ภาวะอ้วนกับการตั้งครรภ์


คำว่า “อ้วน” สำหรับคุณผู้หญิงทั้งหลายนั้น ไม่ว่าจะได้ยินได้ฟังเมื่อไหร่ ก็มักจะทำให้เกิดอาการแสลงใจขึ้นมาทุกทีไป และเป็นคำหนึ่งที่ไม่ควรจะใช้ในการทักทาย หรือพูดคุยกันเป็นอย่างยิ่ง ไม่เช่นนั้นอาจมีโกรธ มีงอนกันได้ ถึงแม้จะสนิทสนมกันแค่ไหนก็ตาม...ฮึ

ความอ้วนเป็นเรื่องที่ไม่มีคุณผู้หญิงคนไหนอยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง และเป็นเรื่องที่ทุกคนจะคอยระมัดระวังกันอยู่เสมอ สาเหตุส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้หญิงทุกคนย่อมมีความกังวลเรื่องความสวยงามของรูปร่าง และภาพลักษณ์ที่ผู้อื่นจะมองนั่นเอง แต่อีกประเด็นซึ่งซึ่งมีความสำคัญเช่นกัน ได้แก่ ปัญหาสุขภาพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและสัมพันธ์กับภาวะอ้วน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงที่มีภาวะอ้วนทุกคน ไม่ว่าจะในสภาวะปกติ หรือเมื่อเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมา โดยเฉพาะกรณีที่ตั้งครรภ์นั้น ภาวะอ้วนนับเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอย่างหนึ่งทีเดียว ที่อาจก่อให้เกิดความผิดปกติต่างๆ ขึ้นกับคุณแม่และลูกน้อยในท้องครับ


เมื่อไหร่จึงจะเรียกว่าอ้วน

เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจกันให้ดีก่อนครับ เพราะส่วนใหญ่แล้วเรามักจะใช้ความรู้สึกนึกคิดในการตัดสินเรื่องนี้กัน สังเกตได้จากวัยรุ่นทั้งหลายที่มักจะชอบบ่นว่าอ้วนกันเรื่อยไป ทั้งที่รูปร่างก็สวยงามกำลังดีอยู่แล้ว ส่วนการที่จะพิจารณาจากน้ำหนักตัวเพียงอย่างเดียวนั้น ก็ไม่ใช่วิธีที่ถูกต้องเช่นกัน

ที่เหมาะสมควรที่จะต้องคำนึงถึงรูปร่างทั่วไปของแต่ละคนโดยเฉพาะความสูงด้วย เชื่อว่าหลายท่านก็คงจะเคยได้ยินกันมาบ้างใช่ไหมครับว่า วิธีคิดน้ำหนักตัวที่เหมาะสมอย่างง่ายๆ นั้น ให้นำส่วนสูง (เซนติเมตร) ลบด้วย 100 สำหรับฝ่ายหญิง หรือลบด้วย 100 สำหรับฝ่ายชาย... ซึ่งก็เป็นแนวทางการคิดอย่างคร่าวๆ เท่านั้น

แต่สำหรับในทางการแพทย์นั้น การที่จะบอกถึงสภาพน้ำหนักตัวว่าเหมาะสมกับแต่ละคนหรือไม่ จะใช้สิ่งที่เรียกว่า ค่า “ดัชนีมวลกาย” หรือในภาษาอังกฤษเรียกว่า “Body Mass Index” (BMI) ครับ ซึ่งเป็นค่าตัวเลขที่ได้จากการนำน้ำหนัก (กิโลกรัม) และส่วนสูง (เมตร) ของแต่ละคนมาคำนวณครับ โดยมีวิธีคำนวณดังนี้

ค่าดัชนีมวลกาย = น้ำหนัก (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (ตารางเมตร หรือ เมตร2)

