คุณแม่หลายๆ คนคงสงสัยว่าตอนที่มีเจ้าตัวเล็กอยู่ในท้องอย่างนี้
น้ำหนักตัวควรจะขึ้นไปเท่าไรถึงดี น้อยไปก็ห่วงลูก มากไปก็กลัวจะลดไม่ลง
ทำเอากังวลใจไปเสียอีก...
น้ำหนัก VS แม่ท้อง
คุณหมอ น้ำหนักของดิฉันขึ้นดีไหมคะ เป็นคำถามหนึ่งที่สูติแพทย์มักจะได้รับอยู่บ่อยๆ
แต่ก็เป็นคำถามที่ตอบค่อนข้างยากสักหน่อยนะครับ
เรื่องของน้ำหนักคุณแม่ที่ขึ้นในขณะตั้งครรภ์เป็นผลมาจากการที่คุณแม่มีลูกน้อย รก น้ำคร่ำ มดลูก
และเต้านมที่โตขึ้น ปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้น น้ำที่อยู่นอกเซลล์ (extracellula fluid)
และน้ำที่อยู่นอกเส้นเลือด (extravascular fluid) ซึ่งรวมแล้วโดยคร่าวๆ ก็จะอยู่ที่ประมาณ 3.5 กก.
อันนี้คือในคุณแม่ทั่วไปที่แข็งแรง รูปร่างอยู่ในเกณฑ์กลาง ไม่อ้วนหรือผอมเกินไป
แต่ช้าก่อนครับ ผมไม่ได้บอกว่าน้ำหนักของคุณแม่ที่ขึ้นในขณะตั้งครรภ์อยู่ควรจะเท่ากับ 12.5 กก. นะครับ
ในอดีตมีผู้รู้หลายๆ ท่านพยายามกำหนดให้เสร็จสรรพว่าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์อยู่นั้นควรจะมีน้ำหนักเพิ่มเท่าใดจึงจะดี
น้ำหนักขึ้นเท่าไรดี ?
ในช่วงครึ่งแรกของศตวรรษที่ 20 ผู้รู้ก็บอกว่าน้ำหนักที่ขึ้นมาในการตั้งครรภ์ของคุณแม่ไม่ควรเกิน 20 ปอนด์
หรือ 9.1 กก. (2.2 ปอนด์ = 1 กก.) โดยเชื่อว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นในระดับนี้จะป้องกันการเกิดภาวะความดันโลหิตสูงในขณะตั้งครรภ์
และการเกิดภาวะทารกตัวโต (fetal macrosomia) ซึ่งจะทำให้คลอดยากและอาจต้องใช้การผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง
ต่อมาประมาณช่วงปี ค.ศ.1970 ผู้รู้ท่านใหม่ก็เปลี่ยนมาบอกว่าคุณแม่ควรจะมีน้ำหนักเพิ่มขณะตั้งครรภ์
อย่างน้อยที่สุด 25 ปอนด์ (หรือ 11.4 กก.) นัยว่าเพื่อป้องกันภาวการณ์เจ็บครรภ์คลอดก่อนกำหนด
และป้องกันทารกเจริญเติบโตช้าในครรภ์
พอประมาณปี ค.ศ. 1990 ก็มีการเสนอว่า น้ำหนักที่ควรขึ้นในขณะตั้งครรภ์ของคุณแม่ขึ้นมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง
แต่คราวนี้มาแปลก คือแบ่งคุณแม่เป็น 4 กลุ่ม โดยใช้ดัชนีน้ำหนักมวลกายของคุณแม่ในช่วงก่อนตั้งครรภ์ (BMI)
มาเป็นตัวแบ่งกลุ่ม
Body Mass Index หรือ BMI : ดัชนีน้ำหนักมวลกาย คำนวณจากน้ำหนักเป็น กก.
หารด้วยส่วนสูงเป็นเมตร ยกกำลัง 2 ซึ่งก็เท่ากับ กก./ม2 เช่น น้ำหนัก 55 สูง 165
ก็จะเท่ากับ 55 หารด้วย 2.72 = 20.22 ซึ่งแสดงว่า BMI อยู่เกณฑ์ปกติ
วิธีคำนวณดัชนีมวลกาย = น.น. / ส่วนสูง2 (เมตร) = BMI
ตัวอย่าง 55/1.65 x1.65 (หรือเท่ากับ 2.72) = 20.22 : BMI
ถ้าคุณแม่ที่มี BMI น้อยกว่า 19.8 ถือว่าผอม ส่วนคุณแม่ที่ BMI มากกว่า 29 ถือว่าอ้วน
ถ้าคุณแม่ที่อยู่ในเกณฑ์ผอมควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าคุณแม่อยู่ในเกณฑ์อ้วน
แล้วก็มีการแนะนำว่าถ้าคุณแม่ BMI ปกติ (19.8-25-6) ควรมีน้ำหนักเพิ่ม 25-35 ปอนด์ (11.5-16 กก.)
