การเปลี่ยนแปลงทางสรีระร่างกายของคุณแม่ตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์จนกระทั่งถึงช่วงท้ายๆ
ของการตั้งครรภ์เดือนที่ 8-9 จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลา หากคุณแม่มีความรู้ ความเข้าใจ
และศึกษาถึงความเป็นไป คุณแม่ก็จะคลายความวิตกกังวลลงไปได้ ช่วงนี้คุณแม่จะอุ้ยอ้ายขึ้นเยอะ
เพราะการรับประทานมากขึ้นเนื่องจากเห็นอะไรก็เอร็ดอร่อยไปเสียทุกอย่าง เรียกว่า
มีกำลังใจในการรับประทานอาหาร ยิ่งลูกดิ้นแรงขึ้น บ่อยขึ้น ชัดเจนขึ้น ก็เลยแทบจะไม่ค่อยยับยั้งตัวเอง
จริงๆ แล้วระยะนี้น้ำหนักไม่ควรเกินสัปดาห์ละ 450 กรัม (เกือบๆ ครึ่งกิโล) น้ำหนักตัวคุณแม่ควรขึ้นจากเดิม
ในระยะนี้ประมาณ 6-8 กิโลกรัม ซึ่งหากน้ำหนักขึ้นเหมาะสมตามเกณฑ์จะเป็นประโยชน์ต่อการคลอด
และคุณแม่จะไม่เป็นภาระลดน้ำหนักเกินเหลือไว้มากมายหลังคลอด
หันมาดูลูกน้อยว่า ตัวเขาตอนน้ำหนักประมาณเท่าไร จะพบว่าความยาว 40 ซม. น้ำหนักประมาณ 2,400 กรัม
ผิวหนังเต่งตึงขึ้นกว่าเดิมเพราะมีไขมันมาพอกตามผิวหนังมากขึ้น กะโหลกศีรษะยังไม่ค่อยแข็งนัก
ปอดพร้อมที่จะทำงานได้เพราะมีสารยืดหยุ่น (Surfactant) มากพอ หากคลอดมาช่วงนี้โอกาสรอดชีวิตมีสูง
แต่อย่าเพิ่งคิดว่าจะคลอดช่วงนี้นะคะเขาเรียกว่าเป็น การคลอดก่อนกำหนด ซึ่งจะมีปัญหาตามมามากมาย
เช่น ภูมิคุ้มกันลูกยังไม่มีจึงติดเชื้อง่าย, สัดส่วนของร่างกายตลอดจนการทำงานของอวัยวะยังไม่สมบูรณ์เต็มที่
และที่สำคัญเมื่อตัวเล็กสมองก็เล็กตามด้วย
ถ้าหากคลอดออกมาตอนนี้ ก็คงต้องนำเข้าไปเจริญเติบโตต่อในตู้อบ
ซึ่งมีความแตกต่างกับการเจริญเติบโตในท้องคุณแม่ราวฟ้ากับดิน เพราะน้ำหนักตัวของลูกกว่า
จะขึ้นแต่ละกรัมในตู้อบนั้นช่างยากเย็นแสนเข็ญ แถมตู้อบก็ราคาแสนแพง
เชื้อโรคทุกชนิดก็คอยจ้องรุมเล่นงาน การให้ลูกอยู่ในท้องคุณแม่จนครบถ้วนแบบธรรมชาติจึงจะดีที่สุด
เลือกคลอดแบบไหนดีล่ะ
สิ่งที่คุณแม่ทุกคนกังวลมากๆ เมื่อครรภ์แก่ขึ้นก็เห็นจะไม่พ้นเรื่องคลอดลูกนั้นจะเจ็บไหม ?
