ช่วงนี้มองไปทางไหนในรักลูกก็จะเห็นแต่คนท้อง ! เรียกว่าเป็นปีทองของแม่ท้องชาวรักลูกเลยก็ว่าได้ค่ะ
คำนวณด้วยสายตาคร่าวๆ น่าจะเกินจำนวนนิ้วของสองมือดิฉัน เดาเอาเองว่าส่วนหนึ่งคงเพราะอุ่นใจ
เนื่องจากบ้านใหม่ของรักลูกมีพื้นที่จัดเตรียมไว้สำหรับพนักงานที่นำลูกมาเลี้ยงที่ออฟฟิศ
กว่าลูกๆ ของพวกเธอจะคลอดออกมาห้องหับในบ้านหลังใหม่ของเราก็น่าจะเสร็จเรียบร้อย
พร้อมกับการกระเตงลูกมาเลี้ยงดูในยามที่เธอทำงานได้แล้วล่ะ
แม่ท้องเหล่านี้หลายคนตั้งใจและวางแผนมานานสำหรับการมีลูก ทั้งเรื่องความพร้อมด้านร่างกาย
ความพร้อมของตัวเองในการดูแลลูก และความพร้อมด้านการเงิน ประเด็นหลังนี่สำคัญไม่น้อย
ก็แน่นอนล่ะมีลูกคนหนึ่งสมัยนี้ไม่ง่ายเลย มีเรื่องให้ต้องคิดต้องวางแผนกันหลายอย่างโดยเฉพาะค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นมา
วางแผนแต่เนิ่นๆ
การงางแผนและเตรียมความพร้อมว่าจะเรื่องไหนจำเป็นทั้งนั้นค่ะ
กับการท้องก็เหมือนกันต้องเตรียมกันมาตั้งแต่แต่งงานเลยว่าคู่ของเราพร้อมกับการมีใครอีกคนที่ต้องดูแลเมื่อไหร่
ที่เขาเรียกว่าวางแผนครอบครัวนั่นล่ะ ระหว่างนั้นต้องเตรียมสุขภาพร่างกายตัวเองและคู่ให้พร้อมด้วย
เพื่อให้ลูกที่จะเกิดมาสมบูรณ์แข็งแรงมากที่สุด เช่น หยุดยาคุมกำเนิด กินอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกาย
หลีกเลี่ยงสิ่งแวดล้อมที่เป็นมลพิษทั้งหลาย ไปพร้อมๆ กับเริ่มคิดวางแผนเรื่องการเงิน
เมื่อคุณสงสัยหรือแผ่นทดสอบการตั้งครรภ์ของคุณมันฟ้องว่ากำลังจะเป็นแม่คนกับเขาแล้ว
สิ่งแรกที่ต้องทำคือรีบไปหาหมอสูติฯ เพื่อตรวจเช็กให้แน่ใจ 100% ว่าท้องหรือไม่
หลังจากนั้นก็กลับมาวางแผนร่วมกับคุณสามีถึงแผนการเงินการใช้จ่ายที่จะต้องเปลี่ยนไปหลังจากนี้
ถ้าครอบครัวไหนหยอดกระปุกเตรียมพร้อมกันมาตั้งแต่ก่อนท้องก็สบายค่ะ
แต่ถ้าใครยังไม่มีเงินก้นถุงสำหรับเรื่องนี้เลยก็ต้องเริ่มได้แล้ว
- ทบทวนรายรับ รายจ่ายในครอบครัว
รายรับต่อเดือนของสองคนรวมกันเป็นเท่าไหร่ เดือนหนึ่งเรามีเงินเก็บเท่าไหร่ ช่วงเดือนที่คลอดรายรับจะหาย
หรือลดลงไปมั้ย นานเท่าไหร่ มีค่าใช้จ่ายทั้งส่วนกลางและส่วนตัวของทั้งสองคนรวมกันเท่าไหร่
ค่าใช้จ่ายส่วนไหนที่ไม่จำเป็นหรือไม่ ถ้ามีก็คงต้องตัดใจตัดมันออกไปบ้าง หรือหาวิธีลดทอน
- อย่างคุณแม่คนหนึ่งเมื่อก่อนตอนเธอยังไม่ท้องเธอเป็นคุณนายแบรนด์เนม ข้าวของเครื่องใช้ทุกอย่างต้องมียี่ห้อ
