วันที่สูญเสีย


จำได้ว่า ...ผมพาภรรยาไปฝากท้องในทันทีที่รู้ว่าเธอตั้งท้อง ผมยอมรับว่าผมเห่อลูกคนนี้มาก เพราะรอคอยเขามานาน ผมจึงไม่รอช้าที่จะตั้งคำถามกับคุณหมอว่า ภรรยาผมจะคลอดเมื่อไหร่ ทำเอาพยาบาลที่ยืนอยู่ข้างๆ อมยิ้มในคำถามของผม คุณหมอบอกว่าท้องยังอ่อนอยู่จึงยังไม่สามารถกำหนดวันคลอดได้แน่ชัด แต่ก็บอกได้คร่าวๆ โดยการคำนวณจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งสุดท้าย ซึ่งก็จะได้วันครบกำหนดคลอดของลูกผมคือ วันที่ 27 กรกฎาคม 2547 ตลอดเวลาที่ภรรยาผมอุ้มท้อง ผมพยายามดูแลให้ภรรยาปฏิบัติตามที่คุณหมอแนะนำทุกอย่าง และเพราะผมรอคอยลูกคนนี้มานาน เมื่อรู้ว่ากำลังจะมีลูกจึงเฝ้าดูแลเธออย่างดี ผมให้เธอลาออกจากงานมาอยู่บ้านเฉยๆ ทุกเย็นหลังเลิกงาน หากไม่มีงานค้างอะไร ผมจะตรงกลับบ้านในทันที

การตั้งครรภ์ผ่านไปด้วยดีไม่เคยมีปัญหาอะไร จนกระทั่งวันหนึ่ง ผมได้รับโทรศัพท์จากทางบ้านบอกว่าให้รีบไปโรงพยาบาลโดยด่วน เพราะภรรยาของผมปวดท้องอย่างหนัก หน้าซีด เหงื่อออกเต็มตัว (ขณะนั้นภรรยาของผมมีอายุครรภ์ได้ 5 เดือนแล้ว) เมื่อผมตามไปที่โรงพยาบาล เห็นภรรยานอนให้น้ำเกลืออยู่บนเตียง ผมถามคุณหมอว่าภรรยาของผมเป็นอะไร คุณหมอไม่ได้ตอบสาเหตุที่แน่ชัด ได้แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเกิดจากการที่มดลูกบีบตัวแรงเกินไป แล้วหันไปบอกภรรยาของผมว่า ถ้ายังทานอะไรไม่ได้ให้ทานขนมปังกรอบไปก่อน แล้วเดินออกไป

หลังจากเข้าโรงพยาบาลนอนให้น้ำเกลือ 1 วัน ในครั้งนั้นแล้วก็ไม่เกิดปัญหาอะไรขึ้นอีก จนกระทั่งเช้ามืดของวันที่ 22 กรกฎาคม ภรรยาของผมรู้สึกเจ็บท้อง ผมจึงพาเธอไปโรงพยาบาล คุณหมอมาตรวจให้แล้วบอกว่าน้ำยังไม่เดิน ยังไม่ถึงเวลาคลอด นี่แค่เจ็บเตือนเฉยๆ แล้วบอกให้กลับไปรอที่บ้าน เพราะอาจต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมง หรือบางทีก็เป็นวัน แต่ผมเป็นห่วง เห็นหน้าตาเธอไม่สู้ดีนัก จึงขอหมอให้เธอได้นอนพักที่นี่จนแน่ใจว่าไม่คลอดแน่แล้ว จึงขอกลับ แต่เมื่อเวลาผ่านไป อาการเจ็บท้องของเธอก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประมาณ 3 ทุ่มครึ่ง ผมแจ้งพยาบาลว่า ภรรยาผมปวดท้องมาก ซึ่งเธอก็เข้ามาดูให้ แล้วก็บอกว่าน้ำยังไม่เดิน ปากมดลูกก็ยังไม่เปิด คงอีกนาน ผมถามเธอว่ามีวิธีจะช่วยบรรเทาอาการปวดของภรรยาผมไหม เธอก็แนะนำวิธีนวดให้

