ท้องนี้เตรียมตัวอย่างไร


ถ้าคุณกำลังรู้สึก ตื่นเต้น ดีใจ ปลื้มใจ เพราะกำลังจะมีลูกน้อยเอาไว้เชยชม อยากสะกิดถามกันสักนิดว่า คุณได้มีการเตรียมตัวให้พร้อมรับกับเรื่องนี้หรือยัง ถ้ายัง หรือไม่รู้ว่าจะเตรียมพร้อมเรื่องใด อย่างไรบ้าง ก็มาเริ่มไปพร้อมๆ กันเลยดีกว่าค่ะ เรื่องสำคัญอย่างนี้ลืมไม่ได้เชียวค่ะ


เตรียมตัวฝากท้อง

การฝากท้องนับเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกของคนท้อง คุณแม่จะได้รับการดูแล จากบุคลากรทางการแพทย์อย่างถูกต้องและใกล้ชิด ทั้งให้คำแนะนำในเรื่องการดูแล และปฏิบัติตัวระหว่างตั้งครรภ์ อาหารการกิน การออกำลังกาย สิ่งที่ควรระวังสุขภาพในช่วงตั้งครรภ์ ตลอดจนภาวะผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้นกับแม่และลูก เพื่อที่แพทย์จะได้ดูแลและรักษาได้ทันท่วงที

จะไปฝากท้องที่ไหน

สถานที่ฝากท้องนั้นก็ได้ทั้งโรงพยาบาลรัฐบาลหรือเอกชน ศูนย์อนามัย คลินิกที่มีการตรวจรักษาทางสูติ-นรีเวชเท่านั้น ไม่ว่าคุณแม่จะไปฝากท้องที่ใด อันดับแรกที่ควรนึกถึงก็คือเป็นสถานที่ที่เดินทางสะดวกและต้องมั่นใจในบริการ กรณีที่คุณแม่มีโรคประจำตัวบางอย่าง ควรฝากท้องที่โรงพยาบาลที่รักษาอยู่นะคะ เพื่อความสะดวกของคุณหมอที่จะดูประวัติการรักษาต่างๆ และไม่ว่าคุณจะฝากท้องที่ใดก็ตาม สิ่งที่ไม่ควรลืมคือสอบถามรายละเอียดของค่าบริการตั้งแต่แรกจนถึงวันคลอด เพื่อเป็นข้อมูลวางแผนการใช้จ่ายเงิน รวมทั้งสิทธิประโยชน์ที่คุณแม่และลูกน้อยจะได้รับ เช่น การให้ความรู้เรื่องการตั้งครรภ์ เตรียมคลอด การเลี้ยงดูลูก ระเบียบการเบิกจ่ายเงินต่างๆ เป็นต้น

การไปฝากท้องครั้งแรก สูติแพทย์จะสอบถามประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียด เช่น สอบถามถึงข้อมูลประจำเดือนครั้งสุดท้าย เพื่อคำนวณวันคลอด สอบถามถึงประวัติการเจ็บป่วยของคุณ สามีและครอบครัวที่อาจมีผลต่อการตั้งครรภ์ เช่น เคยมีประวัติเป็นโรคเลือด เบาหวาน ความดันสูง การมีลูกแฝด ฯลฯ หรือไม่ ปกติหมอจะนัดตรวจเดือนละ 1 ครั้ง จนถึง 28 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะเพิ่มเป็นเดือนละ 2 ครั้ง จน 36 สัปดาห์ และเดือนสุดท้ายจะนัดถี่ขึ้นเป็นสัปดาห์ละครั้ง

ในช่วงที่ไปพบแพทย์หากคุณแม่มีคำถามหรือข้อสงสัยต่างๆ อย่าเก็บคำถามเอาไว้นะคะ ควรสอบถามกับสูติแพทย์ทันที ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน ข้อห้าม ข้อควรระวัง แพทย์จะให้ความกระจ่างกับคุณได้ค่ะ