แต่เมื่อสวมหัวใจคนกำลังจะเป็นแม่ เธอก็เปลี่ยนไปเป็นคนละคน ยอมซื้อเสื้อผ้าทั่วๆ ไปที่ราคาสมน้ำสมเนื้อกับคุณภาพมาใช้
และนั่นทำให้เธอพบว่าเธอสามารถดูดีดูสวยได้แม้จะไม่ใช้เสื้อผ้าแบรนด์เนม
- คุณผู้ชายอีกบ้านเป็นนักดูหนังตัวยงก็อดใจรอให้หนังย้ายมาลงแผ่นซะก่อนค่อยซื้อมาดูที่บ้าน
เขาว่าวิธีนี้ช่วยเขาประหยัดไปได้เดือนหนึ่งไม่น้อยเชียวล่ะ คิดถึงรายจ่ายที่จะมีในอนาคตเมื่อลูกเกิดมาแล้ว
เช่น ค่าใช้จ่ายของลูกทั้งของใช้บางส่วน ค่าใช้จ่ายในการดูแล จำเป็นต้องจ้างที่เลี้ยงหรือไม่เดือนหนึ่งจะประมาณเท่าไหร่
ต้องวางแผนในส่วนนี้ด้วย
- สืบราคาโรงพยาบาล
หลังการไปตรวจยืนยันการท้องแล้ว สิ่งที่คุณต้องทำต่อมาก็คือตัดสินใจเลือกโรงพยาบาล
สำหรับการฝากท้องและการคลอด ซึ่งคุณคงต้องคิดก่อนว่า พร้อมสำหรับโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน
เพราะโรงพยาบาล 2 ประเภทนี้ต่างกันมากในเรื่องค่าใช้จ่าย
- ปกติค่าใช้จ่ายในการคลอดของโรงพยาบาลรัฐจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 บาท
(เป็นราคาประมาณที่ยังไม่ได้รวมค่าห้องและแตกต่างแล้วแต่โรงพยาบาล) ส่วนในโรงพยาบาลเอกชน
ซึ่งมีอยู่หลายระดับตั้งแต่ราคากลางๆ ไปจนสูงลิบลิ่ว ส่วนใหญ่แล้วจะคิดเป็นอัตราเหมาจ่ายแยกประเภทตามวิธีการคลอด
เช่น คลอดธรรมชาติ ผ่าตัดคลอด อะไรที่เป็นธรรมชาติดีเสมอค่ะ ยังไม่ต้องสาธยายประโยชน์ในด้านอื่น
เอาแค่เรื่องค่าใช้จ่ายในการคลอด ถ้าเป็นคลอดธรรมชาติ ราคาก็ถูกกว่าการผ่าตัดคลอด
เพราะไม่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมืออะไรมากมาย
- ราคาค่าคลอดก็จะแตกต่างกันไปตามเกรดและนโยบายของโรงพยาบาล
ถ้าเป็นคลอดธรรมชาติราคาก็เริ่มต้นตั้งแต่ 20,000 เศษไล่ขึ้นไปจนเกือบ 30,000 บาทนู่นแหละ
แต่ถ้าเป็นผ่าตัดคลอดราคาก็จะเพิ่มสูงขึ้นไปอีกอยู่ที่ประมาณเกือบ 40,000 เรื่อยไปจนถึง 45,000
ทั้งหมดนี้เป็นราคาประมาณที่ช่วยคุณประเมินค่าใช้จ่ายในการคลอดเบื้องต้นเท่านั้น
(กรณีที่การคลอดของคุณไม่มีอาการแทรกซ้อนอะไร) ซึ่งคุณต้องศึกษารายละเอียด
และเงื่อนไขอีกทีว่าอัตราเหมาะจ่ายนั้นครอบคลุมค่าใช้จ่ายใดบ้าง ไม่รวมค่าใช้จ่ายส่วนใดบ้าง
เพราะแต่ละโรงพยาบาลก็จะกำหนดแตกต่างกันไป
- เพื่อความสะดวกคุณอาจจะเริ่มต้นจากการลิสต์รายชื่อโรงพยาบาลที่สนใจแล้ว
เข้าไปเช็กรายละเอียดในเว็บไซต์ของโรงพยาบาลนั้นๆ เปรียบเทียบกัน
