ทารกมีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยอวัยวะต่างๆ บนใบหน้าที่มีการพัฒนาไปจนเกือบสมบูรณ์
มีแขนขานิ้วมือเท้าที่ชัดเจนและมีรูปร่างที่ได้สัดส่วนมากขึ้น ทำให้ทารกในขณะนี้ดูมีรูปร่างของมนุษย์มากขึ้น
ความยาวจากศีรษะถึงสะโพกตอนนี้จะยาวประมาณ 12 เซนติเมตร (4 3/4 นิ้ว)
น้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็น 130 กรัม (4 1/2 ออนซ์)
แม้ว่าทารกจะยังตัวเล็กมากๆ แต่แขนขาและนิ้วมือนิ้วเท้านั้นมีการพัฒนารูปร่างไปมาก
และได้สัดส่วนเกือบสมบูรณ์ ตอนนี้ขาเริ่มยาวมากกว่าแขน และที่ปลายนิ้วมือมีเล็บขึ้นมาแล้ว
อีกทั้งเริ่มมีลายนิ้วมือแล้วด้วย แต่เล็บที่นิ้วเท้าจะงอกตามมาทีหลัง
เนื่องจากในตอนนี้ทารกยังไม่มีเนื้อเยื่อขึ้น ไขมันใต้ผิวหนัง ดังนั้นจะดูค่อนข้างผอมครับ
และผิวหนังที่ห่อหุ้มร่างกายอยู่นั้นก็บางมากเสียงจนมองทะลุเข้าไปเห็นเส้นเลือดที่วิ่งไปเลี้ยงส่วนต่างๆ
ของร่างกายเป็นเครือข่ายอยู่ภายใต้ได้
ใบหน้าเริ่มมีคิ้วและขนตาบางๆ ขึ้น มีขนขึ้นตามใบหน้าตามตัว กระดูกของใบหน้าเริ่มมีโครงสร้างที่สมบูรณ์
และได้สัดส่วนมากขึ้น การตรวจอัลตร้าซาวนด์ในเดือนที่สี่นี้จะสามารถมองเห็นอวัยวะเล็กๆ บนใบหน้า
เช่นจมูกและปากได้ชัดเจนมากขึ้น และเนื่องจากกล้ามเนื้อบนใบหน้าได้มีการพัฒนาขึ้นมาแล้ว
ดังนั้นทารกจะสามารถแสดงสีหน้าได้ ยิ้มได้ ขยับอวัยวะต่างๆ บนใบหน้าได้ (แต่ยังไม่สามารถควบคุมการแสดงสีหน้าได้นะครับ)
ถึงแม้ว่าเปลือกตาจะยังคงปิดสนิทอยู่เช่นเดิมแต่ดวงตาของทารกจะเริ่มมีการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของแสงสว่างได้แล้ว
ที่บริเวณลิ้นของทารกก็เริ่มมีการสร้างปุ่มรับรสขึ้นมาอีกด้วย หูทั้งสองข้างจะเคลื่อนขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้อง
และภายในสัปดาห์ที่ 16 ของการตั้งครรภ์นี้ กระดูกชิ้นเล็กๆ ที่อยู่ภายในหูของทารกที่แข็งตัวขึ้น
จะทำให้ทารกสามารถได้ยินเสียงเป็นครั้งแรกครับ ไม่ว่าจะเป็นเสียงพูดของคุณแม่เอง เสียงหัวใจแม่เต้น
หรือเสียงของระบบทางเดินอาหารของแม่ครับ
ในเดือนที่สี่นี้ความแข็งแรงในการเคลื่อนไหวร่างกายของทารกมีมากขึ้นตามการพัฒนาของระบบประสาท
ทารกจะเริ่มสร้างเนื้อเยื่อไขมันที่มีชื่อเรียกว่า Myelin ขึ้นมาเคลือบเส้นประสาทที่เชื่อมโยงระหว่างกล้ามเนื้อและสมอง
ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมาก เนื่องจากเมื่อมีการสร้างระบบประสาทเสร็จสมบูรณ์ การรับส่งข้อมูลจากกล้ามเนื้อสู่สมอง
และจากสมองสู่กล้ามเนื้อ ก็จะสามารถทำงานได้สมบูรณ์ นั่นหมายถึงการเคลื่อนไหวได้อย่างประสานสัมพันธ์กัน
ทารกจะมีการหลับการตื่น มีการเคลื่อนไหว ยืดและงอแขนขาได้ เตะหรือตีลังกาก็ได้ ทารกจะเริ่มดูดนิ้วหัวแม่มือ
กำมือและแบมือ แต่นี่เป็นเพียงการซ้อมการเคลื่อนไหวร่างกายเท่านั้น การเคลื่อนไหวให้สัมพันธ์กันนั้น
ยังต้องฝึกอีกมากหลังจากการคลอดครับ
ทารกจะกลืนน้ำคร่ำเข้าไปในระบบทางเดินอาหาร และเริ่มมีการกรองที่ไตเป็นครั้งแรก
แล้วจะปัสสาวะออกมาหมุนเวียนเป็นน้ำคร่ำอีก ทารกในครรภ์จะปัสสาวะออกมาโดยประมาณทุกๆ หนึ่งชั่วโมง
ภายในถุงน้ำคร่ำ ทารกจะถูกล้อมรอบด้วยน้ำคร่ำ ซึ่งจะช่วยให้ทารกลอดไปมาอย่างอิสระราวกับอยู่ในสระน้ำอุ่น