ก็ตอบง่ายๆ ว่าเจ็บค่ะ แต่เจ็บแบบมีรางวัล มีความหวัง เดี๋ยวก็เห็นหน้าลูกแล้ว แม่คอยมาหลายเดือน
พอคลอดเสร็จความเจ็บทั้งหลายก็มลายหายไปสิ้น หากจะคลอดโดยไม่ให้เจ็บเลยด้วยวิธีที่เรียกสั้นๆ กันว่า
บล็อคหลัง จะเป็นเช่นไร ก็ขอเรียนว่าปัจจุบันโรงพยาบาลแทบทุกแห่งได้นำวิธีการนี้
มาช่วยคุณแม่ในการคลอดไม่ให้เจ็บ มีชื่อภาษาอังกฤษว่า Painless labour (เพนเลสเบอร์)
หรือศัพท์ทางการแพทย์ใช้ว่า Epidural anesthesia สามารถทำได้กับคุณแม่ทุกราย
แม้แต่คุณแม่ครรภ์เป็นพิษ โรคหัวใจ ยกเว้นคุณแม่ที่ติดเชื้อที่ผิวหนังบริเวณใกล้ตำแหน่งที่จะลงเข็ม
หรือคุณแม่ที่มีภาวะพร่องเลือด พร่องน้ำ เป็นต้น
ขั้นตอนการทำนั้นคุณแม่จะมองไม่เห็นอะไรหรอก เพราะคุณหมอทำอยู่ข้างหลัง
คุณแม่ต้องโค้งตัวตัวงอก่องงอขิงสักพัก คุณหมอจะฉีดยาชาแล้วจึงสอดเข็มเข้าระหว่างช่องว่างข้อต่อกระดูกสันหลัง
ช่วงล่างๆ ใช้เวลา 2-3 นาที จะสำเร็จเรียบร้อย และมีสายพลาสติกเล็กๆ ยื่นมาไว้สำหรับเติมยาด้วย
คุณแม่จะทุเลาอาการเจ็บท้องคลอดลงได้ชะงัดนัก เมื่อฤทธิ์ยาลดลงคุณหมอก็เติมยาได้โดยไม่ต้องจิ้มเนื้ออีก
สายพลาสติกที่คาไว้นี้ไม่ทำให้รู้สึกเจ็บปวดหรือรำคาญ มีข้อเสียอยู่บ้างก็คือแข้งขาของคุณแม่จะหมดเรี่ยวหมดแรง
การรับความรู้สึกหมดไปทำให้แรงเบ่งไม่ค่อยดี อาจทำให้เวลาของการคลอดยืดยาวออกไปอีก
และท้ายที่สุดคุณหมอมักจะต้องช่วยคลอดโดยใช้เครื่องมือดึงลูกน้อยออกมาที่เรียกว่าใช้ คีมดึง (Forceps extraction)
แต่หากว่าคุณแม่ไม่กลัวเจ็บจนเกินไป และใช้ การคลอดธรรมดา ไม่ต้องบล็อคหลัง
คุณแม่จะรับความรู้สึกทั้งหมดคลอดได้ด้วยน้ำพักน้ำแรง หยาดเหงื่อต่างน้ำ ซึ่งน่าภาคภูมิใจเสียนี่กระไร
แต่ก็อย่าตั้งมั่นจนเกินไปกับวิธีคลอดที่ตั้งใจไว้ เพราะมีไม่น้อยที่มีความพลิกผันอาจต้องลงท้ายด้วยการผ่าตัด
เนื่องจากต้องรีบช่วยลูกโดยด่วน เพราะเสียงหัวใจของลูกเต้นผิดปกติ รอเวลาต่อไปไม่ได้
แต่อย่างไรก็ตามหากไม่คิดวางแผนเสียเลยก็ไม่รู้ทิศทางอีกเช่นกัน สรุปก็คือรู้ๆ ไว้ก่อน
คลอดได้เองก็แจ๋ว ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร ขอความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
วันสำคัญ... และช่วงหลังคลอด
ประมาณ 1-2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนวันครบกำหนดคลอด คุณแม่จะหายใจโล่งขึ้น คล่องขึ้น
ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่เป็นเพราะลูกน้อยใช้ส่วนของศีรษะเข้าไปอยู่ในช่องเชิงกรานหรืออุ้งเชิงกรานนั่นเอง
ส่วนของก้นจึงลดระดับลงไปด้วย จึงทำให้คุณแม่หายใจไม่อึดอัดแน่นจนเกินไป ชาวบ้านมักใช้ศัพท์ว่า ท้องลด
ซึ่งหมายถึงใกล้จะคลอด
เมื่อวันสำคัญมาถึง คุณแม่อาจมีอาการท้องแข็งเป็นระยะๆ ในช่วงแรก อาจเจ็บห่างๆ แต่จะเจ็บเป็นช่วงๆ
ไม่หายไปเลยทีเดียว มีระยะพักให้พอสบายหน่อยแล้วก็จะเจ็บอีก บางรายอาจไม่เจ็บแต่จะมีมูกหรือเลือด
หรือน้ำคร่ำใสๆ ไหลออกมาเลอะเทอะกางเกง เป็นต้น เมื่อมีอาการเหล่านี้ คุณแม่ควรใส่ผ้าอนามัยไว้ก่อนเพื่อความสะอาด
และเพื่อสังเกตสิ่งที่ออกมา ซึ่งจะต้องนำไปใช้เมื่อถูกซักถามหรือซักประวัติที่โรงพยาบาล คุณแม่ควรจดเวลา
และจำเหตุการณ์ต่างๆ ไว้เพื่อตอบคำถามด้วย เอกสาร อุปกรณ์ทั้งหลายที่จะต้องนำไปด้วยนั้น โปรดอย่าลืม!!
