ช่วงหลังคลอดร่างกายของคุณแม่มีการเปลี่ยนแปลงไปมากมาย
จะมีวิธีดูแลและปฏิบัติตัวอย่างไรดี ต้องติดตามครับ
ปกติแล้วช่วงหลังคลอดคุณแม่ก็ต้องนอนอยู่ในโรงพยาบาลอีกประมาณ 2-3 วัน
เพราะภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น ซึ่งถ้าจะเกิดก็มักจะเป็นใน 2 วันแรกนี้แหละครับ
ดังนั้นในช่วงนี้อยู่ใกล้ๆ หมอไว้เป็นดีที่สุด นอกจากนั้นตอนอยู่โรงพยาบาลก็จะมีคุณพยาบาลคนสวย
มาคอยสอนแนะนำวิธีอุ้มลูก วิธีให้นมลูก วิธีอาบน้ำลูก ถ้าพลาดตอนนี้รับรองเสียดายแย่เลย
ระยะหลังคลอด...ในโรงพยาบาล
มาดูกันตั้งแต่คลอดลูกออกไปเรียบร้อยกันเลยดีกว่า... เมื่อลูกคลอดออกไปแล้ว
มันก็เหมือนกับยกภูเขาออกจากอกเลยทีเดียวครับ ความเจ็บปวด ความทรมาน ความแน่นอึดอัด
ความกลัว ความกังวลก็หายไปเป็นปลิดทิ้งเลยทีเดียว พอคลอดแล้วคุณหมอมักจะนำลูกน้อยตัวดี
ซึ่งก่อนหน้านี้ยังดิ้นอยู่ในท้องอยู่เลย แต่ตอนนี้คุณแม่ก็จะได้โอบกอด ชื่นชมสมกับที่รอคอยมานาน
สีหน้าแววตาของคุณแม่ในตอนนี้ดูมีความสุขปลาบปลื้มที่ใครเห็นก็อดยืนดีด้วยไม่ได้
เห็นหน้าเห็นตาแนะนำตัวกันเรียบร้อยแล้ว คุณพยาบาลก็จะลองให้ลูกได้ดูดนมแม่จากเต้าสักแป๊บนึง
เพื่อเป็นการสร้างสายสัมพันธ์ของความเป็นแม่ และยังช่วยกระตุ้นให้น้ำนมไหลได้เร็วขึ้นด้วย
ช่วงนี้เพื่อไม่ให้เสียเวลาคุณหมอก็จะตั้งหน้าตั้งตาเย็บซ่อมแซมแผลฝีเย็บที่คุณหมอตัดออก
เพื่อทำคลอดให้กลับเข้าที่เรียบร้อยเหมือนเดิม เสร็จแล้วก็จะให้คุณแม่นอนพักเหนื่อยอยู่ในห้องคลอดอีกประมาณ 1-2 ชั่วโมง
ช่วงนี้คุณพยาบาลก็จะมาตรวจวัดความดัน อัตราการเต้นของหัวใจ ดูว่ามดลูกแข็งตัวดีมั้ย
มีเลือดออกทางช่องคลอดมากเกินไปหรือเปล่า เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็จะย้ายคุณแม่กลับเข้าห้องพัก
ช่วงนี้คุณพ่อหรือญาติๆ ทั้งหลายก็ยังไม่ควรไปเยี่ยม หรือรบกวนมากในช่วงนี้ ปล่อยให้คุณแม่ได้นอนพักสบายๆ
อย่างน้อยสัก 4-6 ชั่วโมงจะดีกว่า
เมื่อตื่นแล้วคุณแม่อย่าเพิ่งรีบลุกขึ้นจากเตียงทันทีทันใด เพราะอาจมีอาการหน้ามืดเป็นลมได้
ให้ลืมตาดูรอบๆ ก่อน ถ้าไม่มีอาการเวียนหัวตาลาย ก็ลุกนั่งก่อนสักครู่จึงค่อยๆ ลุกขึ้นช้าๆ
คุณแม่บางคนที่มีอาการอ่อนเพลียหรือเสียเลือดมาก มักจะมีอาการหน้ามืดเป็นลมได้ง่าย
ทางที่ดีก็ควรหาใครสักคนอยู่เป็นเพื่อนด้วยจะได้ช่วยเหลือกันได้อย่างทันท่วงที
เมื่อคุณแม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่แล้ว ก็ถึงบทที่ต้องฝึกหัดความเป็นแม่กันแล้ว ช่วงหลังคลอดในโรงพยาบาล
คุณแม่ควรใช้เวลาให้คุ้มค่ามากที่สุด แทนที่จะเอาแต่นอนอย่างเดียวคุณแม่ควรได้ลองหัดเลี้ยงดูลูกบ่อยๆ
เรียนรู้เทคนิคต่างๆ จากคุณพยาบาลที่จะคอยสอนให้หัดให้นมลูก อุ้มให้เรอ ดูแลทำความสะอาดก้น
