|
คุณแม่หลังคลอดควรจะดูแลตัวเองอย่างไร ถึงจะกลับมาฟื้นตัวฟิต สดใสเหมือนเก่า
คุณหมออานนท์มีคำแนะนำดีๆ มาฝาก
หลังจากหายหน้าหายตาไปนาน ฉบับนี้กลับมารับใช้เล่าเรื่องราวยากๆ
ทางการแพทย์ให้คุณแม่มือใหม่ฟังกันแบบง่ายๆ สบายๆ ตามสไตล์ผมก็แล้วกันนะครับ
คราวนี้เป็นเรื่องของคุณแม่ตอนหลังคลอดครับ การดูแลหลังคลอดเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับตัวคุณแม่เอง
คุณแม่ส่วนใหญ่มักจะคิดว่า การดูแลระหว่างท้องนั้นสำคัญที่สุด เลยปล่อยปละละเลยช่วงหลังคลอดไป
ยิ่งพอลูกจะคลอดออกมาเรียบร้อยแล้วแม่ก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปที่ลูกซะหมดจนไม่มีเวลาให้กับตัวเอง
แต่ที่จริงแล้วช่วงหลังคลอดเป็นช่วงที่ร่างกายของคุณแม่กำลังมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมาย
ถ้าคุณแม่สนใจตัวเองสักหน่อยดูแลตัวอย่างถูกต้องในระยะหลังคลอดก็จะช่วยให้ร่างกาย
กลับฟื้นคืนสภาพได้อย่างราบรื่นปราศจากภาวะแทรกซ้อน นอกจากเรื่องทางการแพทย์แล้ว
ชีวิตของคุณแม่ในระยะหลังคลอดก็จะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเป็นอย่างมาก
คุณแม่ต้องปรับตัวเพื่อให้สามารถทำหน้าที่ของคุณแม่ที่ดีและเป็นภรรยาที่ดีในเวลาเดียวกัน
เรามาดูกันสิว่า หลังจากคลอดลูกแล้วร่างกายของคุณแม่จะมีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
ทันทีที่ลูกตัวน้อยคลอดโผล่พ้นออกมาจากช่องคลอด มดลูกของคุณแม่ก็จะหดเล็กลงจากโตเท่าลูกแตงโม
ก็จะหดเล็กลงเหลือเท่าลูกส้มโอ คลำได้เป็นก้อนแข็งๆ กลมๆ ที่ท้องน้อย ยอดของมดลูกจะคลำได้อยู่แถวๆ
สะดือของคุณแม่ หลังจากนั้นก็จะหดเล็กลงประมาณวันละ 1 นิ้วมือ แล้วก็เล็กลง...เล็กลง
จนหายเข้าไปอยู่ในอุ้งเชิงกราน ไม่สามารถคลำได้ทางหน้าท้องใน 2 สัปดาห์
แล้วก็จะเล็กลงอีกจนเหลือเท่าขนาดปกติก่อนที่จะตั้งครรภ์ใน 4 สัปดาห์
หลังคลอดใหม่ๆ มดลูกจะบีบตัวแข็งเป๊ก เกร็งเป็นก้อนแข็งๆ ตอนนี้ยิ่งแข็งก็ยิ่งดีนะครับ
เพราะถ้ามดลูกบีบตัวดี ก็จะทำให้ไม่เสียเลือดมากในระยะหลังคลอด คุณแม่จะมีอาการปวดท้องน้อยคล้ายๆ
กับอาการปวดประจำเดือน แต่ก็จะปวดมากกว่า จะปวดเป็นพักๆ ใน 2-3 วันแรกหลังคลอด