เตรียมข้อมูลควรรู้คู่ครรภ์

ตลอดระยะทาง 9 เดือนของการตั้งครรภ์จะมีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับตัวแม่และตัวลูกอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นหากคุณสามารถทราบข้อมูลล่วงหน้าว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็จะช่วยลดความวิตกกังวลลงได้ และยังสามารถที่จะเตรียมพร้อมร่างกายและจิตใจเพื่อเตรียมรับกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้น สำหรับการหาข้อมูลนั้นก็ไม่ยากค่ะ อย่างเช่น
  • แหล่งข้อมูลแรกที่จะหาได้คือ สอบถามจากแพทย์เมื่อตอนไปฝากท้องว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นบ้าง

  • จากหนังสือคู่มือการดูแลครรภ์และเตรียมตัวคลอด ซึ่งปัจจุบันนี้มีมากมายให้คุณแม่ได้เลือกอ่าน ควรเลือกคู่มือที่มีรายละเอียดเกี่ยวกับการตั้งครรภ์ในแต่ละเดือน สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับตัวคุณแม่ อาการต่างๆ รวมถึงสิ่งผิดปกติที่อาจจะเกิดขึ้น การเตรียมตัวเพื่อไปคลอด การดูแลตัวเองและลูกช่วงแรกคลอด

  • การเข้าอบรมในบางโอกาสก็จะช่วยให้ได้ความรู้จากการแนะนำของวิทยากร ทั้งยังได้พบกับคุณแม่ที่ตั้งท้องเหมือนกัน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนใหม่ๆ เพื่อจะได้ทราบว่ามีการดูแลตัวเองอย่างไร อย่าลืมพาคุณพ่อมือใหม่ไปด้วยนะคะ คุณพ่อนี่แหละคนสำคัญ ที่จะเป็นทั้งกำลังใจและเป็นผู้คอยช่วยเหลือคุณแม่ได้ดีที่สุด เผื่อว่าคุณแม่มีอาการหรือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ เกิดขึ้น ก็จะได้ไม่ต้องตกใจ หรือหากมีสิ่งที่ผิดปกติเกิดขึ้นก็จะได้ช่วยกันสังเกตได้ค่ะ

การเปลี่ยนแปลงที่มักเกิดขึ้น

  • คลื่นไส้ อาเจียน ส่วนใหญ่มีอาการหลังจากประจำเดือนขาด 2 สัปดาห์ขึ้นไป และเป็นอยู่ถึงสิ้นเดือนที่ 3 อาการจะค่อยๆ หายไป

  • เต้านมเปลี่ยน คุณแม่จะรู้สึกว่าคัดตึงเต้านมมากขึ้น ซึ่งส่วนใหญ่อาการจะหายไปเมื่ออายุครรภ์ได้ 3 เดือนไปแล้ว และเต้านมจะขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อาจพบรอยแตกเป็นริ้ว หัวนมเป็นสีคล้ำยาวขึ้น เป็นสิ่งปกติที่เกิดขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการให้นมลูก คุณแม่เพียงแต่เปลี่ยนขนาดของยกทรงให้มีขนาดพอเหมาะใส่สบายขึ้นค่ะ

  • ปัสสาวะ คุณแม่จะปัสสาวะบ่อยขึ้นในช่วงที่มดลูกเบียดกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เนื้อที่ในการจุปัสสาวะน้อยลง จึงเกิดอาการปัสสาวะบ่อย อาการจะดีขึ้นเมื่อมดลูกโผล่พ้นเชิงกรานขึ้นไปในช่วงระยะกลางของการตั้งครรภ์

  • หายใจอึดอัด ในช่วงปลายของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะหายใจไม่สะดวก หายใจเหมือนไม่เต็มอิ่ม เพราะตัวลูกน้อยดันกะบังลมขึ้นมา โดยเฉพาะในช่วงท้ายๆ จะรู้สึกอึดอัดมาก ดังนั้นในช่วงท้ายๆ ควรหาอิริยาบถที่ทำให้คุณรู้สึกสบาย เช่น เวลานั่งควรนั่งบนเก้าอี้ที่มีพนักพิงจะทำให้นั่งได้สบายขึ้น