สิ่งที่คุณแม่ควรปฏิบัติ เมื่อน้ำคร่ำแตกหรือไหลออกมานอกเหนือจากการใส่ผ้าอนามัยแล้วคือ
ไม่ควรเดินไปมาโดยไม่จำเป็นเพราะสายสะดืออาจพลัดต่ำหรือย้อยตามน้ำคร่ำที่ไหลออกมา
และอาจถูกกดจากศีรษะ ทำให้เลือดไม่สามารถไปเลี้ยงลูกได้ ที่ดีก็คือ นอนตะแคงข้างซ้ายจะดีกว่าท่าอื่นๆ
เมื่อถึงห้องคลอดพยาบาลจะเตรียมความสะอาด และโกนขนหัวเหน่า ตรวจดูปากมดลูกว่าเปิดหรือไม่
แล้วรายงานแพทย์ การเจ็บท้องคลอดจะกินเวลาประมาณ 12-16 ชั่วโมงในท้องแรก และใช้เวลา 6-8 ชั่วโมงในท้องหลัง
การเบ่งใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงในท้องแรก ส่วนท้องหลังเบ่งประมาณ 1/2-1 ชั่วโมง สรุปแล้วท้องแรก
จะใช้เวลานานกว่าท้องหลังนั่นเอง เมื่อคลอดแล้วพยาบาลจะนำลูกน้อยมาให้ดูดนมคุณแม่ และให้ได้อุ้มชู
กอดรัด เป็นการสร้างสายสัมพันธ์ พ่อ-แม่-ลูก ทันทีที่คลอด (หากคุณพ่อมีโอกาสเข้าไปอยู่ในห้องคลอดด้วย)
ต่อจากนั้นคุณหมอจะเย็บซ่อมแซมฝีเย็บให้ ซึ่งคุณแม่จะไม่เจ็บเลยเพราะฤทธิ์ของยาชา
เมื่อทุกอย่างเสร็จสรรพ กว่าจะย้ายมาอยู่หน่วยหลังคลอด คุณแม่ต้องนอนเพื่อสังเกตอาการผิดปกติ
ที่ห้องพักในห้องคลอดนานถึง 2 ชั่วโมง เมื่อพบว่าคุณแม่ปลอดภัยจึงย้ายไปอยู่หน่วยหลังคลอด
ซึ่งคุณแม่ควรได้ทราบความเปลี่ยนแปลงหลังคลอด ว่ามีหลายประการ ดังเช่น
- มดลูก
ซึ่งขนาดใหญ่โตก่อนคลอด
บัดนี้มดลูกจะลดขนาดลงอย่างฮวบฮาบเหลือขนาดเท่าๆ กำปั้นเท่านั้น
และจะแข็งเกร็งตลอดเวลา สามารถคลำได้ทางหน้าท้อง ต่อมาจะค่อยๆ ลดระดับจากเคยอยู่แถวๆ
สะดือลงไปเรื่อยๆ วันละ 1-1/2 นิ้ว ทุกวัน และภายใน 7-10 วันคุณแม่จะคลำไม่พบอีก
- ช่องคลอดจะมีน้ำคาวปลา
ซึ่งมีสีแดงสดคล้ายประจำเดือนอยู่ 1-3 วัน ต่อมาสีจะจางลงเรื่อยๆ จนกลายเป็นสีชมพูดในเวลา 7-10 วัน
และจะจางเรื่อยๆ จน 14-21 วัน ก็จะหายไปหมด อาจเร็วหรือช้ากว่านี้นิดหน่อย
สิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นได้ในช่วงนี้ก็คือ น้ำคาวปลาที่จางไปแล้วนั้น กลับกลายเป็นสีแดงสดขึ้นมาอีก
ซึ่งแสดงถึงว่า อาจมีเศษรกค้างอยู่ในโพรงมดลูก หรือมดลูกไม่ลดขนาดลงเลย
ซึ่งอาจติดเชื้อหรือมีสิ่งตกค้างภายในเช่นกัน หากคุณแม่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะยังไม่มีประจำเดือน