แต่สุดท้ายก็มีผู้รู้อีกกลุ่มบอกว่า คุณแม่ที่มี BMI ปกติควรมีน้ำหนักตัวเพิ่ม 15-25 ปอนด์ ในขณะตั้งครรภ์
มีผู้รู้ทำการศึกษาย้อนหลังพบว่า ตลอดการตั้งครรภ์น้ำหนักตัวที่เพิ่มของคุณแม่เฉลี่ยประมาณ 12.5 กก. (27.5 ปอนด์)
โดยมีน้ำหนักเพิ่มในช่วงหลังของการตั้งครรภ์ (ตั้งแต่อายุครรภ์ 20 สัปดาห์ขึ้นไป) ประมาณ 1 ปอนด์/สัปดาห์
น้ำหนักเรื่องเฉพาะตัว
จากข้อมูลที่ผมได้นำเสนอมานี้ คุณแม่คงจะงงล่ะสิครับว่า แล้วตกลงว่าน้ำหนักตัวที่เหมาะสมคือเท่าไรกันแน่
ในที่สุดก็มีการสรุปสุดท้ายโดยผู้รู้อีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งบอกว่าน้ำหนักที่ขึ้นในขณะท้องนั้น ควรจะต้องเป็นช่วงกว้าง
จึงจะทำให้ได้ผลดีทั้งต่อคุณแม่และลูก และการที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ปกติ (normality) ก็ไม่ค่อยจำเพาะ (nonspecific)
กับผลลัพธ์ที่ไม่ดีใดๆ ซึ่งก็หมายความว่า ถ้าน้ำหนักตัวขึ้นในขณะตั้งครรภ์ที่ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
ผลที่ได้ส่วนใหญ่จะดีไม่มีปัญหาครับ ไม่ใช่ว่าถ้าน้ำหนักขึ้นไม่อยู่ในเกณฑ์ปกติแล้วคุณแม่และคุณลูกจะแย่
จากประสบการณ์ของผมนั่น ผมจะใช้วิธีดูจากการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์เป็นหลัก
ซึ่งจะประเมินได้จากยอดมดลูกที่สูงขึ้นจากการตรวจคลำหน้าท้องในการฝากครรภ์แต่ละครั้ง
ยกเว้นในอายุครรภ์ต่ำกว่า 12 สัปดาห์โดยประมาณ (ซึ่งโดยปกติจะคลำมดลูกทางหน้าท้องไม่ได้)
น้ำหนักทารกในครรภ์ที่เพิ่มขึ้นในการฝากครรภ์ครั้งต่อไปเปรียบเทียบกับการฝากครรภ์ครั้งก่อนหน้านั้น
ถ้ายอดมดลูกโตได้ตามเกณฑ์ที่เหมาะสม เช่น ยอดมดลูกอยู่ที่ระดับสะดือ
จะเท่ากับการตั้งครรภ์ 20 สัปดาห์ แต่น้ำหนักคุณแม่อาจจะขึ้นเพียง 100 กรัม
ในระยะเวลา 4 สัปดาห์ เมื่อเทียบกับการตั้งครรภ์เมื่อ 16 สัปดาห์
ผมก็ไม่ถือว่าน้ำหนักตัวคุณแม่ขึ้นน้อย
ในทางกลับกันหากว่ายอดมดลูกเติบโตขึ้นน้อยมาก แต่น้ำหนักคุณแม่เพิ่มขึ้น 1 กก. ใน 4 สัปดาห์
แถมยังมีบวมอีกต่างหาก ผมก็ไม่ถือว่าน้ำหนักตัวคุณแม่ขึ้นดี เพราะว่าน้ำหนักที่ขึ้นนั้นไปอยู่ที่คุณแม่มากกว่าคุณลูก
สำหรับคุณแม่ที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาก ก็มีการกำหนดเกณฑ์ของน้ำหนักตัวที่ขึ้นมากกว่าปกติ (excessive weight gain)
คือมากกว่า 1 ปอนด์/สัปดาห์ หรือมากกว่า 6 ปอนด์/สัปดาห์ ผมเคยดูแลคุณแม่ที่มีน้ำหนักขึ้นทั้งหมดขณะตั้งครรภ์ประมาณ 5 กก.
แต่ลูกที่คลอดออกมามีน้ำหนักแรกคลอดหนัก 3,200 กรัม ในทางกลับกัน คุณแม่น้ำหนักขึ้นทั้งหมดประมาณ 20 กก.