ท้องสองจะปวดมดลูกมากกว่าท้องแรก ท้องสามก็จะปวดมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อแม่กำลังให้นมแก่ลูกน้อย
เนื่องจากการที่ลูกดูดนมแม่จะกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนออกมาชนิดหนึ่ง ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นให้มดลูกหดรัดตัวมากขึ้น
ดังนั้นคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มดลูกก็จะเข้าอู่เร็วกว่าคุณแม่ที่มิได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่
เวลาปวดก็ทนเอาหน่อยก็แล้วกันนะครับ ท่องคาถาเอาไว้ ยุบหนอ-ยุบหนอ ยิ่งบีบพุงก็ยิ่งยุบ
คิดอย่างนี้ค่อยมีกำลังใจหน่อย
ในระหว่างการคลอด ตอนช่วงไคลแมกซ์ ขณะที่หัวของลูกกำลังจะโผล่ออกมาภายนอก
ปากช่องคลอดก็จะยืดขยายกว้างออกไปเรื่อยๆ ดูราวกับว่าจะปริฉีกขาดออกจากกัน
ตอนนี้คุณหมอก็จะช่วยตัดฝีเย็บ เพื่อขยายปากช่องคลอดให้กว้างขึ้น ป้องกันไม่ให้เกิดการฉีกขาดรุ่งริ่ง
ป้องกันไม่ให้เนื้อเยื่อรอบๆ ปากช่องคลอดยืดขยายมากเกินไป หลังจากคลอดเสร็จแล้ว
คุณหมอก็จะเย็บแผลฝีเย็บกลับเข้าที่เหมือนเดิม โดยมากแล้วก็มักจะเย็บแผลด้วยไหมละลาย
เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลากลับมาตัดไหมกันอีกครั้ง อีกทั้งแผลก็ยังดูดีสวยงามกว่าอีกด้วย
หลังคลอดวันแรกถ้าแผลฝีเย็บมีอาการบวมและเจ็บมาก การใช้น้ำแข็งประคบจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บแผล
และยังช่วยลดบวมได้ แต่ถ้าเลยวันแรกไปแล้วก็จะอบแผลด้วยความร้อนเพื่อช่วยลดอาการบวม
ถ้าคุณแม่มีอาการเจ็บแผล ก็ให้รับประทานยาแก้ปวดพาราเซตามอล 2 เม็ด ก็จะช่วยบรรเทาอาการปวดได้
โดยยานี้จะไม่มีผลต่อลูกน้อยเมื่อให้นมแม่แต่อย่างใด ในรายที่แผลบวมมาก เจ็บมาก จนนั่งไม่สะดวก
อาจใช้ห่วงยางอันเล็กๆ คล้ายๆ กับที่ใช้ในรายที่เป็นริดสีดวงทวารนั่นแหละครับรองนั่ง ก็จะรู้สึกสบายขึ้น
แถวๆ ฝีเย็บจะค่อนข้างไวต่อความรู้สึก เวลาเจ็บก็จะเจ็บเยอะ แต่ก็มักจะหายเร็วด้วยครับ โดยมาก 7 วัน
ก็หายเจ็บแล้ว และมักจะหายสนิทภายในเวลา 3 สัปดาห์หลังคลอด
แผลที่ฝีเย็บนี่ก็แตกต่างจากแผลที่อื่นๆ ครับ แผลที่ไหนๆ หมอก็มักจะติดพลาสเตอร์ใส่ยาเป็นอย่างดี
แถมกำชับซะอีกว่าไม่ให้โดนน้ำ แต่แผลฝีเย็บนี่ ปิดแผลก็ไม่ได้ปิด แถมโดนน้ำโดนเลือดแฉะอยู่อยู่ตลอดทั้งวัน