หรือพึ่งบริการหน้าเหลืองโทร.ไปขอข้อมูลจากโรงพยาบาลเลยก็ได้ค่ะ
ก็พอจะช่วยให้คุณทราบว่าเงินออมที่คุณต้องเตรียมไว้สำหรับการคลอดควรอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่
แต่ไม่ว่าคุณจะตัดสินใจเลือกโรงพยาบาลประเภทไหน ก็อยากแนะนำว่า
- ควรเป็นโรงพยาบาล คุณหมอที่คุณรู้สึกวางใจ สามารถตอบคำถามที่คุณสงสัย
และให้คำแนะนำต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
- ขอให้ใกล้บ้านหรือใกล้ที่ทำงาน เดินทางสะดวก เพราะประหยัดทั้งเวลาการเดินทาง
และค่าใช้จ่ายในการเดินทางค่ะ อย่าลืมว่าคุณต้องเจอหน้าคุณหมอเพื่อฝากครรภ์อย่างน้อยๆ
ก็เดือนละครั้งตลอด 9 เดือนนี้
- ปกติคุณหมอจะนัดตรวจเดือนละครั้งตั้งแต่แรกจน 28 สัปดาห์
หลังจากนั้นจะเพิ่มเป็นเดือนละ 2 ครั้งจน 36 สัปดาห์ เดือนสุดท้ายจะนัดตรวจถี่ขึ้นเป็นสัปดาห์ละครั้งรวมๆ
แล้วตลอด 9 เดือนนี้ ถ้าคุณไปหาคุณหมอตามนัดสม่ำเสมอ และท้องคุณปกติไม่มีอาการแทรกซ้อนใดๆ
คุณจะต้องไปพบคุณหมอประมาณ 13-14 ครั้ง คุณจึงไม่ควรลืมค่าใช้จ่ายรายเดือนที่จะเพิ่มในส่วนนี้ด้วย
- ถ้าคุณมีปัญหาสุขภาพอยู่ก่อนและกำลังรักษาอยู่ เช่น เบาหวาน ความดันสูง
ก็น่าจะเลือกบริการฝากท้องกับโรงพยาบาลที่รักษาอยู่เดิม เพราะที่นี่จะมีประวัติการรักษา
และประวัติการใช้ยาของคุณอยู่ แต่ถ้าไม่ชอบที่จะฝากท้องที่นี่ก็อย่าลืมขอประวัติการรักษา
ไปพร้อมกับการไปฝากท้องด้วย
ศึกษารายละเอียดสิทธิประโยชน์ต่างๆ
ทั้งของรัฐและของบริษัท อย่าเห็นว่าเป็นแค่เงินเล็กน้อยแล้วปล่อยสิทธิ์นั้นไว้เฉยๆ
เพราะอย่างน้อยเงินนี้ก็ช่วยลดค่าใช้จ่ายในการคลอดไปได้บางส่วน
คุณอาจเริ่มต้นสอบถามจากฝ่ายบุคคลของบริษัทว่าสิทธิประโยชน์ที่บริษัทมีให้กับแม่ท้องมีอะไรบ้าง
ทั้งในเรื่องเงินช่วยเหลือ สิทธิ์ในการลาคลอดทั้งของภรรยาหรือสามี (ของสามีนี่บ้านเรายังไม่มีระเบียบ
ที่ประกาศออกมาชัดเจนเหมือนในต่างประเทศที่ให้สิทธิสามีในการลาเพื่อดูแลบุตรได้
แต่ถึงจะยังไม่มีถามไว้ก็ไม่เสียหลาย เพราะนโยบายของบริษัทบางแห่งก็เอื้อในเรื่องนี้ให้กับพ่อแม่อยู่เหมือนกัน)
รวมทั้งรายละเอียดสิทธิประโยชน์ของประกันสังคม
- ประกันสังคม
ถ้าเป็น working mom
ที่อยู่ในสถานประกอบการที่มีลูกจ้างมากกว่า 1 คนยังไง้...ยังไงก็ต้องมีบัตรประกันสังคมตามกฎหมาย
ซึ่งบัตรนี้ให้สิทธิ์แม่ท้องโดยการให้ค่าคลอดเหมาะจ่ายครั้งละ 6,000 บาท เบิกได้ 2 ท้อง