เพราะฮอร์โมนที่สร้างน้ำนมจะกดฤทธิ์ฮอร์โมนของไข่ไว้ ไม่ให้ไข่สุก
ประจำเดือนจะมาก็ต่อเมื่อเลิกให้ลูกดูดนมแม่แล้วนั่นเอง
- เหงื่อไคลจะไหลมาเทมามากมาย
เพราะธรรมชาติจะช่วยลำน้ำหนักให้คุณแม่เองด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้
หากเพิ่มการบริหารร่างกายหลังคลอดเข้าไปด้วยอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยให้น้ำหนักหายไปเร็วขึ้น
เอวที่หายไปก็จะรีบกลับมาอยู่ที่เดิมได้
- เต้านม
เป็นอวัยวะเดียวที่ยังคงมีขนาดใหญ่ขึ้นหลังคลอด
ขณะที่อวัยวะอื่นๆ ลดขนาดลง คุณแม่ไม่ต้องตกใจเพราะนั่นคือธรรมชาติได้เตรียมพร้อมไว้เพื่อการเลี้ยงลูก
ถ้าคุณแม่ให้นมแม่ อาการคัดตึง, เจ็บปวดก็จะไม่เกิดขึ้น แถมยังจะห่างจากมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่
และโรคกระดูกพรุนอีกด้วย ควรระวังเรื่องเต้านมคล้อยหรือหย่อน ซึ่งต้องใส่เสื้อยกทรงขนาดพอเหมาะกับเต้านม
ประคับประคองไว้ทั้งกลางวัน และกลางคืนทีเดียว เรื่องนี้ควรดูแลอย่างเคร่งครัด เพราะยานแล้วยานเลย
ไม่หวนกลับมาหรือแก้ไขได้อีก ต้องดูแลต่อเนื่องตั้งแต่ตั้งครรภ์จนหลังคลอด
- อาหารที่จะแสลงหลังคลอด
อยากให้คุณแม่คลายกังวลว่า
ไม่มีอาหารประเภทใดแสลงสำหรับคุณแม่ จะมีก็แต่อาหารบางชนิดที่คุณแม่ไม่ควรรับประทาน เช่น สุรา ยาดอง
เครื่องดองต่างๆ เช่น มะม่วงดอง มะดัน มะยมดอง เป็นต้น รวมทั้งอาหารรสจัดทั้งหลายด้วย
เหล่านี้จะทำให้ท้องเสียง่าย และจะมีฤทธิ์ออกมาทางน้ำนม ซึ่งจะมีผลไปถึงลูกน้อย โดยเฉพาะแอลกอฮอล์หรือสุรา
ซึ่งมีผลต่อพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยเป็นอย่างยิ่ง บางท่านบอกว่าทานยาดองเหล้าแล้วลูกเลี้ยงง่าย
ก็คงจะเป็นจริงที่เด็กไม่โยเย เพราะคุณแม่ก็เมา ลูกก็เมา ต่างคนต่างก็หลับเพราะฤทธิ์เหล้านั่นเอง
นอกจากนี้ยังเป็นการปลูกฝังให้ลูกติดแอลกอฮอล์ ตั้งแต่แรกเริ่มของชีวิตเลยก็ว่าได้
- สิว ฝ้า
เม็ดผื่นปื้นดำของผิวหนังทั้งหลาย
ที่แย่งกันกันขึ้นตั้งแต่ตั้งท้อง ก็จะค่อยๆ ลดจำนวน และหายไป โดยไม่ต้องรักษา
แต่ต้องใจเย็นๆ เพราะต้องอาศัยเวลา
- ภาวะซึมเศร้าภายหลังคลอด
