คุณระทมอายุ 28 ปี อาชีพพนักงานธนาคาร ตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นครั้งแรก
ภายหลังตั้งครรภ์ไปฝากครรภ์กับคุณหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ตลอดเวลาที่ฝากครรภ์
คุณหมอที่ดูแลก็บอกว่าการตั้งครรภ์ของคุณระทมปกติดี
คุณระทมเพิ่งคลอดลูกเมื่อประมาณ 1 เดือนก่อน โดยคุณหมอต้องใช้เครื่องดูดสุญญากาศช่วยคลอด
เนื่องจากคุณระทมเบ่งคลอดอยู่นานก็ไม่คลอด และลูกตัวค่อนข้างใหญ่ น้ำหนักแรกคลอด 3,750 กรัม
หลังคลอด 3 วัน คุณหมออนุญาตให้คุณระทมกลับบ้านได้พร้อมลูก
8 วันหลังคลอด สามีได้พาคุณระทมมาพบคุณหมอ เนื่องจากคุณระทมมีอาการซึมเศร้ามากและบ่นอยากฆ่าตัวตาย
จากการซักประวัติจากสามีและญาติได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าคุณระทมมีอาการซึมๆ ตั้งแต่วันที่กลับบ้านแล้ว
ขณะอยู่ที่บ้านก็ไม่ค่อยได้พักผ่อน เพราะมีญาติมาเยี่ยมบ่อย และต้องให้ลูกดูดนมตอนกลางคืนหลายครั้ง
คุณระทมยังบ่นให้สามีฟังด้วยว่า เจ็บแผลที่ช่องคลอดไม่หายสักที สามีของคุณระทมมีอาชีพเป็นทหารเรือ
และต้องออกเรือเป็นครั้งคราว แต่ละครั้งนานประมาณ 2-3 เดือน ช่วงเวลาดังกล่าวคุณระทมต้องอยู่คนเดียว
ในช่วงที่ตั้งครรภ์สามีก็ต้องออกเรือประมาณ 3 เดือน จากการสอบถามสามีและญาติทราบว่า คุณระทมเป็นคนที่ค่อนข้างคิดมาก
ขณะตั้งครรภ์รู้สึกกลัวอะไรไปหมด กลัวว่าจะเลี้ยงลูกไม่ได้ กลัวลูกจะไม่แข็งแรง กลัวสามีจะทอดทิ้ง
ภายหลังการซักประวัติและตรวจร่างกายคุณหมอที่ดูแลได้ปรึกษาจิตแพทย์เพื่อมาร่วมดูแลคุณระทม
จิตแพทย์ให้การวินิจฉัยว่า คุณระทมเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด และได้รับไว้รักษาในโรงพยาบาล
ให้คุณระทมได้นอนพักพร้อมกับให้รับประทานยาต่อต้านอารมณ์ซึมเศร้า ส่วนลูกของคุณระทมได้ส่งไปดูแล
ที่ห้องเด็กอ่อนของโรงพยาบาล ภายหลังรับไว้ในโรงพยาบาล 1 สัปดาห์ คุณระทมมีอาการดีขึ้น
คุณหมอได้ให้ยาต้านอารมณ์ซึมเศร้าไปรับประทานต่อที่บ้าน และนัดมาตรวจซ้ำในอีก 2 สัปดาห์
วันนี้คุณระทมมารับการตรวจตามที่คุณหมอนัด พบว่าอาการดีขึ้นจนเป็นปกติ สามารถเลี้ยงลูกได้ดีโดยมีสามีคอยช่วย
ชื่อผู้ป่วย สถานที่ และเหตุการณ์ในตัวอย่างเป็นสิ่งที่สมมุติขึ้น
อย่างไรก็ตามเค้าโครงของเรื่องนำมาจากเหตุการณ์จริงทั้งสิ้น
ช่วงเวลาหลังคลอดใหม่ๆ น่าจะเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของคุณพ่อคุณแม่ทุกคน
เพราะเป็นช่วงเวลาที่ได้ลูกน้อยมาชื่นชมหลังจากต้องเฝ้ารอมาเป็นเวลานานเกือบปี
อย่างไรก็ตาม มีคุณแม่จำนวนไม่น้อยกลับไม่เป็นเช่นนั้น แต่จะรู้สึกซึมเศร้าแทน
ซึ่งบางรายก็อาจมีอาการอย่างอื่นร่วมด้วย เช่น กลัวโกรธ หรือกังวลภายหลังคลอด
บางรายอาจคิดฆ่าตัวตายได้เช่นเดียวกับรายของคุณระทม