พร้อมด้วยเงินทดแทนการหยุดงานช่วงที่คุณแม่ลาคลอดในอัตราครึ่งหนึ่งของเงินเดือนเป็นเวลา 90 วัน
- ถ้าฝ่ายคุณแม่ไม่ได้เป็นผู้ประกันตน แต่คุณพ่อเป็นผู้ประกันตนก็ยังมีสิทธิ์ได้รับการดูแลจากประกันสังคมอยู่
อย่างน้อยก็เบิกค่าคลอดเหมาจ่ายได้ 6,000 บาทได้ไม่เกิน 2 ท้องล่ะ ซึ่งคุณจะเลือกรับบริการจากโรงพยาบาลใดก็ได้
ตามสะดวกถ้าต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมกดถามได้ที่สายด่วนประกันสังคม 1506
- บัตรทอง 30 บาท
สำหรับคุณๆ ที่ไม่ได้ถือบัตรประกันสังคม ไม่ใช่ข้าราชการ
ไม่ใช่พนักงานรัฐวิสาหกิจ ไม่ได้รับการคุ้มครองจากหลักประกันสุขภาพใดของรัฐเลย
ก็มีสิทธิ์ได้รับการคุ้มครองจากโครงการบัตรทอง 30 บาท โดยคุณไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฝากครรภ์
ส่วนค่าคลอด อาหารและค่าห้องสามัญคุณจ่ายเพียง 30 บาท ใช้สิทธิ์รวมกันได้ไม่เกิน 2 ครั้ง
แต่มีข้อจำกัดคือใช้สิทธิ์ได้เฉพาะโรงพยาบาลที่คุณมีชื่ออยู่เท่านั้น
- ถ้าที่ผ่านมายังไม่มีบัตรนี้ก็สามารถติดต่อขอรับบัตรได้ ต่างจังหวัดก็ที่สถานีอนามัย
หรือโรงพยาบาลของรัฐใกล้บ้าน กรุงเทพฯ ก็ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานครที่อยู่ใกล้บ้าน
หรือสถานที่ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนด สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร.1330
- เพิ่มส่วนการออมอีกหนึ่งก้อน
เอาไว้สำหรับการคลอด
ซื้อของใช้ที่จำเป็นและการดูแลลูก ซึ่งถ้าได้ทำ 2-3 ขั้นตอนที่แนะนำไปเบื้องต้นก็จะทำให้คุณพอทราบตัวเลขประมาณการของการออมครั้งนี้
และเป้าหมายในการออมเงินก้อนนี้ก็จะชัดขึ้น ทำให้คุณจัดการวิธีการออมในแต่ละเดือนได้ง่ายขึ้น
- เคลียร์หนี้คงค้าง
ระหว่างตั้งครรภ์นี้ถ้ายังมีหนี้สินเก่าๆ
ค้างบัตรเครดิตอยู่จัดการเคลียร์หนี้เดิมๆ
ให้หมดหรือหดลงไปบ้าง เพื่อเหลือวงเงินในบัตรไว้ใช้ยามฉุกเฉินหรือเหตุจำเป็นในช่วงคลอด
- ตั้งสติในการมีลูก
อย่ามัวดีใจกับการมีลูกจนเพลิดเพลิน
กับการช้อปข้าวของเครื่องใช้ลูกจนหน้ามืด คุณควรเริ่มต้นจากการคิดว่าลูกแรกเกิดจำเป็นต้องใช้อะไรบ้าง
จดรายการติดกระเป๋าเก็บไว้ แล้วค่อยๆ ทยอยซื้อไปไม่ต้องโหมซื้อทั้งหมดในครั้งเดียว เลือกที่คุณภาพดี
ราคาพอสมควร ไม่จำเป็นต้องมียี่ห้ออะไร ของใช้อันไหนที่ยังไม่ถึงวัยต้องใช้ก็อย่าเพิ่งซื้อ