จากนั้นก็ออกไปจากห้องอีก แต่ก็ยังไม่ช่วยบรรเทาอาการปวดของภรรยาผมเท่าไหร่นัก ในที่สุด ผมทนไม่ไหว เลยเดินออกไปแจ้งพยาบาลว่าขอให้ตามหมอมาทำคลอดให้เธอที จะทำอะไรก็ได้ แต่ไม่ใช่ปล่อยให้เธอนอนเจ็บอยู่อย่างนั้น ได้ผลครับ คุณหมอมาแต่เป็นคุณหมอคนละคนกับเมื่อตอนเช้า ซึ่งผมได้รับการชี้แจงว่า คุณหมอคนก่อนกลับบ้านไปแล้ว ตอนนี้เป็นคุณหมอคนนี้ออกเวร

หลังจากที่คุณหมอคนใหม่เข้ามาตรวจให้กับภรรยาของผม คุณหมอแจ้งว่าการคลอดไม่ก้าวหน้า ต้องให้ยากระตุ้น หลังการให้ยาครั้งแรกประมาณ 1 ชั่วโมง พยาบาลเข้ามาตรวจดูปากมดลูก ปรากฏว่าเปิดออกไม่ถึง 1 ซม. ในตอนนั้นภรรยาผมเริ่มมีอาการอ่อนเพลียมากแล้ว คุณหมอให้ยากระตุอีกครั้ง แต่ในคราวนี้คล้อยหลังคุณหมอเพียงไม่ถึง 10 นาที เธอเริ่มมีอาการกระตุก บ่นหายใจไม่ออก หน้าซีด มีเหงื่อออกมาก มีน้ำเมือกสีออกเขียวข้นไหลทะลักออกมาบริเวณช่วงล่างของเธอ ผมรีบแจ้งพยาบาล ไม่นาน คุณหมอและพยายามหลายคนกรูกันเข้ามาแล้วรีบนำภรรยาของผมเข้าห้องคลอดในทันที

ผมนั่งรออยู่ด้านนอกด้วยใจกระสับกระส่ายนานประมาณเกือบ 3 ชม. คุณหมอออกมาแจ้งว่าภรรยาของผมเสียชีวิตในขณะทำคลอด คุณหมอสันนิษฐานว่าน้ำคร่ำอุดตันเส้นเลือด ทำให้เธอหายใจไม่ออก ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วมาก หมอจำเป็นต้องรีบทำการผ่าตัดคลอดให้เธอโดยด่วน เพื่อเลือกที่จะช่วยชีวิตเด็กไว้ ทำให้เธอเสียเลือดมากเกินไป ส่วนลูกของผมรีบนำส่งห้องฉุกเฉิน และต้องดูแลอยู่ในตู้อบนานร่วมเกือบอาทิตย์ จึงสามารถพาเขากลับมาดูแลต่อที่บ้านได้

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันที่ 22 กรกฎาคม ยังคงติดตาผมอยู่ และไม่รู้ว่าจะมีวันลืมได้หรือไม่ ผมได้ลูกมาชื่นชมสมใจ แต่ก็ต้องแลกด้วยชีวิตของภรรยาคู่ชีวิต ส่วนลูกของผมต้องเสียแม่ไปตั้งแต่เขายังไม่ลืมตามองดูโลก ผมได้แต่คิดว่านี่อาจเป็นโชคชะตา หรือเวรกรรมที่ผมเคยทำเอาไว้เมื่อชาติก่อน ได้แต่คิดว่า การนำเอาเรื่องนี้มาถ่ายทอดให้คนอื่นได้รับรู้ อาจเป็นบุญกุศลที่จะช่วยให้ผมมีกำลังใจดูแลลูก ให้เขาเติบโตขึ้นมาเป็นเด็กที่มีสุขภาพแข็งแรงได้

ไขปริศนาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
โดย นพ.ม.ร.ว.ทองทิศ ทองใหญ่


