ยุคคืนสู่ธรรมชาติและวิถีไทย มาพร้อมกับกระแสรักษ์สุขภาพ โชคดีของคนไทยที่เกิดกระแสที่ว่า
และทำท่าว่าจะคงความนิยม ไม่ตกยุคเหมือนแฟชั่น...
การอยู่ไฟ เป็นวิถีไทยของคนโบราณ กลับมาฮิตอีกครั้ง พร้อม "การนวด" และผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย
เมื่อประกอบกับคำอธิบายของการแพทย์สมัยใหม่ การอยู่ไฟก็กลับมาเกิดใหม่ เหมือนการให้กำเนิดชีวิตน้อย ๆ
ตอนนี้ตามศูนย์สุขภาพแผนไทย และสถาบันที่ให้ความรู้ด้านแพทย์แผนไทย มีบริการ "อยู่ไฟ" หากทั้งนี้
คุณแม่หลังคลอดอยากไปอยู่ไฟ ควรศึกษาข้อมูล วิธีการทำและผู้ให้บริการให้ดีเสียก่อน
น.พ.เอกชัย ปัญญาวัฒนานุกูล ได้ให้ความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับการอยู่ไฟ ไว้ว่า
ระยะหลังคลอด เป็นช่วงเวลาที่ร่างกายคุณแม่หลังคลอดบุตร จะเปลี่ยนแปลงคืนสู่สภาพก่อนตั้งครรภ์
ทั้งด้านกายวิภาคและสรีระ ซึ่งกินระยะเวลาราว 4-8 สัปดาห์
ในอดีต การคลอดบุตรมักทำโดยหมอตำแย และมักมีพิธีกรรมหลายอย่าง มีการจัดท่าคลอดให้คลอดง่าย
เมื่อหัวเด็กลงมาตุงที่ปากช่องคลอด อาจใช้เม็ดเกลือขนาดเขื่องช่วยกรีดฝีเย็บให้กว้างขึ้น
แผลฝีเย็บจะล้างด้วยเหล้าและทาด้วยไพลที่ตำผสมเกลือ ป้องกันการติดเชื้อและรักษาแผลให้หายเร็ว
หลังคลอดบุตร สามีและญาติพี่น้องจะช่วยกันเตรียมเตาสำหรับ "อยู่ไฟ" โดยนำต้นกล้วยที่ผ่าครึ่ง
วางบนแคร่แล้วเอาดินโรยก่อนจะจุดไฟ เรียกว่า "ทอดเตาไฟ" ป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามไปเผาเรือน
แล้วให้หญิงคลอดบุตรนอนด้านข้างเตา คนไทยบางกลุ่มใช้วิธี "ย่างไฟ" คือนอนบนแคร่และนำเตาไฟประมาณ 2-3 เตา
วางใต้แคร่ พบได้ในภาคอีสานและชาวญวน ก่อนอยู่ไฟต้องมีการ "ดับพิษไฟ" โดยหมอตำแย
จะเคี้ยวข้าวสารกับเกลือเสกคาถาแล้วเป่าพ่นลงที่ท้องของหญิงคลอดบุตร ป้องกันอันตรายจากความร้อนของการอยู่ไฟ
ก่อนขึ้นนอนบนกระดานไฟ ต้องมีการ "เข้าขื่อ" ก่อนคือ นอนตะแคงให้หมอตำแยเหยียบสะโพก
เพื่อให้กระดูกเชิงกรานที่ครากกลับเข้าที่ ผู้อยู่ไฟต้องนุ่งเตี่ยวหรือผ้าถุง มีขมิ้นกับปูนแดงผสมเหล้า
เอาสำลีชุบปิดสะดือ และทาท้องและหลังไว้เสมอเพื่อดับพิษร้อนและรักษาร่างกาย และมียาโรยบนถ่านไฟสำหรับรมตา
ป้องกันตาแฉะ ตาอักเสบ มีน้ำโอ่งหรือใส่ไว้ในไหตั้งไว้ข้างเตา เมื่อไฟในเตาลุกลามมากเกินต้องการจะได้ตักน้ำราดดับไฟ
และใช้เป็นน้ำดื่มได้ด้วย
อาหารของผู้อยู่ไฟ คนโบราณให้กินข้าวกับปลาแห้งหรือกินข้าวกับเกลือ บางวันมีแกงเลียงเสริมน้ำนมแม่
บางภาคของไทย สามีเป็นผู้ทำให้ภรรยากิน โดยมักทำข้าวจี่ ข้าวเหนียวสุกปั้นเป็นก้อนเสียบไม้นำไปย่างไฟ
กินกับเกลือ กินประมาณ 10-15 วัน จึงกินข้าวกับปลาเค็มได้ นอกจากนี้ต้องกินยาตำรับแก้โลหิตเป็นพิษจนกว่าจะออกไฟ