- ถ้าเป็นเสื้อผ้าก็อย่าหอบซื้อมาเยอะๆ เพราะเด็กโตเร็ว ไม่ทันไรก็ต้องเปลี่ยนแล้ว
การประหยัดอีกทางหนึ่งซึ่งพ่อแม่ชาวรักลูกใช้กันก็คือเข้ามาซื้อหาของใช้เด็กมือสองจากคอลัมน์
เปิดท้ายขายของในนิตยสารรักลูก หรือไม่ก็กระดานข่าวเปิดท้ายขายของ www.raklukefamilygroup.com
หาความรู้ในเรื่องต่างๆ เหล่านี้
- เรื่องการตั้งครรภ์
คุณควรจะได้รู้ว่าร่างกายคุณจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง เพื่อคุณจะได้รู้วิธีรับมืออาการต่างๆ เหล่านั้น
และวิธีดูแลตัวเองและลูกให้แข็งแรง ขณะเดียวกันท้องและหน้าอกที่ขยายใหญ่ขึ้นทำให้คุณต้องเก็บเสื้อผ้า
ที่ใช้อยู่บางส่วนเข้ากรุไปก่อนแล้วเปลี่ยนมาใช้เสื้อผ้าสำหรับคนท้อง
- สมัยนี้แฟชั่นเสื้อผ้าค่อนข้างหลากหลาย คุณไม่จำเป็นต้องพุ่งตรงไปที่ชุดคลุมท้องที่พอคลอดแล้ว
ก็หาโอกาสใส่อีกได้ยาก แต่ถ้ารู้จักหยิบจับเสื้อผ้ามา Mix&Match ก็จะช่วยให้เสื้อผ้าเหล่านี้ใช้งานได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น
- การคลอด
คุณควรได้รู้ถึงการคลอดในแบบต่างๆ
อาการในช่วงใกล้คลอด ลักษณะการเจ็บท้องคลอด วิธีการดูแลตัวเองในช่วงนั้น
และรู้ว่าคุณจะพบกับเหตุการณ์อะไรบ้างเมื่อเข้าห้องคลอด จะทำให้คุณเผชิญกับการคลอดได้อย่างมั่นใจ
และส่งผลดีถึงการคลอดของคุณเองด้วย
- การดูแลลูกในช่วงแรกเกิด
ซึ่งนอกจากคุณจะสะสมข้อมูลมาตลอดช่วงท้องแล้ว ก่อนที่คุณจะพาลูกน้อยออกจากโรงพยาบาล
คุณพยาบาลก็จะมีการสอนทักษะการดูแลเบื้องต้น เช่น ให้นม อาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้าให้ลูกด้วย
- คุณแม่บางคนยอมจ่ายเงินค่าห้องที่โรงพยาบาลเพิ่มขึ้น เพื่อซื้อเวลาที่จะเรียนรู้วิธีต่างๆ
เหล่านั้นจนตัวเองมั่นใจก็มี แต่ถ้าจะให้ดีช่วงคลอดใหม่ๆ อย่างนี้ถ้ามีคุณย่าคุณยายมาอยู่ช่วยดูแลด้วยก็จะดีไม่น้อยค่ะ
เพราะนอกจากเป็นผู้ช่วยแล้วยังเป็นครูที่เราสามารถเรียนรู้จากท่านได้ตลอด
- สมัยนี้ความรู้ดังกล่าวหาได้ไม่ยาก มีทั้งหนังสือ นิตยสาร หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ งานกิจกรรมต่างๆ
หรือสอบถามจากคุณหมอสูติฯ ประจำตัวที่เราไปฝากท้องด้วยทุกครั้ง เพียงแต่ต้องทำตัวเป็นคนใฝ่รู้หน่อยเท่านั้นเอง
เอาน่า...ครั้งแรกยังไม่เคยก็ต้องเตรียมกันมากหน่อย แต่ท้องสองเมื่อไหร่ทุกอย่างก็ฉลุยแล้วล่ะ
(update 6 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 265 กุมภาพันธ์ 2548 ]
|