ก็เลยต้องดูแลเอาใจใส่กันเป็นพิเศษหน่อย การดูแลแผลฝีเย็บอย่างถูกต้องก็จะช่วยป้องกันปัญหาการอักเสบติดเชื้อได้
หลังคลอดควรเช็ดทำความสะอาดแผลฝีเย็บอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง โดยใช้สำลีชุบน้ำอุ่นๆ เช็ดทำความสะอาด
โดยเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ หลังจากนั้นก็ควรซับให้แห้งทุกครั้ง ถ้ามีน้ำคาวปลาออกมาก
ก็ควรเปลี่ยนผ้าอนามัยบ่อยๆ อย่าปล่อยให้เฉอะแฉะชื้นเพราะจะทำให้มีเชื้อโรคสะสมเกิดขึ้นได้
นอกจากนั้นหลังจากถ่ายอุจจาระ ก็ควรเช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังด้วยเช่นกัน เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อโรค
ซึ่งมีอยู่มากมายในอุจจาระมาปนเปื้อนเข้าไปโดนแผล ทำให้แผลเกิดการอักเสบได้
เลือดที่ออกมาทางช่องคลอดในช่วงหลังคลอดนี้ก็จะเป็นเลือดใสคล้ายๆ กับเลือดในกะละมังปลาตามตลาด
โดยจะซึมไหลออกมาจากผนังมดลูกตรงตำแหน่งที่รกเคยเกาะติดอยู่ พอรกลอกหลุดออกไปแล้วเลือด
ก็จะซึมออกมาจากรอยนี้แล้วจะค่อยจางลงๆ ในที่สุด นอกจากนี้เยื่อบุมดลูกก็จะลอกหลุดออกมา
ปะปนกับเลือดที่ว่านี้ด้วย 3 วันแรกน้ำคาวปลาก็จะมีมากเป็นสีแดงสด หลังจากนั้นก็จะน้อย
และจางลงจนกลายเป็นสีชมพูเรื่อๆ หลังจาก 10 วันไปแล้ว ก็จะกลายเป็นมูกสีขาวๆ
และมักหมดไปภายใน 14 วันหลังคลอด บางคนอาจจะมีนานกว่านี้นิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่ต้องตกใจครับ
สำหรับคุณแม่ที่ผ่าตัดคลอดทางหน้าท้อง น้ำคาวปลาอาจจะหมดเร็วกว่าคุณแม่ที่คลอดปกติก็เป็นเรื่องธรรมดาครับ
เนื่องจากตอนผ่าคุณหมอก็จะช่วยเช็ดถูทำความสะอาดภายในโพรงมดลูกจนเกลี้ยงไม่มีอะไรเหลือแล้วครับ
เดี๋ยวเห็นน้ำคาวปลาออกน้อยแล้วจะไม่สบายใจ เพราะบางคนอาจจะกลัวว่าน้ำคาวปลาไม่ไหลเดี๋ยวมันจะตกค้าง
เป็นอันตรายหรือเปล่า ก็ไม่ต้องกังวลครับ ผ่าท้องคลอดกินยาขับให้ตายก็ไม่ออก
- ช่องคลอดและกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน
ปกติแล้วผู้หญิงเราจะมีขนาดของเส้นผ่าศูนย์กลางของช่องคลอดประมาณ 2 ซม.
แต่ในขณะที่กำลังคลอดหัวเด็กกำลังจะโผล่ หัวของลูกจะแทรกผ่านออกมาทางช่องคลอด
ทำให้ช่องคลอดของคุณแม่ขยายกว้างออกขนาดหัวลูกผ่านได้ก็จะไปถึง 10 ซม.