Amniotic fluid embolism (AFE) เชื่อว่า เกิดจากน้ำคร่ำหรือสิ่งที่ลอยอยู่ในน้ำคร่ำ เช่น เซลล์หรือขนของทารก เข้าไปในกระแสเลือดของแม่ผ่านทางรก และไปเหนี่ยวนำให้ระบบภูมิคุ้มกันของแม่ทำงานต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา ซึ่งเป็นผลให้ระบบไหลเวียนเลือด การทำงานของหัวใจ และการทำงานของปอดล้มเหลว เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นในระหว่างการคลอดระยะก้าวหน้า (ระยะที่ปากมดลูกมีการขยายตัวออกเต็มที่) ในระหว่างที่มีการคลอดทารกออกมา ในระหว่างการผ่าตัดคลอด และแม้แต่ภายหลังการคลอดทารกทางช่องคลอด ซึ่งเคยมีรายงานว่า สามารถเกิดขึ้นได้หลังจากคลอดทารกไปแล้ว 48 ชั่วโมง ถึงแม้ว่าอุบัติการณ์ของการเกิด AFE นั้นจะน้อยมากคือประมาณ 1 ใน 80,000 แต่เป็นภาวะที่เป็นอันตรายต่อชีวิตของแม่และทารกเป็นอย่างมาก จากการศึกษาพบว่า 75% ของแม่ที่รอดชีวิต มักจะมีความผิดปกติของระบบประสาท และในส่วนของทารก หากทารกยังมีชีวิตอยู่ ในระหว่างที่เกิด AFE ประมาณ 70% ทารกจะรอดชีวิตเมื่อคลอด แต่ 50% ของทารกที่รอดชีวิต มักจะได้รับผลกระทบทำให้เกิดความผิดปกติของระบบประสาท อย่างไรก็ตาม AFE เป็นภาวะที่ป้องกันไม่ได้ ทำนายล่วงหน้าได้ยากมากเนื่องจากเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว

ปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิด AFE
  • มารดามีอายุมากเมื่อตั้งครรภ์
  • ผ่านการตั้งครรภ์และการคลอดมาหลายครั้ง
  • มีขี้เทาของทารกปนอยู่ในน้ำคร่ำ
  • มีบาดแผลหรือรอยถลอกบริเวณปากมดลูก
  • ทารกเสียชีวิตในครรภ์
  • มดลูกมีการบีบรัดตัวอย่างรุนแรงและมีการบีบรัดตัวถี่มาก
  • ปากมดลูกเปิดออกอย่างรวดเร็วและคลอดทารกออกมาอย่างรวดเร็ว
  • มีปริมาณน้ำคร่ำมาก
  • มดลูกแตก
  • มารดามีประวัติการแพ้ (ในอเมริกาพบว่าผู้ที่มีภาวะ AFE เคยมีประวัติการแพ้สูงถึง 41%)
  • เนื้อเยื่อของทารกในครรภ์อักเสบเนื่องจากมีการติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ทารกมีขนาดใหญ่
  • พบในการตั้งครรภ์ทารกเพศชายมากกว่าการตั้งครรภ์ทารกเพศหญิง
  • ผลจากฮอร์โมน Oxytocin (ยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด)

อาการแสดง

ระยะแรก เมื่อน้ำคร่ำและเซลล์ของทารกผ่านเข้าไปในระบบไหลเวียนเลือดแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมี ทำให้หลอดเลือดแดงปอดมีการหดตัวทำให้ความดันในปอดสูงขึ้น ผู้ป่วยจะมีอาการหายใจหอบเหนื่อย และความดันลดลงอย่างทันทีทันใด หลังจากนั้นอาการจะมีการพัฒนาไปอย่างรวดเร็วมาก ความดันในหัวใจห้องล่างขวาสูงขึ้น เซลล์เริ่มขาดออกซิเจน หัวใจล้มเหลว การหายใจล้มเหลว และไม่นานหลังจากนี้ผู้ป่วยจะเข้าสู่ภาวะโคม่า

ระยะที่สอง แม้ว่าผู้ป่วยจำนวนมากไม่สามารถรอดชีวิตจากระยะแรก แต่ประมาณ 40% ของผู้รอดชีวิตจากระยะแรกจะมีการพัฒนาไปสู่ระยะที่สองซึ่งเป็นระยะเลือดออก ผู้ป่วยอาจมีอาการหนาวสั่น ไอ คลื่นไส้ รับรสขมในปาก มีเลือดออกและมีลิ่มเลือดเกิดขึ้นในกระแสเลือด เนื่องจากระบบเลือดได้สูญเสียความสามารถในการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ภาวะเซลล์ขาดออกซิเจน จะส่งผลให้ทารกในครรภ์ขาดออกซิเจนด้วย อัตราการเต้นของหัวใจของทารกจะลดลงน้อยกว่า 110 ครั้งต่อนาที จึงต้องรีบทำการคลอดโดยด่วน ภายหลังการคลอดมักพบว่ามดลูกจะมีการหดตัวไม่ดีทำให้เสียเลือดมากและเสียชีวิตในที่สุด


(update 30 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา... นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 พฤศจิกายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600