เปลี่ยนผ้าอ้อม อาบน้ำ หัดทำให้คล่อง แล้วคุณแม่ก็จะมีความมั่นใจ เมื่อต้องกลับไปดูแลลูกน้อยด้วยตัวเองที่บ้าน
อย่าลืมให้คุณพ่อหัดช่วยดูแลลูกน้อยไปพร้อมๆ กันด้วย เวลากลับบ้านไปแล้วคุณพ่อจะได้มีส่วนร่วมในการดูแลลูกด้วย
เป็นการสร้างความรักความผูกพันในครอบครัวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพราะบางครั้งคุณแม่ผูกขาดทำทุกอย่างเองเสียหมด
เอาแต่ทุ่มเทเวลาให้กับลูกน้อย จนในบางครั้งคุณพ่ออาจจะรู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกินในบ้าน เดี๋ยวเขาจะน้อยใจ
ความผิดปกติในช่วงหลังคลอดก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในบางราย ที่สำคัญจำง่ายตามสูตรผมก็คือ
หนึ่ง...ต้องไม่มีไข้ สอง...ต้องเจ็บแผลน้อยลง สาม...ต้องปวดท้องน้อยลง สี่...เลือดต้องออกน้อยลง
- ไข้ต้องไม่มี เพราะการที่มีไข้ก็แสดงว่าอาจมีบางสิ่งบางอย่างไม่ปกติ เช่น แผลอักเสบ มดลูกอักเสบ
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ แต่บางทีนมคัดก็ทำให้มีไข้ได้เหมือนกัน
- แผลต้องเจ็บน้อยลง แผลที่ดีต้องไม่บวม ไม่แดง ไม่เจ็บมากขึ้น ถ้าแผลบวม แผลแดง เจ็บมากขึ้น
นั่นก็แปลว่าแผลกำลังอักเสบ อีกสองวันแผลก็แยกแล้วครับ
- ท้องต้องปวดน้อยลง หลังคลอดมดลูกก็จะบีบตัวเล็กลงเรื่อยๆ ยิ่งบีบก็ยิ่งเล็ก แต่บีบทีก็จะปวดๆ
เหมือนปวดประจำเดือน ยิ่งลูกกินนมแม่ก็จะยิ่งบีบ แต่โดยรวมแล้วความปวดก็ต้องน้อยลงทุกวัน
- เลือดต้องออกน้อยลง เลือดที่ว่าก็คือน้ำคาวปลานั่นเองครับ สีต้องจางลง ปริมาณต้องน้อยลง
ถ้าเลือดสดมากขึ้น ออกมากขึ้นอย่างนี้ก็แย่หน่อยครับ
ถ้าเป็นอะไรขึ้นมาไม่ว่าจะรกค้าง ตกเลือด แผลอักเสบ มดลูกอักเสบ อาการก็ไม่หนีสี่ข้อนี้แหละครับ
ก่อนกลับบ้านคุณหมอจะอธิบายการปฏิบัติเมื่อกลับบ้าน อาหารการกิน การบริหารร่างกาย
ภาวะผิดปกติที่ต้องกลับมาพบแพทย์ และคุณหมอจะนัดตรวจหลังคลอดใน 4-6 สัปดาห์ข้างหน้า
ระยะหลังคลอด...ที่บ้าน
เมื่อกลับมาบ้านแล้ว คราวนี้คุณแม่จะต้องเลี้ยงดูลูกด้วยตัวเองแล้วครับ คุณแม่บางคนอาจจะกลัวเลี้ยงลูกไม่เป็น
แต่สัญชาตญาณของความเป็นแม่จะช่วยให้คุณแม่สามารถผ่านพ้นระยะนี้ไปได้อย่างไม่ยากเย็นอะไร
ยิ่งถ้าคุณแม่มีพี่เลี้ยงดีๆ เช่น คุณยายของลูกที่คอยช่วยสอนช่วยดูอยู่ก็จะยิ่งสบายไปกันใหญ่
บางทีคุณยายอาจแย่งเอาไปเลี้ยงเองหน้าตาเฉย คุณแม่ก็เลยสบายไป
อย่างไรก็ตามการเลี้ยงลูกก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่สอนกันไม่ค่อยได้ บางคนก็อาจจะทำได้ดี
บางคนก็อาจจะทำไม่ได้เรื่อง เหมือนการลองผิดลองถูก แต่คุณแม่ทุกคนก็มักจะอยากให้ลูกได้รับแต่สิ่งที่ดีที่สุด
ในปัจจุบันก็มีหนังสือคู่มือการเลี้ยงลูกวางจำหน่ายทั่วไป คุณแม่ลองเลือกเอาเล่มดีๆ สักเล่ม