ต้องระวังปัญหาการขาดอาหารของหญิงหลังคลอด โดยห้ามไม่ให้กินอาหารอื่นนอกจากข้าวกับเกลือ
ทั้งนี้การกินข้าวผสมเกลือของคนโบราณ มีประโยชน์เพราะการอยู่ไฟ ความร้อนจะทำให้ร่างกายเสียน้ำและเกลือแร่มาก
การหลีกเลี่ยงอาหารบางประเภทที่เชื่อว่าทำให้แสลง ก็อาจมีประโยชน์ เช่น อาหารที่ย่อยยากหรือคาวจัด รสจัด
แต่ถ้าไม่ระวังอาจทำให้ร่างกายขาดสารอาหารจำเป็นและเจ็บป่วยได้
ระหว่างที่มดลูกเข้าอู่ 3-7 วันหลังคลอด หมอตำแยจะมาฝืนท้องให้ทุกวัน ใช้มือกด-ดันตรงหัวเหน่า
เพื่อช้อนให้มดลูกเข้าอู่ แล้วคลึงที่หัวเหน่าให้ปากมดลูกหดเข้าที่เรียกว่า "การกล่อมมดลูก"
ตอนนี้จะมีน้ำคาวปลาทะลักออกมา ทำให้ผู้อยู่ไฟรู้สึกสบาย และจะมีการเข้ากระโจม นาบหม้อเกลือและนั่งถ่าน
- การเข้ากระโจม
ก่อนเข้าให้เอาว่านนางคำ ฝนหรือตำ
คั้นเอาน้ำผสมกับเหล้าและการบูร ทาตัวผู้อยู่ไฟ กระโจมมีผ้าคลุมมิดชิด ต่อท่อจากหม้อต้มยาเข้าไปในกระโจม
ตำรับยาได้แก่ เปลือกส้มโอ ใบส้มป่อย ว่านน้ำ ตะไคร้ ผักบุ้งล้อม มะกรูดและเกลือ
- การประคบตัว
ใช้ไพล ว่านนางคำ ขมิ้นอ้อย ใบมะขาม
ใบส้มป่อย ตำแล้วเคล้ากับเกลือ นำไปห่อด้วยผ้าทำเป็นมัดแล้วไปแช่น้ำต้มยาที่ใช้ในการเข้ากระโจมที่เหลืออยู่
ประคบตามตัวและเต้านม และนั่งทับลูกประคบ เพื่อลดอาการเจ็บปวดและคัดเต้านม ทำไปทุกวันจนกระทั่งออกไฟ
- การนาบหม้อเกลือ
เอาเกลือใส่ในหม้อตาลที่มีฝาปิด
ตั้งไฟเผาจนร้อนจัด ให้เกลือในหม้อตาลมีเสียงระเบิดแตกเผียะ จึงยกหม้อเกลือวางบนใบระหุ่งหรือใบพลับพลึง
แล้วเอาผ้าห่อหม้อตาลที่รองด้วยใบพลับพลึง นำไปนาบบริเวณหัวเหน่า ทำวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้ามืดและตอนบ่าย
ทำอย่างน้อย 3-4 วัน เพื่อให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
- การนั่งถ่าน
ใช้ผิวมะกรูดตากแห้ง ว่านน้ำ
ว่านนางคำ ไพล ขมิ้นอ้อย ชานหมก ชะลูด ขมิ้นผง ใบหนาด หั่นให้ละเอียดเอาไปตากแดด
เวลาใช้ให้หยิบทีละหนึ่งหยิบมือ โรยบนเตาไฟขนาดเล็ก เพื่อให้เกิดควันลอยขึ้นรมก้นของผู้ที่อยู่ไฟ
เพื่อสมานแผลบริเวณฝีเย็บ
กระบวนการ "อยู่ไฟ" มีวัตถุประสงค์ไม่ต่างจากสูติแพทย์ ที่ป้องกันอาการแทรกซ้อนหลังคลอด
ได้แก่ การตกเลือด การติดเชื้อหลังคลอด มีประโยชน์ต่อมารดาและทารก มีข้อระวังในกรณีความร้อน
อย่าให้มากเกินไปจนเกิดอันตรายต่อผิวหนัง หรือทำให้อ่อนเพลียจากการเสียน้ำและเกลือแร่
มารดาหลังคลอด สามารถอยู่ไฟได้ด้วยความระมัดระวัง ทำโดยผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ
(update 25 เมษายน 2005)
[ ที่มา...
กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 6122 วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2548 ]
|