แต่ลูกออกมาหนักเพียง 2,800 กรัม ก็มีเช่นกัน
มีการเสนอให้ใช้ BMI มาเป็นมาตรฐานในการดูความเหมาะสมของน้ำหนักที่เพิ่มของคุณแม่นั้น
อาจจะมีปัญหาในบ้านเราได้ เนื่องจากคุณแม่บางคนอาจจะไม่ค่อยได้ชั่งน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์
ซึ่งถ้ายิ่งทราบน้ำหนักระยะใกล้จุดเริ่มต้นของการตั้งครรภ์เท่าไร ก็จะยิ่งดีมากขึ้นเท่านั้น
บางทีคุณแม่อาจจะมาฝากครรภ์ช้าทำให้ไม่ทราบแน่ว่าน้ำหนักที่ขึ้นมาตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ว่าเป็นเท่าไร
ผมคิดว่าคุณแม่แต่ละคนมีความแตกต่างกัน (individual) ดังนั้นการที่จะใช้เกณฑ์อะไรมาวัด
คงจะต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจจะทำให้คุณแม่น้ำหนักตัวขึ้นไม่ดี
เช่น ไม่สบายมาก่อน เช่น เป็นหวัด เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ คลื่นไส้ อาเจียน
รับประทานอาหารก่อนชั่งน้ำหนักหรือไม่ บางครั้งเมื่อคุณแม่มาฝากครรภ์ครั้งก่อนกินข้าวเข้ามา
แต่คราวนี้คุณแม่ตื่นสายเลยไม่ได้กินข้าวเข้ามาทำให้น้ำหนักขึ้นน้อย
การใช้เครื่องชั่งที่ไม่ใช่เครื่องเดียวกันทุกครั้งก็มีส่วนสำคัญในการที่ทำให้น้ำหนักตัวขึ้นไม่ดี
อีกสิ่งหนึ่งที่คุณแม่อาจจะไม่คาดคิดก็คือ เจ้าหน้าที่อ่านเลขน้ำหนักผิดซึ่งก็พบได้บ้างเหมือนกัน
แต่นานๆ ครั้ง
ส่วนในระยะหลังคลอด น้ำหนักตัวของคุณแม่ที่เพิ่มในขณะตั้งครรภ์ยิ่งมากเท่าไร
ก็จะมีน้ำหนักลดลงในระยะหลังคลอดมากขึ้นเท่านั้น ในคุณแม่ที่น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นในขณะตั้งครรภ์
นับจากก่อนตั้งครรภ์ประมาณ 12.5 กก. เมื่อกลับบ้านก็จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นจากก่อนตั้งครรภ์ประมาณ 4.4 กก.
ในความเห็นของผมคิดว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่นำมาพิจารณา
แต่สิ่งที่สำคัญก็คือการประเมินน้ำหนักทารกในท้องของคุณแม่ที่เพิ่มขึ้นมากกว่าน้ำหนักของคุณแม่ที่เพิ่มขึ้น
ตามผู้รู้ท่านต่างๆ ที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น การตั้งเป้าหมายของน้ำหนักคุณแม่ที่เพิ่มขึ้นอย่างหลวมๆ
ย่อมจะดีกว่าการตั้งเป้าอย่างฟิตเปรียะ ดังนั้นน้ำหนักตัวที่เหมาะสมสำหรับคุณแม่รูปร่างปกติ (BMI 19.8-26)
ควรมีน้ำหนักเพิ่มประมาณ 15-35 ปอนด์ ซึ่งจะเห็นว่ามีช่วงค่อนข้างกว้างมากครับ
น้ำหนักตัวที่เพิ่มไม่ควรเกิน 2 ปอนด์/สัปดาห์ หรือ 6 ปอนด์/เดือน
ดังนั้นในขณะตั้งครรภ์ คุณแม่จึงไม่ควรกังวลเรื่องน้ำหนักตัวมากจนเกินเหตุ
ถ้าน้ำหนักขึ้นก็พอแล้ว สบายใจได้ แต่ต้องไม่ขึ้นเกินเกณฑ์ที่ผมบอกไว้
ขอให้กินอาหารตามปกติ ไม่ต้องมากหรือน้อยเกินไป ไปฝากครรภ์ตามที่คุณหมอนัด
เพื่อที่จะได้ช่วยประเมินขนาดของทารกว่าเจริญเติบโตดีไหม แต่ถ้ามีความผิดปกติอย่างอื่นร่วมด้วย
เช่น บวม หรือลูกดิ้นน้อย ควรรีบไปปรึกษาแพทย์ก่อนกำหนดที่ได้นัดหมายไว้ครับ
(update 13 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 115 พฤษภาคม 2548]
|