก็ควรจะคลอดเองก่อนดีกว่า เพราะธรรมชาติสร้างช่องคลอดของผู้หญิงเอาไว้คลอดลูก
ก็เลยต้องเรียกว่าช่อคลอด ไม่ได้เอาไว้ทำอย่างอื่น แต่ในบางรายที่จำเป็นถ้าคลอดเองจะมีความเสี่ยงอันตรายต่อแม่หรือลูก
หรือมีแนวโน้มว่าจะคลอดไม่สำเร็จก็ต้องผ่า...แล้วจะผ่าในกรณีไหนบ้างล่ะ
เหตุผลแรกที่พบเยอะที่สุด ก็เนื่องจากเด็กตัวโตแต่แม่ตัวเล็ก ตรวจท้องดูกะขนาดแล้วตัวเด็ก
มักจะดูใหญ่กว่าความกว้างระหว่างปุ่มกระดูกด้านหน้าของอุ้งเชิงกราน คลำดูตรงหน้าสะเอวตรงนั้นแหละครับ
เมื่อลูกใหญ่กว่าก็เลยคลอดผ่านออกมาไม่ได้ ตอนตรวจภายในจะรู้เลยครับว่าหัวเด็กจะอยู่สูงขึ้นไปเกือบสุดนิ้ว
แล้วหัวก็มักวางซ้อนอยู่บนกระดูกหัวหน่าว เวลามดลูกบีบตัวหัวเด็กจะกดลงบนกระดูกเชิงกราน
มากกว่าจะกดลงมาที่ปากมดลูก กรณีนี้ตรวจภายในตรวจแล้วตรวจอีก ปากมดลูกก็จะไม่ค่อยเปิด
รออีกนานแค่ไหนปากมดลูกก็ยังไม่เปิดวันยังค่ำ
อีกสาเหตุที่พบบ่อยก็คือ เด็กไม่กลับหัว ปกติแล้วตอนครบกำหนดคลอดแล้วเด็กก็มักจะเอาหัวลง
เวลาคลอดจะได้มุดเอาหัวออกมาเป็นส่วนนำ คลอดเองได้ไม่ยากไม่เย็น แต่เดี๋ยวมันจะง่ายไป
เด็กประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ก็เลยเอาก้นลง แล้วถ้าเป็นท่าก้นท้องแรกคุณหมอมักจะผ่าออก
เพราะขนาดเอาหัวออกก็ใช่ว่าจะคลอดออกมาง่ายๆ เสียเมื่อไหร่ แล้วถ้าถอยหลังเอาก้นอกแล้วหัวดันคลอดออกมาไม่ได้
ลองนึกดูสิครับว่ามันจะหายนะสักแค่ไหน นี่เองครับที่หมอทั้งหลายกลัวกัน เพราะในกรณีนี้เด็กจะมีโอกาสเสียชีวิตสูงมาก
แล้วในกรณีที่เอาขาลงจะลงข้างเดียวหรือขาสองข้างก็แล้วแต่ก็จะมีความเสี่ยงที่สายสะดือจะไหลออกมาข้างนอก
แล้วเด็กก็จะมีอันเป็นไปจากการขาดออกซิเจนเสียก่อน ดังนั้นถ้าเด็กไม่กลับหัวก็มักจะต้องผ่าตัดคลอดอยู่แล้ว
เอาไปผ่าไม่ทัน กรณีอย่างนี้ก็คลอดเองได้ครับ
บางทีที่ต้องผ่าก็เป็นเหตุจากรกก็มี ปกติแล้วรกมันจะเกาะติดกับผนังมดลูกทางด้านหน้าบ้าง
ด้านหลังบ้าง ด้านบนบ้าง แต่ก็มีประมาณ 3 ถึง 5 ในพันที่ดันอุตริมาเกาะติดด้านล่างขวางทางคลอด
ทำให้ไม่สามารถคลอดเองได้ หรือบางทีแม่อาจมีสุขภาพไม่แข็งแรง มีภาวะแทรกซ้อน
เช่น เป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง หรือเด็กในครรภ์กำลังมีปัญหา มีภาวะการขาดออกซิเจน
หากรอช้าปล่อยให้คลอดเอง เด็กในครรภ์อาจมีอันตรายได้
ที่ว่ามานี้ก็เป็นเหตุผลทางการแพทย์นะครับ แต่ที่ผ่าเพราะไม่มีเหตุผลทางการแพทย์ก็มี
ในกรณีที่คลอดที่โรงพยาบาลของรัฐ ถ้าจะผ่าก็มักตรงไปตรงมาตามเหตุผลทางการแพทย์เป็นส่วนใหญ่
จะมาอยากผ่าอยากเอาฤกษ์ รับรองว่าไม่มีทาง แต่ในโรงพยาบาลเอกชนที่คนไข้เป็นใหญ่
คนไข้ก็มีสิทธิ์เลือกเองได้ว่าจะคลอดเองหรือจะอยากผ่า อันนี้ก็ไม่รู้ว่าเป็นสิทธิ์ผู้ป่วยหรือเปล่า
ที่จะสามารถเลือกการให้การรักษาได้ เหตุที่อยากผ่าก็หลากหลาย ที่สำคัญก็เพราะกลัว
โดนขู่เอาไว้ว่ามันเจ็บมากเลยนะ หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมคลอดเอง
นอกจากนั้นอีกสาเหตุหนึ่งที่คุณแม่ไม่อยากคลอดเองก็เพราะกลัวเสียศูนย์!