เพื่อให้ทารกสามารถเคลื่อนไหวยืดแข้งยืดขาเพื่อพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้อย่างเต็มที่
โดยมีสายสะดือที่เปรียบเสมือนเป็นท่อออกซิเจนสำหรับนักดำน้ำ บางครั้งทารกอาจหมุนศีรษะลง
อีกนาทีต่อมาอาจหมุนเอาขาลงแต่ว่าที่คุณแม่จะไม่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวนี้เนื่องจากน้ำคร่ำที่อยู่รอบตัวทารก
จะกระจายแรงดันไปรอบด้านเท่าๆ กันจนทำให้คุณไม่อาจรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวเล็กๆ นี้ได้
หัวใจของทารกมีการสูบฉีดเลือดอย่างสมบูรณ์แบบมากขึ้น และเสียงดังพอที่คุณจะสามารถได้ยินเสียง
การเต้นของหัวใจทารกได้จากการใช้หูฟังของแพทย์แนบกับหน้าท้อง ทารกมีการซ้อมหายใจ
จากการตรวจอัลตราซาวนด์จะเห็นภาพบริเวณทรวงอกของทารกมีการเคลื่อนไหวขึ้นและลงเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
เลือดของทารกมีการสูบฉีดไปเลี้ยงทั่งร่างกายเล็กๆ ด้วยความเร็วประมาณสี่ไมล์ต่อชั่วโมง
เลือดจากทารกจะออกสู่เส้นเลือดแดงใหญ่สองเส้นไปยังสายสะดือไปยังรก
ซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับจานมีเครือข่ายเส้นเลือดของมันเอง และมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 3 นิ้วเท่านั้น
ในตอนนี้เมื่อเลือดออกไปสู่รกก็จะมีการแลกเปลี่ยนอาหารและออกซิเจนกับเลือดแม่แล้ว
จึงไหลเวียนกลับมายังเส้นเลือดดำ 1 เส้น กลับสู่สายสะดือแล้วเข้าสู่ร่างกายทารกอีกครั้ง
ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 30 นาที
รกเปรียบเสมือนอวัยวะที่ทำหน้าที่หลายๆ อย่างเช่น ทำหน้าที่เป็นปอด ไต ลำไส้ ตับ และผลิตฮอร์โมน
รกมีสองด้านคือด้านแม่และลูก รกทำหน้าที่ให้สารอาหารและออกซิเจนผ่านจากแม่ไปสู่ทารกและรับของเสียต่างๆ
จากทารกเช่นปัสสาวะของทารกและคาร์บอนไดออกไซด์กลับสู่ร่างกายแม่ จากนั้นตับและไตของแม่
ก็จะทำหน้าที่กำจัดของเสียเหล่านั้น
สายสะดือของทารกยาวพอๆ กับทารกและโตขึ้นเรื่อยๆ เช่นเดียวกับทารก
โดยเฉลี่ยความยาวของสายสะดือของทารกเมื่อคลอดจะมีขนาดยาวประมาณ 24 นิ้วอาจจะสั้นกว่านี้ได้ประมาณ 5 นิ้ว
และสามารถยาวได้ถึง 48 นิ้วเลยทีเดียว ซึ่งแรงดันของเลือดจะช่วยให้สายสะดือคงรูปเป็นเส้นตรงป้องกันการเกิดเป็นปม
อวัยวะสืบพันธุ์ภายนอกได้มีการพัฒนารูปร่างอย่างชัดเจน ตอนนี้ทารกจะเป็นเพศใด
ก็สามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นจากการตรวจอัลตราซาวนด์ สำหรับทารกเพศหญิงนั้นจะมีการสร้างรังไข่ขึ้นมา
ซึ่งเมื่อเริ่มแรกภายในรังไข่จะมีการสร้างเซลล์ไข่ขึ้นมาจำนวนมาก ในระยะ 16 สัปดาห์นี้
ภายในรังไข่จะมีเซลล์ไข่บรรจุอยู่ประมาณ 2 ล้านฟอง แต่จะมีจำนวนลดลงเรื่อยๆ
จนเมื่อคลอดทารกจะมีเซลล์ไข่เหลืออยู่ประมาณ 1 ล้านฟอง และเมื่อเติบโตขึ้นเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์
ก็จะมีจำนวนเซลล์ไข่ลดลงไปอีก เมื่ออายุ 17 ปี เด็กผู้หญิงจะมีเซลล์ไข่เหลืออยู่ประมาณ 2 แสนฟองเท่านั้น
แต่มันก็เพียงพอสำหรับการมีบุตรได้แล้วครับ
(update 25 มีนาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 ตุลาคม 2547 ]
|