คิดแล้วก็น่าตกใจนะครับว่าช่องคลอดของเราจะขยายได้กว้างมากมายอะไรปานนั้น
เนื้อเยื่อต่างๆ รอบๆ ก็จะยืดขยายออกตามไปด้วย เหมือนเราดึงขยายยางหนังสติ๊กให้ยืดกว้างออก
พอปล่อยกลับสู่สภาพเดิมก็มักจะยืดกว้างออกมามากกว่าปกติ ดังนั้นหลังจากคลอดบุตรไปแล้ว
ช่องคลอดก็มักจะขยายกว้างมากขึ้นมากกว่าเดิม กล้ามเนื้อต่างๆ ภายในอุ้งเชิงกรานก็จะยืดขยายออกด้วยเช่นกัน
บางคนอาจเรียกการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ว่า กะบังลมหย่อน
ดังนั้นหลังคลอดไปแล้วคุณแม่ควรออกกำลังกาย ฟื้นฟูสภาพให้ช่องคลอดกลับมาสู่สภาพเดิมเหมือนเมื่อยังสาว
โดยการทำ Squeeze exercise หรือการ ขมิบก้น นั่นเอง ควรทำวันละ 20-30 ครั้ง
คุณแม่สามารถทำได้ทันทีในช่วงหลังคลอด ส่วนคุณแม่ที่ยังเจ็บแผลฝีเย็บอยู่ อาจเริ่มทำในสัปดาห์ที่สองหลังคลอดก็ได้
คุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อาจจะบริหารกะบังลมโดยการขมิบก้นในระหว่างที่ให้นมลูกก็ได้เพลินดีเหมือนกัน
คุณแม่ที่บริหารช่องคลอดและกะบังลมอย่างสม่ำเสมอ ช่องคลอดก็มักจะกลับมากระชับแข็งแร
งเหมือนปกติภายในเวลา 3 เดือน ส่วนคุณแม่ที่ไม่ได้ทำการบริหารอย่างเต็มที่อาจจะทำให้มีอาการกะบังลมหย่อน
มีปัสสาวะเล็ดเวลาไอหรือจาม บางคนมีอาการปวดท้องน้อยบ่อยๆ เวลายกของหนัก
เนื่องจากแรงเบ่งในช่องท้องจะดันมดลูกให้เลื่อนต่ำลงผ่านออกมาทางช่องกะบังลมที่ยังขยายกว้างอยู่
ทำให้เกิดการตึงเจ็บที่ปีกมดลูกทั้งสองข้าง
อย่าลืมนะครับ คุณแม่ที่ผ่านการคลอดมาแล้ว ถ้าบริหารช่องคลอดและกะบังลมอย่างสม่ำเสมอ
ก็สามารถฟื้นฟูสภาพกลับมาตึงกระชับเหมือนสาวๆ ได้ไม่ยาก ยิ่งถ้าหมั่นบริหารอยู่เสมอ
สาวๆ บางทียังสู้ไม่ได้เลยครับ
สำหรับคุณแม่ที่คลอดโดยการผ่าตัดออกทางหน้าท้อง จะมีรอยผ่าตัดยาวประมาณ 10-12 ซม.
ที่บริเวณหน้าท้องส่วนล่าง แผลอาจจะเป็นแผลยาวตรงกลาง ซึ่งมักจะเย็บด้วยไหมตัด
จึงต้องกลับไปตัดไหมอีกครั้งประมาณ 7 วันหลังผ่าตัด ส่วนกรณีที่แผลผ่าตัดเป็นรอยขวางที่หัวหน่าว
ก็มักจะเป็นไหมละลาย ไม่จำเป็นต้องตัดไหม นอกจากนั้นในปัจจุบันพลาสเตอร์ปิดแผลยังสามารถกันน้ำได้
ทำให้คุณแม่สามารถอาบน้ำได้ในช่วงหลังคลอด ดังนั้นก่อนออกจากโรงพยาบาล
คุณแม่ควรสอบถามให้แน่ใจทุกครั้งว่าต้องตัดไหมหรือเปล่า อาบน้ำได้หรือไม่
โดยปกติแล้วแผลผ่าตัดจะแห้งและติดสนิทในเวลาประมาณ 7-10 วัน หลังจากนั้นคุณแม่ก็จะสามารถอาบน้ำได้
หลังอาบน้ำแล้วก็ควรเช็ดบริเวณแผลให้แห้ง อาจใช้แอลกอฮอล์เช็ดทำความสะอาดแผลในระยะแรกๆ
ในระยะที่แผลกำลังหาย อาจมีอาการคันยุบยับบ้าง แต่ก็ไม่ควรเกานะครับ
เพราะจะทำให้แผลนูนหนากลายเป็นแผลเป็นได้ง่าย