ไว้เป็นคู่มือประจำกายก็จะสามารถเลี้ยงลูกได้อย่างถูกต้อง ไม่ต้องลองผิดลองถูกต่อไปอีก
หนังสือคู่มือเหล่านี้นอกจากจะช่วยให้คุณแม่สามารถเลี้ยงดูลูกได้อย่างมั่นใจแล้ว
ยังช่วยทำให้คุณแม่เข้าใจในพัฒนาการขั้นต่างๆ ของลูก ความผิดปกติของลูกที่อาจเกิดขึ้นได้
บางทีคุณแม่อาจจะรู้มากจนคุณหมอยอมแพ้ไปเลยก็ได้
การดูแลสุขภาพโดยทั่วไปของคุณแม่ก็เป็นเรื่องสำคัญ คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีประโยชน์
มีคุณค่าครบถ้วน แต่ก็ควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทไขมัน แป้ง และของหวาน เพราะจะทำให้คุณแม่ยิ่งอ้วนขึ้นกว่าเก่า
อาหารที่ดีในระยะหลังคลอดก็ควรเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง รวมทั้งผักสด ผลไม้ต่างๆ รวมทั้งควรดื่มน้ำสะอาดเยอะๆ ด้วยครับ
ของที่ควรหลีกเลี่ยงในระหว่างที่ลูกกินนมแม่ก็มีไม่กี่อย่างหรอกครับ เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม
ยาดองเหล้าทั้งหลาย รวมทั้งผักที่มีกลิ่นแรงๆ เช่น สะตอ ชะอม ผักชี ต้นหอม ขึ้นฉ่าย
เพราะจะทำให้น้ำนมมีกลิ่นเหม็นเขียว แล้วลูกก็จะไม่ยอมกินนมแม่ไปซะเฉยๆ
คุณแม่ควรให้ลูกได้กินนมแม่อย่างน้อย 6 เดือน วันสองวันแรกหลังคลอดอาจจะยังไม่มีน้ำนมไหลออกมา
คุณแม่ก็ไม่ต้องตกใจหรือกังวลว่าจะไม่มีน้ำนมให้ลูกกินนะครับ ต้องอาศัยเวลากันบ้าง เทคนิคสำคัญคือ
พยายามให้ลูกได้ดูดนมจากอกแม่บ่อยๆ อย่างน้อยวันละ 6 ครั้ง ครั้งละอย่างน้อยครึ่งชั่วโมง สลับกันทั้งสองข้าง
ถ้าลูกดูดแล้วหลับไปก็ต้องคอยกระตุ้นให้ดูดต่อเนื่องนานพอ ถ้าปฏิบัติอย่างถูกต้อง
นมก็จะเริ่มคัดและมีน้ำนมไหลภายใน 1-2 วันต่อมา แต่บางคนก็อาจจะมาช้ากว่านี้ก็ได้
น้ำนมที่ออกมาในช่วงแรกๆ จะมีลักษณะเป็นสีเหลืองใสๆ คล้ายน้ำเหลือง อันนี้เป็นน้ำนมที่มีความสำคัญมาก
เรียกว่า Colostrum หรือนมน้ำเหลือง ที่จะมี ภูมิต้านทาน ของแม่ถ่ายทอดไปให้ลูกด้วย
น้ำนมนี้จะช่วยให้ลูกมีภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคที่ทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ดีอีกด้วย
นมน้ำเหลืองนี้จะมีอยู่ในช่วง 5 วันแรก แล้วก็จะขุ่นขาวขึ้นจนกลายเป็นน้ำนมปกติ
ช่วงที่กำลังนมคัด คุณแม่ก็ต้องจำเอาไว้เสมอว่า นมคัด-นมหนัก-ยืดยาว นั่นก็แปลว่า
ช่วงที่นมกำลังคัดเป่ง คุณแม่ก็ควรใส่ยกทรงที่อุ้มกระชับรับน้ำหนักได้ดีเอาไว้เสมอ
หากไม่ใส่อะไรเดินโทงเทงทั้งวัน อีกไม่กี่เดือนมันก็จะย้วยยาวจนวางบนตักได้เลยล่ะครับ
ที่สำคัญการดูแลป้องกันดีกว่ามาแก้ หากยานไปแล้วก็ไม่มียากินให้หดกลับเข้าที่
ไปผ่าตัดก็เจ็บตัว เสียสตางค์ แถมดูยังไงมันก็ไม่เป็นธรรมชาติ ใส่ยกทรงแบบเปิดฝาหน้าได้
ลงทุนไม่เท่าไร รับรองคุ้มค่า ยมการันตีได้เลยครับ
ยา...หลังคลอด