เป็นเรื่องที่คุณแม่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แต่ภาวะนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติร้ายแรงอะไรนัก เกิดจากฮอร์โมนเกี่ยวกับการตั้งครรภ์นั้นลดลงอย่างรวดเร็ว
จึงทำให้เกิดภาวะไม่สมดุลทางอารมณ์ รู้สึกน้อยใจง่าย มีความอดทนต่ำ บ่อน้ำตาตื้น ร้องไห้ได้ง่ายๆ เสมือนไม่มีเหตุผล
หงุดหงิด อารมณ์ไม่ดี ดังนั้น ผู้อยู่ใกล้ชิดควรเข้าอกเข้าใจ ให้ความเห็นอกเห็นใจ และช่วยประคับประคองทางด้านจิตใจด้วยการช่วยงาน,
มีส่วนร่วมในการเลี้ยงดูลูกน้อย ซึ่งจะทำให้คุณแม่พักผ่อนเพียงพอก็จะช่วยให้คุณแม่สบายกายและใจขึ้น
ผ่อนคลายความตึงเครียดลง ภาวะซึมเศร้าจะค่อยๆ หายไป ภาวะนี้มักเกิดขึ้นใน 2-3 วัน หรือในสัปดาห์แรกหลังคลอด
และหายไปประมาณสัปดาห์ที่ 2-3 คุณแม่ส่วนใหญ่จะผ่านพ้นอุปสรรคไปได้ด้วยดี จะอย่างไรก็ตามขอให้คุณแม่มีหลักว่าทุกๆ
อย่างเป็นเรื่องธรรมชาติ อย่าวิตกกังวลจนเกินไป เราพร้อมที่จะลุ้นเอาใจช่วยคุณแม่อยู่เบื้องหลังค่ะ
วินาทีแรกของการเกิด
เมื่อคลอดแล้วที่จะลืมเสียมิได้เลยทีเดียวเชียวคือ การสร้างสายสัมพันธ์แม่-ลูก
หากมีคุณพ่ออยู่ในห้องคลอดด้วย ก็ต้องบอกว่าเป็นสิ่งที่ดีงามที่สุด เพราะเป็นการสร้างสายใยรักพ่อ-แม่-ลูก
อันเป็นพื้นฐานของครอบครัวและสังคม ทำอย่างไร? ไม่ใช่ของยากเลยค่ะ เพียงแต่รีบนำลูกมาดูดนมคุณแม่ทันที
ภายหลังคลอดหรือไม่เกิน 30 นาที ซึ่งช่วงเวลานี้เป็นช่วงที่เรียกว่า Sensitive period หากเกินเลยจากช่วงเวลาเหล่านี้ไปแล้ว
การสร้างความสัมพันธ์จะไม่กินใจชนิดผูกมัดแน่นแฟ้นยืนยาวเท่าช่วงแรกของการคลอด คุณแม่อาจสงสัยว่าน้ำนมยังไม่มีเลย
ไม่เป็นไรขอให้ลูกดูดเพียงอย่างเดียว และคุณแม่ได้กอดรัด ตาประสานตาก็เพียงพอแล้ว
เรื่องน้ำนมกว่าจะมาในท้องแรกอาจใช้เวลา 1-3 วัน จึงมีก็เป็นได้ การให้ลูกดูดเร็ว (30 นาทีแรกเกิด)
และหมั่นให้ลูกดูดนมบ่อยทุก 1-2 ชั่วโมง น้ำนมของคุณแม่ก็จะมาเร็วขึ้น เพราะการดูดจะเป็นการกระตุ้นให้มีการสร้างน้ำนม
และในการดูดนั้นต้องดูดให้ถูกวิธีด้วย คือให้ลูกอมลึกถึงลานนม หรือเหงือกกดอยู่ที่ลานนม น้ำนมจึงไหลดี
และหัวนมก็ปลอดภัย ไมเป็นแผลหรือแตก
(update 29 มีนาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 ตุลาคม 2547 ]
|