อาการต่างๆ เหล่านี้ ทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด ซึ่งคุณแม่อาจมีอาการ
และความรุนแรงได้แตกต่างกันค่อนข้างมาก บางรายก็อาจแค่รู้สึกเศร้าๆ เท่านั้น
ในขณะที่บางรายก็อาจจะมีอาการซึม หรืออาการอื่นๆ เช่น วิตกจริตร่วมด้วย
ภาวะซึมเศร้าหลังคลอด มี 2 ชนิด
- ในคุณแม่ที่มีเพียงความรู้สึกเศร้าๆ และอาการหายไปในเวลาเพียง 2-3 วัน กรณีเช่นนี้ทางการแพทย์เรียกชื่อว่า
อารมณ์เศร้าหลังคลอด (Postpartum Blues หรือ Baby Blues) ซึ่งไม่ถือว่าเป็นความผิดปกติที่ร้ายแรงอะไร
- แต่ในคุณแม่ที่มีอาการรุนแรงมากกว่าความเศร้าเฉยๆ เช่น อาการซึม ท้อแท้ วิตกกังวล
หรืออยากฆ่าตัวตายร่วมด้วย อาการเช่นนี้ทางการแพทย์ถือว่าเป็นความผิดปกติ หรือเป็นโรคที่เรียกชื่อว่า
โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression) และจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาโดยคุณหมอ
มิฉะนั้นอาการอาจจะรุนแรงมากขึ้นจนกลายเป็นโรคทางจิตอื่นๆ ตามมาได้
อารมณ์เศร้าหลังคลอด (Postpartum Blues หรือ Baby Blues)
คุณแม่ที่มีอารมณ์เศร้าหลังคลอด อาจแสดงอาการออกมาให้เห็นได้หลายรูปแบบ เช่น
- แสดงอาการโกรธลูก โกรธสามี หรือแม้แต่ญาติโดยไม่ค่อยมีเหตุผล
- ร้องไห้โดยไม่มีเหตุผล
- นอนไม่หลับ รับประทานอาหารไม่ลง
- พร่ำบ่นว่าจะเลี้ยงลูกไม่ได้อยู่ตลอดเวลา
ทำไมจึงมีอารมณ์เศร้าหลังคลอด
จนกระทั่งปัจจุบัน ก็ยังไม่ทราบว่าอารมณ์เศร้าหลังคลอดเกิดได้อย่างไร
เชื่อว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับการลดระดับของฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์บางชนิดภายหลังคลอด
เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน หรืออาจจะเกิดการเหนื่อยล้าจากการคลอดที่ยาวนานและทรมานก็ได้
ทำอย่างไรดีถ้าคุณแม่มีอารมณ์เศร้าหลังคลอด
อารมณ์เศร้าหลังคลอดไม่จำเป็นต้องรักษาอะไร ขอเพียงแต่ให้สามี ญาติ และผู้เกี่ยวข้องทุกคนเข้าใจ
และช่วยประคับประคองดูแล คุณแม่ก็จะหายจากอาการเหล่านี้ได้ในระยะเวลาเพียง 2-3 วันเท่านั้น
โรคซึมเศร้าหลังคลอด (Postpartum Depression)
คุณแม่บางรายที่มีอารมณ์เศร้าหลังคลอด แต่อาการไม่บรรเทาลงแม้เวลาจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม
หรือบางรายกลับมีอาการบางอย่างเพิ่มขึ้นอีกด้วย ลักษณะเช่นนี้บ่งบอกว่า คุณแม่น่าจะมีความผิดปกติ
หรือเป็นโรคที่เรียกว่า โรคซึมเศร้าหลังคลอด แล้ว
คุณแม่ที่มีภาวะนี้จะมีอาการได้หลายอย่าง เช่น
- มีความเศร้าที่รุนแรงมากจนอาจอยากฆ่าตัวตาย
- มีความวิตกกังวลไปทุกเรื่อง ทั้งเรื่องตัวเอง เรื่องลูก เรื่องครอบครัว
- มีความท้อแท้ต่อการดำเนินชีวิตต่อไป