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าคุณสูง 160 ซม. (1.6 เมตร) และน้ำหนัก 70 กิโลกรัม ก็จะมีค่าดัชนีมวลกายเท่ากับ 70 / (1.62) คือ 27.3 กิโลกรัม / ตารางเมตร เป็นต้น ส่วนค่าดัชนีมวลกายแค่ไหนจึงจะเรียกว่าอ้วนนั้น ก็สามารถแบ่งได้ดังนี้ครับ
ค่าน้อยกว่า 18.5 กิโลกรัม/ตารางเมตร หมายถึง น้ำหนักน้อยกว่าปกติ
ค่าระหว่าง 18.5-24.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร หมายถึง น้ำหนักปกติ
ค่าระหว่าง 25-29.9 กิโลกรัม/ตารางเมตร หมายถึง น้ำหนักเกินปกติ
ค่าตั้งแต่ 30 กิโลกรัม/ตารางเมตรขึ้นไป หมายถึง อ้วน
ก็ลองหยิบเครื่องคิดเลขมาคำนวณกันดูนะครับว่าเราอยู่ในกลุ่มไหนกัน และสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้นให้ใช้น้ำหนักก่อนตั้งครรภ์มาคำนวณนะครับ

อย่างสมมติคุณแม่เคยมีน้ำหนักตัวอยู่ 52 กิโลกรัม และมีความสูง 152 ซม. หรือ 1.52 เมตร ดังนั้นถ้านำค่าดัชนีมวลกายมาคำนวณดูแล้วจะได้ค่าเท่ากับ 52 / (1.522) คือ 22.51 กิโลกรัม/ตารางเมตร ถือว่าน้ำหนักตัวปกติดีครับ


ความอ้วนกับการตั้งครรภ์

ความอ้วนนั้นอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ตั้งแต่ยังไม่ตั้งครรภ์เสียด้วยซ้ำ ผู้หญิงที่อ้วนส่วนหนึ่งมักจะมีปัญหามีบุตรยากร่วมด้วย เนื่องจากความอ้วนและไขมันที่สะสมในร่างกายในจำนวนมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติ เกิดความไม่สมดุลกันของฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย ซึ่งจะทำให้ไม่มีการตกไข่ หรือตกไข่ไม่เป็นเวลา ทำให้มีความผิดปกติของประจำเดือนและตั้งครรภ์ได้ยากขึ้นนั่นเอง ถ้าใครที่มีน้ำหนักตัวเกินเกณฑ์ปกติ และมีปัญหาในทำนองนี้ ก็ขอแนะนำให้ไปปรึกษาคุณหมอผู้เชี่ยวชาญให้ตรวจประเมินโดยละเอียด เพื่อที่จะได้ให้คำแนะนำว่าควรต้องปฏิบัติตัวหรือต้องได้รับการรักษาที่เหมาะสมอย่างไรนะครับ...

แต่สำหรับคุณผู้หญิงหลายท่านที่ไม่ได้มีความผิดปกติดังกล่าวและสามารถตั้งครรภ์ได้นั้น ความอ้วนก็อาจก่อให้เกิดผลเสียต่างๆ ต่อทั้งคุณแม่และลูกน้อยในครรภ์ขึ้นมาได้ ซึ่งก็เป็นปัญหาได้ทั้งในช่วงระหว่างตั้งครรภ์รวมไปจนถึงหลังคลอดโน่นทีเดียว...


ผลเสียต่อคุณแม่

สำหรับคุณแม่ที่มีภาวะอ้วนมาตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์นั้น จะมีความเสี่ยงต่อการเกิดความผิดปกติหลายอย่าง ระหว่างตั้งครรภ์ที่สำคัญได้แก่
  • ภาวะครรภ์เป็นพิษ (ความดันโลหิตสูง) และภาวะเบาหวานขณะตั้งครรภ์ โดยเมื่อเปรียบเทียบกับคนที่น้ำหนักปกตินั้น คุณแม่ที่มีภาวะอ้วนจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น ถึง 3-4 เท่าทีเดียวครับ และภาวะดังกล่าวนั้นถ้าไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมแล้วล่ะก็ อาจมีความรุนแรงมากขึ้น และก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อทั้งคุณแม่ละลูกในท้อง จนถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยทีเดียว ความผิดปกติต่างๆ ดังกล่าวนั้นบางครั้งอาจเป็นอยู่แล้วตั้งแต่ยังไม่ตั้งครรภ์โดยคุณแม่ไม่ทราบมาก่อนก็ได้ (เพราะมีภาวะอ้วนซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญอยู่แล้ว) และสามารถก่อให้เกิดผลเสียต่อการตั้งครรภ์มากยิ่งขึ้นไปอีกครับ

