แพ็กเกจ คลอด


แพ็กเกจคลอดที่โรงพยาบาลต่างๆ เปิดให้คุณตัดสินใจเลือกใช้นั้น มีอะไรที่ควรจะพิจารณาบ้าง คุณหมอวิทยาจะมาชวนคุยเรื่องนี้กัน

แพ็กเกจทัวร์สิงคโปร์ 3 วัน 2 คืน 6,400 บาท ...แพ็กเกจหรรษา ฮ่องกง 3 วัน 2 คืน แค่ 8,900 บาท ...โปรโมชั่นทัวร์ญี่ปุ่น 5 วัน ราคาเริ่มต้นที่ 34,000 บาท

คุณผู้อ่านที่ชอบอ่านโฆษณาท่องเที่ยว จะในหนังสือพิมพ์หรือในนิตยสารท่องเที่ยวต่างๆ มักจะเห็นโฆษณาประเภทนี้อยู่เป็นประจำ

ปัจจุบันการท่องเที่ยวในลักษณะแพ็กเกจทัวร์ กำลังเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นการท่องเที่ยวที่ใช้เวลาไม่มากและทราบราคาค่าใช้จ่ายได้ค่อนข้างแน่นอน

ในแง่ของโรงพยาบาลเอกชนที่ให้บริการแข่งขันกันอยู่ในปัจจุบัน ทุกโรงพยาบาลจำเป็นต้องปรับปรุง และพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้คนไข้อยากมารับการรักษาที่โรงพยาบาลของตัว แผนการหนึ่งที่นำมาใช้เพื่อดึงดูดใจคนไข้ก็คือ การคิดค่ารักษาแบบแพ็กเกจเช่นเดียวกับการไปเที่ยว เพื่อให้คนไข้ทราบค่าใช้จ่ายได้คร่าวๆ จะได้ตัดสินใจได้ดีขึ้น

ความจริงแล้วโรงพยาบาลทั้งหลายก็คงอยากจะทำการรักษาโรคต่างๆ เป็นแบบแพ็กเกจให้หมดนั่นแหละ จะได้ง่ายต่อการคิดต้นทุนค่าใช้จ่ายและค่ารักษาพยาบาลที่จะคิดกับคนไข้ แต่เนื่องจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ แม้จะเป็นโรคเดียวกัน แต่ในคนไข้แต่ละคนก็อาจมีความรุนแรงไม่เท่ากัน ต้องการการดูแลรักษาไม่เท่ากัน ค่าใช้จ่ายจึงไม่เท่ากันด้วย เช่น โรคเบาหวานในคนไข้คนหนึ่งอาจใช้ยาไม่เท่ากับอีกคนหนึ่ง หรือโรคความดันโลหิตสูงในคนหนึ่งอาจต้องใช้ยาลดความดันโลหิตคนละชนิดกับอีกคนหนึ่งก็ได้ จึงทำให้ค่าใช้จ่ายต่างกันได้ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงมาก คุณจึงไม่ค่อยเห็นโฆษณารักษาโรคเบาหวาน หรือโรคความดันโลหิตสูงแบบแพ็กเกจหรอกครับ เพราะทำเป็นแพ็กเกจยาก

จะมีอยู่อย่างเดียวก็คือ การคลอดลูกนั่นแหละครับ ที่ไม่ว่าใครจะคลอดและคลอดที่ไหน ก็มักจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเวลาในการดูแลรักษาใกล้เคียงกัน จะแตกต่างกันบ้างก็เฉพาะในราย ซึ่งมีปัญหาแทรกซ้อนบางอย่าง เช่น ตกเลือดหลังคลอด ติดเชื้อหลังคลอด เป็นต้น ซึ่งปัญหาที่ว่าก็ไม่ได้พบบ่อยสักเท่าไร ดังนั้นโรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งจึงนำแนวคิดนี้มาจัดแคมเปญ คลอดแบบแพ็กเกจทขึ้นมาเพื่อให้คนไข้อยากมาคลอดที่โรงพยาบาลของตัว

ผมเองในฐานะที่เป็นสูติแพทย์มานานไม่คัดค้านความคิดนี้หรอกครับ แต่อยากจะให้คุณแม่ที่อยากจะคลอดแบบแพ็กเกจได้พิจารณาเกี่ยวกับการคลอดแบบนี้ในบางประการด้วยครับ


การคิดค่าใช้จ่าย

คุณแม่ควรจะอ่านหรือสอบถามรายละเอียดเกี่ยวการคิดค่าใช้จ่ายที่โรงพยาบาลแจ้งให้ดีเสียก่อนนะครับ ถ้าไม่แน่ใจรีบถามก่อนจะได้ไม่มาทะเลาะกันทีหลัง ปัญหาที่คนไข้มาเล่าให้ฟังมีหลายอย่าง เช่น เขียนรายละเอียดไม่ชัดเจนต้องตีความเวลามีปัญหา แจ้งค่าใช้จ่ายแค่ขั้นต่ำไม่ได้บอกทั้งหมด มีข้อยกเว้นไม่รวมค่านั่นค่านี่หลายอย่างเช่น ไม่รวมค่าแพทย์ ไม่รวมค่าเลือด พอรวมๆ กันแล้วแพงกว่าคลอดแบบไม่แพ็กเกจก็มี เป็นต้น