กรณีของคุณระทม การที่คุณหมอให้การวินิจฉัยว่าเป็น โรคซึมเศร้าหลังคลอด ไม่ใช่แค่อารมณ์เศร้าหลังคลอด
ก็เพราะหลังคลอดไปแล้วอาการซึมเศร้าของคุณระทมไม่หายไปในเวลา 2-3 วัน แต่กลับเป็นนานกว่านั้น
และอาการก็ค่อนข้างรุนแรงเสียด้วยคือ คิดฆ่าตัวตาย
ใครบ้างที่เสี่ยงจะเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด
โรคซึมเศร้าหลังคลอดไม่ได้เกิดกับคุณแม่ทุกคน แต่มักจะเกิดในคุณแม่ที่มีลักษณะบางประการ เช่น
- สามีทอดทิ้งหรือไม่ค่อยดูแล
- เคยมีอาการซึมเศร้าภายหลังคลอดครั้งก่อน
- ป่วยเป็นโรคทางจิตอยู่แล้ว
- เพิ่งจะมีความเครียดก่อนคลอดไม่นาน เช่น สูญเสียคนรัก คนในครอบครัวเจ็บป่วย เพิ่งย้ายบ้าน เป็นต้น
- มีประวัติคนในครอบครัวมีปัญหาทางจิต
คุณระทมมีปัจจัยที่ทำให้เป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดได้ง่าย ก็คืออาชีพของสามีที่ต้องปล่อยให้คุณระทม
อยู่คนเดียวเป็นเวลานาน ทำให้เครียดได้เมื่อต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง
โรคซึมเศร้าหลังคลอพบบ่อยไหม
โรคซึมเศร้าหลังคลอดอาจจะเกิดในคุณแม่อายุเท่าไรก็ได้ หรือเป็นการคลอดครั้งไหนก็ได้เช่นกัน
โชคดีที่ภาวะนี้พบค่อนข้างน้อย ในคุณแม่ที่คลอด 1,000 รายมีโอกาสที่จะมีภาวะนี้เพียง 1-3 รายเท่านั้น
ทำไมคุณแม่จึงเป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอด
สาเหตุของโรคซึมเศร้าหลังคลอดยังไม่เป็นที่ทราบกันอย่างแน่ชัด เชื่อว่า คงเกิดจากปัจจัยหลายๆ อย่างรวมกัน
เช่น ปัจจัยทางร่างกาย ทางจิตใจ และอารมณ์ วิถีการดำเนินชีวิต รวมทั้งความเชื่อส่วนตัวบางอย่างของคุณแม่
มีหลักฐานหลายอย่างที่บ่งบอกว่าเป็นปัจจัยทางกายมีผลทำให้เกิดโรคซึมเศร้าหลังคลอด เช่น
- การลดระดับของฮอร์โมนจากการตั้งครรภ์ เช่น ฮอร์โมนเอสโตรเจน
และโปรเจสเตอโรนภายหลังคลอด จะเป็นตัวกระตุ้นให้อารมณ์ของคุณแม่เปลี่ยนแปลงได้
คล้ายกับอารมณ์ที่เปลี่ยนแปลงของสตรีขณะจะมีประจำเดือน เช่น หงุดหงิด ซึมเศร้า
- คุณแม่บางรายรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากหลังคลอด
โดยเฉพาะรายที่ต้องผ่าคลอดภายหลังเจ็บท้องคลอดอย่างยาวนาน จึงทำให้ซึมเศร้าได้
- คุณแม่หลังคลอดมักพักผ่อนไม่พอ ไม่ว่าจะจากมีคนมาเยี่ยมมาก
ต้องให้ลูกดูดนม บางรายต้องทำงานบ้านด้วยซ้ำ สิ่งเหล่านี้ทำให้อ่อนเพลียมาก อดนอน ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้ซึมเศร้าได้
คุณระทมมีปัจจัยทางกายหลายประการดังที่กล่าวถึงข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นการคลอดยากที่ทำให้เหน็ดเหนื่อย
และเจ็บแผลยาวนาน การพักผ่อนน้อยจากการเลี้ยงลูกและการเยี่ยมของญาติ
หลักฐานต่างๆ ดังกล่าวข้างต้นใช้อธิบายสาเหตุการเกิดอารมณ์เศร้าหลังคลอดได้เช่นเดียวกัน