...คนไข้บอกผมอย่างนี้จริงๆ กลัวคลอดเองแล้วกะบังลมจะหย่อน ช่องคลอดจะหลวมอะไรทำนองนี้แหละครับ
ซึ่งก็จริงเหมือนกันที่คลอดเองแล้วกล้ามเนื้อต่างๆ ในอุ้งเชิงกรานจะยืดหย่อนไปบ้าง
ช่องคลอดจะยืดขยายไปบ้าง แต่ถ้าหากบริหารร่างกายดีก็จะสามารถกลับเข้าที่เป็นปกติได้ไม่ยาก
ในเวลาไม่ถึงสามเดือนด้วยซ้ำไป
ที่ปวดหัวกันนิดหน่อยก็เรื่องผ่าเอาฤกษ์นี่แหละ คนไทยเราจะเกิดทั้งที จะไม่ให้ผูกฤกษ์ผูกยามก็เห็นจะไม่ดี
คลอดเองก็กลัวไม่ได้ฤกษ์ เดี๋ยวจะไม่ได้เป็นใหญ่เป็นโต ถ้าผ่ากันตอนครบกำหนดแล้วก็ไม่ว่า
นี่บางทียังไม่ครบดีเลยจะให้ผ่าซะแล้ว ถ้าเลยวันนี้ไปกว่าจะมีฤกษ์อีกทีก็อีกตั้งสามเดือนหน้าแน่ะ
เจอไม้นี้ก็ต้องใจแข็งยืนยันนั่งยันครับว่า ยังไงก็ไม่มีการผ่าก่อนครบกำหนดเพื่อเอาฤกษ์นะครับ
หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอม เพราะเดี๋ยวลูกปอดไม่ทำงานต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ ก็จะมาบอกว่า
หมอไม่เห็นบอกก่อนเลยว่าจะเป็นอย่างนี้
ฤกษ์อีกอย่างที่หมอสูติกลัวนักกลัวหนา ประเภทพอบอกฤกษ์ปั๊ป หมอหงายหลังเอามือกุมขมับเลย
ก็ฤกษ์ประเภท ตีสามเก้านาที กลางดึกค่อนสว่างนี่เองครับ เวลาอื่นเยอะแยะก็ไม่ยอม
ฤกษ์แบบนี้หมอสูติก็ต้องตื่นมาผ่าครึ่งหลับครึ่งตื่น ที่ต้องมาอดหลับอดนอนด้วยกันก็มีทั้งหมอเด็ก
หมอดมยา ผู้ช่วยผ่าตัด พยาบาลส่งเครื่องมือ พยาบาลวิสัญญี เจ้าหน้าที่ต่างๆ รวมแล้วเป็นสิบที่ต้องมาตื่น
เพื่อเอาฤกษ์ ในกรณีอย่างนี้ทีมงานก็มักจะทำงานได้ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์เหมือนเวลาทำงานปกติหรอกครับ
แล้วถ้าหากมีภาวะแทรกซ้อนอะไร จะตามหมอเด็ก หมอดมยาที่ไหนก็ตามกันยาก ไม่ครบเครื่อง Full team
เหมือนตอนกลางวันหรอกครับ
ยังไงก็ขอฝากเรียนเกจิอาจารย์ทั้งหลายมา ณ ที่นี้ด้วยเลยก็แล้วกันครับว่า
หากจะใช้ฤกษ์ก็ขอให้ฤกษ์กลางวันดีกว่าครับ จะเป็นพระคุณอย่างสูง
ดูสิ...กำลังเล่าเพลินๆ เนื้อที่หน้ากระดาษก็หมดซะแล้ว คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อว่าผ่าคลอดกับคลอดเอง
มีข้อดีข้อเสียต่างกันอย่างไร ขั้นตอนการผ่าที่จะเล่ากันเป็นฉากๆ ให้พอนึกภาพออกพร้อมกับข้อแนะนำว่า
ถ้าเกิดต้องผ่าแล้วจะต้องปฏิบัติตัวกันอย่างไร ผ่าแล้วผ่าอีกได้กี่ที อย่าพลาดนะครับ
เรื่องของการกำหนดคลอดให้ลูกตามฤกษ์ยาม ปัจจุบันเป็นกระแสที่เกิดขึ้นจำนวนมาก
เราได้ตัดตอนบางส่วนในบทความของอาจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ที่แสดงทัศนะมาฝากคุณพ่อคุณแม่