โดยปกติในระยะหลังคลอดคุณหมอจะให้รับประทานยาแก้อักเสบยาแก้ปวด และยาบำรุงเท่านั้น
คุณแม่ก็ควรรับประทานอย่างต่อเนื่อง เคร่งครัดจนหมด ส่วนยาวิตามิน ยาธาตุเหล็ก
ก็ควรรับประทานต่อไปอีกประมาณ 1 เดือน เพื่อช่วยเสริมสร้างทดแทนเลือดที่เสียไปในระหว่างการคลอด
และช่วยฟื้นฟูร่างกายให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติได้อย่างสมบูรณ์แข็งแรง นอกจากนั้นคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่
ก็จะเสียแคลเซียมออกทางน้ำนมไปด้วย ทำให้คุณแม่อาจมีอาการเป็นตะคริว ฟันผุ
ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อได้ง่ายในช่วงหลังคลอด ดังนั้นการรับประทานยาเสริมแคลเซียม
ก็จะช่วยทำให้คุณแม่ไม่ขาดแร่ธาตุนี้ และยังเป็นประโยชน์ต่อลูกน้อยอีกด้วย
คุณแม่บางคนมีอาการท้องผูกในช่วงหลังคลอด ซึ่งอาจเกิดจากเจ็บแผลฝีเย็บ
เลยไม่กล้าเบ่งเวลาถ่ายอุจจาระ หรือจากการดื่มน้ำไม่เพียงพอก็ได้
ดังนั้นในระยะหลังคลอดคุณแม่ก็ควรดื่มน้ำให้มาก รับประทานผักสด ผลไม้
อาหารมีกากให้เพียงพอ ที่สำคัญห้ามซื้อยาถ่าย ยาระบายมารับประทานเอง
เพราะยาบางประเภทอาจหลังออกมาทางน้ำนม ทำให้ลูกที่กินนมแม่มีอาการท้องเสียได้
ในระยะหลังคลอดที่ลูกกินนมแม่อยู่ คุณแม่ควรระมัดระวังเกี่ยวกับการใช้ยาด้วย
พึงระลึกไว้เสมอว่า แม่กินยาอะไรลูกก็กินยานั้นด้วย
การตรวจหลังคลอด
หนึ่งเดือนผ่านไปแล้ว ในแต่ละวันที่คุณแม่สาละวนดูแลเจ้าตัวน้อย
ร่างกายของคุณแม่ก็มีการฟื้นฟูให้กลับสู่สภาพปกติในเวลาเดียวกัน
โดยมากแล้วคุณหมอจะนัดคุณแม่มาตรวจอีกครั้ง 4-6 สัปดาห์หลังคลอด
เพื่อตรวจดูว่าอวัยวะภายในต่างๆ ว่ากลับเข้าสู่ภาวะปกติเข้าที่เข้าทางดีแล้วหรือยัง
การตรวจหลังคลอดคุณหมอก็จะดูว่าแผลฝีเย็บหรือแผลผ่าตัด มีปัญหาอะไรหรือเปล่า
ดูน้ำคาวปลา ตกขาว ดูว่าปากมดลูกปิดแล้วหรือยัง รวมทั้งตรวจหามะเร็งปากมดลูกด้วยเลยในคราวเดียวกัน
แล้วก็จะดูว่ามดลูกหดเล็กลงเข้าที่ดีแล้วหรือยัง มีเจ็บมีอักเสบตรงไหนผิดปกติหรือเปล่า
สุดท้ายก็ต้องเตรียมตัวกลับไปเป็นภรรยาที่ดี เพราะอีก 2 สัปดาห์หน้าก็จะเริ่มมีอะไรกันได้
ก็เลยต้องมาวางแผนการคุมกำเนิดกันก่อน ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวลูกยังไม่ทันจะสามเดือนก็ท้องอีกแล้ว
จะคุมวิธีไหนก็คงต้องพิจารณาเป็นรายๆ ไป ก็อย่าลืมคุมซะให้เรียบร้อยนะครับ ไม่ได้มีอะไรกันมานาน
เชื้อมันอัดอั้น เปิดปุ๊บ...ติดปั๊บมีเยอะแยะไป เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน
เห็นไหมครับว่า ถึงจะมีการเปลี่ยนแปลงมากมาย
แต่ถ้ารู้และเข้าใจคุณแม่ก็สามารถรับมือภาวะหลังคลอดได้สบายมาก
(update 24 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 113 มีนาคม 2548 ]
|