  • ช่องคลอดเปลี่ยนแปลง จะมีการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงช่องคลอดมากขึ้น ทำให้นุ่มและมีมูกมากขึ้น ในช่องคลอดจึงมีตกขาวมากขึ้น ถ้าไม่มีกลิ่น ไม่คัน ถือว่าปกติค่ะ

  • สีผิว การเพิ่มของระดับฮอร์โมนทำให้ผิวหนังมีการเปลี่ยนแปลง มีสีดำคล้ำขึ้น โดยเฉพาะซอกคอ รักแร้ ขาหนีบ อวัยวะเพศ หัวนมจะมีรอยแตกเป็นริ้วบริเวณเต้านม และอาจเป็นริ้วดำที่ผนังหน้าท้อง เกิดฝ้าเป็นปื้นบริเวณใบหน้า ซึ่งหลังคลอดลูกแล้วอาการต่างๆ เหล่านี้ก็จะหายไปได้เอง

  • เหนื่อยง่าย สาเหตุเพราะระบบต่างๆ ในร่างกายต้องทำงานหนักมากขึ้น บางครั้งคุณอาจจะรู้สึกอ่อนเพลียหมดเรี่ยวแรง อยากนอนมากขึ้น

สัญญาณที่จะบอกว่าควรไปพบแพทย์เพราะอาจมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น

  • คลื่นไส้อาเจียนมากกว่าปกติ เช่น กินอาหารไม่ได้เลย
  • ปัสสาวะแสบขัด อาจมีแผลอักเสบติดเชื้อในช่องคลอด
  • ตกขาวมีกลิ่นเหม็น มีสีเขียวปนเหลือง คันช่องคลอด
  • มีอาการบวมที่หน้า มือ เท้า หรือบวมทั่วตัว อาจเกิดจากโรคครรภ์เป็นพิษ
  • ปวดศีรษะอย่างรุนแรง อาจมีสาเหตุจากความดันโลหิตสูงจากครรภ์เป็นพิษ
  • ลูกดิ้นน้อยจนผิดสังเกต อย่ารอจนลูกไม่ดิ้น
  • มีเลือดออกทางช่องคลอด อาจเป็นอาการของการแท้งบุตร เช่น รกเกาะต่ำหรือลอกตัวก่อนกำหนด
  • มีน้ำใสๆ คล้ายปัสสาวะออกทางช่องคลอด อาจมีน้ำเดินก่อนกำหนด

เตรียมแผนใช้จ่าย

จริงๆ การวางแผนเรื่องการเงินนั้นควรเริ่มมาตั้งแต่ก่อนตั้งท้องแล้วล่ะค่ะ แต่ถ้าคุณยังไม่เคยมีการวางแผน มาเริ่มพร้อมๆ กันเลยค่ะ ก่อนอื่นต้องคำนวณดูว่า ตลอดระยะเวลาของการตั้งครรภ์ การคลอด รวมไปถึงการเลี้ยงดูลูกในอนาคตว่าจะต้องใช้จ่ายเงินเท่าไหร่ เพื่อที่จะได้เตรียมพร้อมสำหรับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นอีกไม่กี่วันข้างหน้าได้อย่างถูกต้อง

ค่าใช้จ่ายช่วงตั้งท้อง
  • ควรรู้รายละเอียดของค่าบริการฝากท้องในแต่ละครั้ง เพื่อเป็นข้อมูลในการวางแผนการใช้จ่ายเงิน ตั้งแต่การฝากครรภ์ครั้งแรกจนถึงวันคลอด ว่าคุณแม่ต้องฝากครรภ์กี่ครั้ง ครั้งละเท่าไหร่

  • ค่าใช้จ่ายของการคลอดในแบบที่คุณต้องการ ทางที่ดีสอบถามถึงการคลอดแบบอื่นๆ ด้วยเพื่อเป็นข้อมูลสำรองเอาไว้

  • ค่าใช้จ่ายสำหรับการหาความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพและการตั้งครรภ์จากนิตยสารสำหรับเด็ก ครอบครัว หนังสือพิมพ์ หนังสือหรืออินเทอร์เน็ต สมัยนี้เขามีการให้ความรู้เกี่ยวกับการสัมมนาวิชาการต่างๆ มากมายที่ไม่ต้องเสียสตางค์
ค่าใช้จ่ายหลังคลอด