เพื่อเป็นอีกแง่มุมหนึ่งในการช่วยตัดสินใจและเติมเต็มมุมมองต่อเรื่องนี้
...อ่านข่าวทราบว่าพ่อแม่ที่มีลูกจวนคลอดแห่ไปให้หมอผ่าตัดเอาลูกออกมาจนล้นโรงพยาบาล
เป็นเรื่องของความเชื่อครับ อย่างนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่ได้ลูกคลอดตามวันเวลาดังกล่าวก็สบายใจปลื้มใจได้ว่า
ลูกเกิดในวันมงคล เป็นความสบายใจอันดับแรก ขอให้ฉุกใจคำว่า มงคล กันเสียด้วยครับ
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า มงคลหมายถึงเหตุให้ถึงความเจริญ มิใช่ตัวความเจริญเอง มีลูกเกิดในวันที่
(เชื่อกันว่าเป็น) มงคล ก็เท่ากับเราได้เหตุ (ที่จะเอื้อให้เกิดความเจริญ) มาเท่านั้นเอง
ลูกที่เกิดในวันอื่น ก็เป็นเหตุ (ที่จะเอื้อต่อการพัฒนา) เช่นเดียวกัน เกิดวันเดือนปีไหน
เวลาไหน ไม่แปลกดอกครับ ขอให้เกิดมาเป็นคน เพราะมีศักยภาพทัดเทียมกัน
ถึงพ่อแม่ไม่เลือกผ่าคลอดออกมา ถึงกำหนดคลอดเขาก็จะออกมาอยู่เอง
การผ่าออกเท่ากับไปเร่งให้เขาออกมาเท่านั้น จะเจริญจริงหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่เวลาออก
แต่จะอยู่ตรงเงื่อนไขที่พ่อแม่และตัวเขาเองตลอดถึงสังคมจะหล่อหลอมเขาเป็นอย่างไร
ในกาลข้างหน้าต่างหาก
พระพุทธศาสนาสอนว่า คนเราจะเสื่อมจะเจริญขึ้นอยู่กับเงื่อนไขใหญ่ 2 ประการคือ
สิ่งแวดล้อมภายนอก
ต้องเอื้อต่อการพัฒนาสิ่งแวดล้อมทางวัตถุ สิ่งแวดล้อมทางบุคคลหรือสังคมจะต้องเกื้อกูล
ไม่ว่าจะคลอดออกมาฤกษ์อะไร ถ้าเจริญเติบโตในสิ่งแวดล้อมที่เลวๆ เช่น พ่อแม่ไม่ค่อยฝึกฝนอบรม
ครูบาอาจารย์ไม่ทำหน้าที่ที่สมบูรณ์ สังคมไม่ช่วยจัดสรรสภาพแวดล้อมดีๆ ให้เขา
โอกาสที่เขาจะผิดจะพลาดหรือกลายเป็นคนไม่พึงประสงค์ย่อมมีมาก
พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่าสิ่งแวดล้อมเป็นกัลยาณมิตร
การรู้จักใช้ปัญญา รู้จักคิด วินิจฉัย
คือพ่อแม่ ครู อาจารย์ และสถาบันทางสังคมทั้งหลาย ต้องสอนเด็กให้รู้จักแยกแยะอะไรผิดอะไรถูก
อะไรควรไม่ควร อะไรควรเว้นอะไรควรทำ ให้ใช้ท่าทีของปัญญาในชีวิตให้มาก คนที่รู้จักคิดหรือคิดเป็น
แม้สิ่งแวดล้อมจะไม่เป็นกัลยาณมิตร เขาก็สามารถทำให้เป็นกัลยาณมิตรได้ เช่น อยู่กับคนผิดคนชั่ว
ก็เอาความผิดความชั่วของเขาเป็นครู คอยสอนตนเองมิให้เป็นอย่างนั้น
มงคล มิใช่เพียงความเชื่อ จะเกิดผลเป็นมงคลจริง ต้องลงมือกระทำตามเงื่อนไขที่ถูกต้องด้วย
อ้างอิงจาก นิตยสาร TEEN KIDS&FAMILY
คอลัมน์เรื่องไม่ธรรมดา ฉบับเดือน พ.ย.2542
(update 24 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 117 กรกฎาคม 2548]
|