ถ้าการคลอดมีปัญหา

ราคาที่คิดแบบแพ็กเกจสำหรับการคลอด มักจะเป็นราคาที่คิดสำหรับคุณแม่ที่มาคลอดแล้วไม่มีปัญหา หรือภาวะแทรกซ้อนอะไร อย่างไรก็ตามขอให้ระลึกไว้เสมอว่า การคลอดลูกแม้ส่วนมากจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ก็ไม่มีใครรับประกันได้ทั้งหมดหรอกว่า จะไม่มีปัญหาที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้ ถ้าการคลอดนั้นเกิดมีปัญหาและจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาที่ยาวนานขึ้น ค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มตามมา คุณแม่ต้องสอบถามให้แน่ใจเสียก่อนว่า ถ้ามีปัญหาที่ต้องได้รับการดูแลรักษาเพิ่มเติม จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอย่างไร ค่าใช้จ่ายแบบแพ็กเกจครอบคลุมประเด็นนี้ไว้ด้วยหรือไม่ จะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันทีหลัง


ระยะเวลาที่รับไว้ในโรงพยาบาล

โดยปกติเวลาดูแลคนไข้หลังคลอดในโรงพยาบาลของรัฐ หมอมักจะรับผู้ป่วยไว้ในโรงพยาบาล จนกว่าจะมีอาการดีแล้วจึงจะให้กลับบ้าน แต่หากเป็นการคลอดแบบแพ็กเกจ มักระบุจำนวนวันในการนอนโรงพยาบาลไว้ค่อนข้างแน่ชัดว่าไม่เกิน 3 วัน 5 วัน ถึงแม้คุณจะยังมีอาการเจ็บแผลอยากจะนอนโรงพยาบาลต่อก็อาจจะทำไม่ได้ เพราะโรงพยาบาลจะสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น ถ้าอยากนอนต่อก็อาจต้องจ่ายเพิ่มอีก การคิดค่ารักษาแบบแพ็กเกจบางครั้งจึงค่อนข้างจะบีบหมอให้รีบจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล และบีบคนไข้ให้รีบกลับบ้านแม้จะยังเจ็บแผลอยู่ก็ตาม ซึ่งบางทีดูแล้วผมว่ามันโหดร้ายเกินไป


รายละเอียดในโบรชัวร์หรือใบโฆษณา

ในฐานะที่เป็นสูติแพทย์มานาน เวลาผมอ่านใบโฆษณาของบางโรงพยาบาล บางทีก็รู้สึกขำ บางทีก็เศร้าบอกไม่ถูก เพราะโฆษณาของหลายโรงพยาบาลเขียนรายละเอียดว่า มีการทำอะไรให้คุณแม่ที่มาคลอดแบบแพ็กเกจมากมายเต็มไปหมด เช่น ตรวจแผลผ่าตัดคลอดทุกวัน ทำความสะอาดแผลหลังคลอดทุกวัน ตรวจหลังคลอดโดยสูติแพทย์ทุกวัน ดูแลทารกโดยกุมารแพทย์ทุกวัน เป็นต้น เวลาอ่านเช่นนี้คุณแม่หลายคนเลยรู้สึกว่าถ้าคลอดแบบนี้จะได้รับการดูแลมากเป็นพิเศษ ซึ่งขอเรียนว่า ไม่จริงเลย เพราะสิ่งต่างๆ ที่เขียนมานี้เป็นสิ่งที่หมอ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ทุกคนที่เกี่ยวข้องจะต้องทำอยู่แล้ว ไม่ว่าจะคลอดแบบแพ็กเกจหรือไม่แพ็กเกจก็ตาม การเขียนแบบนี้คล้ายกับจะลอกว่าถ้าไม่คลอดแบบนี้แล้ว หมอจะไม่ดูแลหรือเปล่าก็ไม่รู้

บางโรงพยาบาลที่มีการคลอดแบบแพ็กเกจ อาจจัดเป็นโปรแกรมการคลอดให้คนไข้เลือกเหมือนการเลือกว่า จะไปเที่ยวโดยเครื่องบินหรือรถยนต์ก็มี เช่น บางโรงพยาบาลมีให้เลือกว่าอยากคลอดแบบเจ็บหรือไม่เจ็บ คลอดเองหรือผ่าคลอด ถ้าเลือกคนละแบบค่าใช้จ่ายก็คิดต่างกัน

การให้คนไข้มีสิทธิ์เลือกการดูแลรักษาเช่นนี้บางครั้งก็เป็นอันตราย เพราะการตัดสินว่าจะให้คนไข้คลอดแบบไหนไม่ใช่ว่าจะเลือกกันง่ายๆ เหมือนเลือกซื้อของ แต่จำเป็นต้องใช้ความรู้ทางการแพทย์ในการตัดสินใจค่อนข้างมาก ซึ่งคนไข้ส่วนมากไม่มีความรู้ดังกล่าวมากพอ หรือไม่รู้เลยก็มี บางโรงพยาบาลเอาใจคนไข้มากขนาดยอมให้เลือกว่าจะคลอดเองหรือผ่าคลอด จะคลอดเวลาไหน หรือยอมให้เลือกว่าจะดมยาสลบหรือบล็อกหลังก็มี ซึ่งการกระทำต่างๆ เหล่านี้ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการกระทำบางอย่างอาจทำให้เกิดอันตรายถึงตายได้ เช่น การดมยาสลบ ถ้าได้ยาสลบมากเกินไปลูกที่อยู่ในท้องแม่อาจเสียชีวิตก็ได้ เช่นเดียวกับถ้าบล็อกหลังอาจทำให้แม่มีความดันโลหิตลดลงอย่างรวดเร็ว จนเป็นอันตรายได้ ไอ้ที่เป็นข่าวฟ้องร้องกันอยู่เรื่อยๆ ส่วนหนึ่งก็มาจากการให้บริการที่เกินขนาดเหล่านี้แหละครับ

หวังว่าคุณแม่ที่คิดจะคลอดแบบแพ็กเกจ คงได้ข้อมูลไปใช้ประกอบการตัดสินใจบ้างนะครับ และขอให้โชคดีในการคลอด ลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัยนะครับ


(update 28 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 116 มิถุนายน 2548]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600