ภายหลังคลอด คุณแม่อาจจะมีอารมณ์และความรู้สึกเปลี่ยนแปลงได้มากมายหลายอย่าง เช่น
- เครียดในการเลี้ยงลูก โดยเฉพาะถ้าลูกมีปัญหา เช่น คลอดก่อนกำหนด
- กลัวว่าจะขาดอิสระเหมือนที่เคยเป็น
- กลัวว่าร่างกายจะไม่สวยงามเหมือนเดิม และสามีจะไม่รัก
ผลเหล่านี้ทำให้คุณแม่เกิดโรคซึมเศร้าหลังคลอดได้ คุณระทมเป็นคนที่คิดมาก
กลัวไปหมดจึงเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดโรคได้
- คุณแม่ที่ต้องเลี้ยงลูกคนเดียว โดยไม่มีผู้ช่วยเหลือ
- คุณแม่ที่ไม่สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ เพราะต้องทำงาน
สิ่งเหล่านี้ทำให้คุณแม่เป็นโรคซึมเศร้าหลังคลอดได้
- คุณแม่บางคนเชื่อว่าตัวเองคงเป็นแม่ที่สมบูรณ์แบบ (Perfect Mother) ไม่ได้
จึงกลัวที่จะเลี้ยงลูกไม่ได้ดีตามที่ควรจะเป็น
- คุณแม่บางคนเชื่อ หรือฝันว่าลูกของตนจะต้องเป็นเด็กที่สมบูรณ์ (Perfect Baby)
แต่ภายหลังคลอดลูกไม่ได้เป็นอย่างที่เชื่อหรือฝันเลย คุณแม่บางคนมีลูกที่เลี้ยงยากมาก
บางคนมีลูกที่ป่วยบ่อย
ผลดังกล่าวทำให้คุณแม่มีอาการเครียดและตามมาด้วยโรคซึมเศร้าหลังคลอดได้เช่นกัน
คุณแม่บางรายยังอาจคิดต่อไปด้วยว่าตัวเองเป็นคนไม่ดีหรือเปล่าที่ไม่ชื่นชมลูกของตัวเองที่คลอดออกมาเลย
คุณระทมมีความกลัวดังกล่าวข้างต้น จึงเสี่ยงที่จะเป็นโรค
ทำอย่างไรดีถ้าคิดว่าตัวเองมีอาการซึมเศร้าหลังคลอด
ถ้าคุณแม่คิดว่าตัวเองมีอาการซึมเศร้าหลังคลอด ก่อนที่จะไปพบคุณหมอ คุณแม่อาจดูแลตัวเองได้
ด้วยวิธีการต่างๆ ก่อนก็ได้ เช่น
- พักผ่อนให้เต็มที่ พยายามหลับเมื่อลูกหลับ
- หาคนมาช่วยดูแลลูกชั่วคราวเพื่อให้คุณแม่พักผ่อนได้อย่างเพียงพอ
- ดูแลความสะอาดตัวเองทุกวัน เช่น อาบน้ำ สระผม เพื่อให้ร่างกายสดชื่น
- อย่าหมกมุ่นอยู่ในบ้าน แต่ควรออกไปเดินเหินออกกำลังกายบ้าง
ถ้าได้พูดคุยกับเพื่อนบ้านจะยิ่งดี
ซึ่งคุณอาจนำลูกน้อยออกไปนอกบ้านกับคุณด้วยก็ได้
- ถ้าดูแลตัวเองแล้วไม่ดีขึ้น คุณแม่ควรเล่าให้สามีหรือญาติฟัง เพื่อจะได้พาไปปรึกษา
และรับคำแนะนำในการปฏิบัติตัวจากคุณหมอ
คุณหมอจะดูแลรักษาอย่างไร
ถ้าคุณหมอที่ดูแลเห็นว่า ปัญหาของคุณมีความรุนแรงมากกว่าที่จะให้การดูแลตามปกติ
จะได้ส่งคุณแม่ไปรับการดูแลโดยคุณหมอผู้มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางต่อไป
การดูแลรักษาโดยคุณหมอผู้เชี่ยวชาญอาจมีได้หลายรูปแบบ ถ้าคุณแม่มีอาการไม่มาก
คุณหมอก็อาจจะให้เพียงคำแนะนำการปฏิบัติตัว แต่ถ้าอารมณ์ซึมเศร้าเป็นมาก
การรักษาโดยการใช้ยาต่อต้านอารมณ์ซึมเศร้าจะช่วยได้มาก มีคุณแม่เพียงบางราย
และเป็นส่วนน้อยที่คุณหมอจำเป็นต้องรับไว้ดูแลรักษาในโรงพยาบาล เช่นเดียวกับรายของคุณระทม
(update 14 กุมภาพันธ์ 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 103 พฤษภาคม 2547 ]
|