ค่าใช้จ่ายหลังคลอดส่วนใหญ่จะเป็นของลูกน้อย เช่น เสื้อผ้า ที่นอน หมวก ของเล่น เปล อุปกรณ์อาบน้ำ ทำความสะอาดร่างกาย ผ้าห่ม ฯลฯ ดังนั้นสิ่งที่ควรทำก็คือ
  • จดรายการที่เป็นของใช้ส่วนตัวของลูกไว้ก่อน ว่ามีอะไรบ้างและราคาเท่าไหร่
  • สินค้าแต่ละยี่ห้อคุณภาพใกล้เคียง แต่ราคาแตกต่างกันมาก ดังนั้นควรเปรียบเทียบทั้งคุณภาพและราคาที่เหมาะสม และเลือกในแบบที่เหมาะสมกับลูกเราให้มากที่สุด
  • ไม่จำเป็นต้องซื้อของมาตุนไว้ เพราะของบางอย่างที่คุณซื้อมาแทบไม่ได้หยิบมาใช้เลยก็มี

เตรียมใจ เตรียมกาย ไปคลอด

การคลอดลูกเป็นสิ่งพิเศษที่สุดสำหรับผู้หญิงที่ผู้ชายไม่มีทางทำได้แน่นอน ถึงแม้การคลอดจะเจ็บปวด แต่เป็นความภาคภูมิใจและเป็นความรู้สึกที่พิเศษที่สุดของคนเป็นแม่ เมื่อลูกคลอดออกมาแล้ว ความเจ็บปวดจะหายไปทันทีมีแต่ความสุขอิ่มเอม ถ้าคิดได้อย่างนี้ก็เท่ากับได้เตรียมใจให้พร้อม รับกับประสบการณ์สำคัญของการเป็นแม่แล้วล่ะ ซึ่งนอกจากใจแล้วร่างกายก็ต้องแข็งแรงด้วยนะคะ อย่าลืมฝึกหายใจเพื่อเตรียมคลอด อย่าลืมเตรียมกระเป๋าของใช้ของคุณแม่ และของใช้ของลูกไว้ก่อนคลอดสักประมาณ 2 สัปดาห์


อาการใกล้คลอด

ช่วงระยะใกล้ๆ กำหนดคลอด ควรสังเกตตัวเองเป็นพิเศษค่ะ ถ้ามีอาการเหล่านี้ก็เตรียมตัวไปโรงพยาบาลได้เลยค่ะ เพราะเป็นอาการที่จะบอกว่าอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า คุณก็จะได้เห็นหน้าลูกน้อยแล้ว
  • มีอาการปวดท้องเป็นพักๆ และถี่ขึ้นเรื่อยๆ คุณแม่บางคนก็จะมีอาการปวดหลัง
  • มีมูกเลือดออกมาจากช่องคลอด แต่ก่อนปวดท้องก็อาจพบมูกเลือดนี้ได้เนื่องจากปากมดลูกเปิดขยาย และมูกที่อุดอยู่จะหลุดออกมา
  • น้ำเดิน เป็นสัญญาณบอกให้รู้ว่าภายใน 24 ชั่วโมงข้างหน้าคุณก็จะได้เห็นหน้าลูกน้อยแล้วล่ะ

เหล่านี้เป็นข้อมูลพื้นฐานที่คุณแม่ควรรู้ ยังมีข้อมูลอีกมากมายที่คุณแม่สามารถหาได้จากการอ่านหนังสือ หรือสอบถามข้อมูลจากคุณแม่ของเราเอง จากเพื่อนฝูงใกล้ชิดหรือคนที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการตั้งท้อง และการคลอดลูกมาก่อน ก็จะทำให้รู้ว่าเมื่อตั้งท้องต้องเตรียมตัวอย่างไร ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพตัวเอง และลูกที่เรากำลังรอคอยอยู่ค่ะ


(update 31 มกราคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 256 พฤษภาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600