นอกจากนั้นคุณแม่หลังคลอดควรหลีกเลี่ยงการใส่กางเกงชั้นในประเภทบิกินีตัวเล็กตัวน้อย
เพราะขอบยางยืดของกางเกงในจะกดเสียดสีที่รอยแผล ทำให้แผลนูนหนาแข็งเป็นแผลเป็นได้
กางเกงในประเภทตัวใหญ่ๆ เชยๆ จะดีสำหรับคุณแม่หลังผ่าตัดมากกว่า
คุณแม่ที่ชอบใส่กางเกงเป็นประจำ ก็ควรหลีกเลี่ยงกางเกงคับๆ ประเภทกางเกงยีนส์
เพราะซิบตรงกลางจะกดเสียดสีกับแผลบ่อยๆ ทำให้ตรงกลางนูนขึ้นดูไม่สวย
ดังนั้นคุณแม่หลังผ่าตัดควรใส่เสื้อผ้าหลวมสบายจะดีกว่า
ระหว่างที่กำลังตั้งครรภ์ หน้าท้องสวยๆ ของว่าที่คุณแม่จะเปลี่ยนแปลงไปจนน่าตกใจ ทั้งหนา ทั้งดำ
ทั้งลาย เห็นสภาพหน้าท้องของตัวเองแล้วก็กลุ้มใจ การดูแลตัวเองในระยะหลังคลอด ก็จะช่วยให้หน้าท้องกลับมาดูดีขึ้น
แม้ว่าจะไม่สวยเท่าแต่ก่อน แต่ก็ยังดีกว่าปล่อยให้กลายพะโล้เป็นตุ่มต่อขานะครับ
ตอนท้องขนาดของมดลูกที่โตขึ้นเรื่อยๆ จะทำให้ผนังหน้าท้อง และกล้ามเนื้อหน้าท้องยืดขยายออก
อีกทั้งคุณแม่บางคนก็ไม่ค่อยระวังเรื่องอาหารการกิน กินอะไรก็อร่อยไปหมด ไขมันส่วนเกินก็เลยสะสมไว้ที่หน้าท้องมากขึ้นเรื่อยๆ
ในระยะหลังคลอดหน้าท้องของคุณแม่จะทั้งหย่อนทั้งหนาจนน่าหนักใจ การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอในระยะหลังคลอด
ก็จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหน้าท้อง และยังช่วยลดไขมันหน้าท้องได้อีกด้วย
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่นอกจากจะได้ประโยชน์แก่ลูกน้อยอย่างเต็มที่แล้ว
ก็จะยังช่วยระบายไขมันส่วนเกินออกไปได้อีกด้วย ของเก่าก็ยังเหลืออีกตั้งเยอะ ของใหม่ก็อย่าเพิ่งเติมเข้าไปอีก
อาหารประเภทไขมัน ของหวาน อาหารประเภทแป้งทั้งหลาย ก็ควรหลีกเลี่ยง
เพราะจะทำให้มีไขมันสะสมที่หน้าท้องของคุณแม่มากขึ้น
หน้าท้องของคุณแม่บางคนจะมีสีคล้ำดำขึ้นอย่างเห็นได้ชัด อันเป็นผลจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์
ในระยะหลังคลอดผิวหนังชุดเดิมซึ่งมีสีคล้ำจะค่อยๆ ลอกหลุดออกไปเป็นขี้ไคลภายใน 3-4 เดือน
ผิวหนังชุดใหม่ที่สร้างขึ้นมาทดแทนเรื่อยๆ ตามธรรมชาติก็จะมีสีเหมือนปกติ ดังนั้นคุณแม่ไม่ควรกังวล
หรือร้อนรนจนเกินไป บางคนถึงกับอบตัวขัดผิว เสียเงินเสียทองไปเยอะแยะ ถ้าให้เวลาแก่ร่างกายสักหน่อย
ผลที่ได้ก็ไม่แตกต่างกันเลย
ในระหว่างที่ตั้งครรภ์ ร่างกายของคุณแม่ก็เปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างมากช่วงหลังคลอด
ร่างกายก็ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงมากด้วยเช่นกัน เพราะฉะนั้นอย่าลืมดูแลตัวเองให้ดีด้วยนะครับ
เรื่องสำคัญอย่างนี้ละเลยไม่ได้เชียว
(update 23 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 111 มกราคม 2548 ]
|