  • แม่อ้วน ลูกก็อ้วน ในคุณแม่ที่มีภาวะอ้วน มักส่งผลให้ลูกในท้องตัวโตตามไปด้วย สาเหตุส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะในตัวคุณแม่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของลูกอย่างเหลือเฟือ ทำให้ลูกในท้องได้รับสารอาหารเหล่านั้นอย่างเต็มที่ ส่งผลให้มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วเกินเกณฑ์ปกติ

    นอกจากนี้อาจเป็นผลจากการที่คุณแม่มีภาวะเบาหวานระหว่างตั้งครรภ์เกิดขึ้นร่วมด้วยก็ได้ ซึ่งจะส่งผลให้ทารกในครรภ์มีโอกาสที่น้ำหนักเกินเกณฑ์มากขึ้นไปอีก บางครั้งทารกอาจมีน้ำหนักแรกคลอดสูงถึง 4 กิโลกรัม หรือมากกว่าก็ได้นะครับ และถ้าลูกในท้องตัวโตมากเกินไปก็จะส่งผลให้การเจ็บครรภ์ และการดำเนินการคลอดมีความผิดปกติไปได้ เช่น ทารกอยู่ผิดท่า ขนาดทารกไม่ได้สัดส่วนกับช่องเชิงกรานของแม่ เป็นต้น และในกรณีดังกล่าวคุณแม่ก็มักจะมีโอกาสที่จะโดนผ่าท้องคลอดสูงขึ้นครับ ก็ตัวโตขนาดนั้น จะให้ออกมาเองตามธรรมชาติคงไม่ไหวกระมังครับ

  • ติดเชื้อง่าย คุณแม่จะเกิดการอักเสบติดเชื้อง่ายขึ้นครับ ที่สำคัญก็คือ การอักเสบติดเชื้อของแผลต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแผลฝีเย็บหรือแผลผ่าตัดคลอดก็ตาม และอีกอย่างหนึ่งก็คือการอักเสบติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะครับ ซึ่งอาจเป็นแค่เพียงเล็กน้อยคือ กระเพาะปัสสาวะอักเสบ หรืออาจเป็นรุนแรงจนถึงขั้นกรวยไตอักเสบก็ได้
นอกจากนั้นยังมักจะเกิดการอักเสบติดเชื้อของช่องคลอดได้ง่ายและบ่อยขึ้นอีกด้วย ที่พบได้เป็นประจำก็คือ ช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรานั่นเอง ซึ่งจะทำให้เกิดอาการตกขาวและคันเป็นอย่างมาก สาเหตุส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะในคุณแม่ที่อ้วนนั้นมักจะเกิดการอับชื้นบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก และช่องคลอดได้ง่ายนั่นเองครับ


ผลเสียต่อลูกน้อย

จนถึงปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์แน่นอน ที่บ่งชี้ว่าภาวะอ้วนในคุณแม่ จะมีผลก่อให้เกิดความพิการของทารกในครรภ์ได้ เพราะฉะนั้นไม่ต้องกังวลใจในเรื่องนี้ไปครับ แต่ที่อาจมีความเกี่ยวข้องกันบ้างในทางอ้อมก็คือ ถ้าคุณแม่มีภาวะเบาหวานที่รุนแรงแทรกซ้อนขึ้นมา โดยไม่ได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสมก็อาจมีผลก่อให้เกิดความพิการบางอย่างในทารกได้ครับ...

ผลจากความอ้วนของคุณแม่ที่มีต่อลูกน้อยในครรภ์นั้น ส่วนใหญ่ก็มักเป็นเรื่องของการที่ทารก จะมีน้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ปกติ ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว โดยพบว่าจะมีโอกาสเกิดภาวะดังกล่าวได้สูงถึง 2 เท่าของคนทั่วไป ซึ่งนอกจากจะทำให้คุณแม่เสี่ยงต่อการถูกผ่าท้องคลอดมากขึ้นแล้ว ในบางกรณีที่คุณแม่สามารถคลอดเองทางช่องคลอดได้ ก็อาจเกิดปัญหาทารก “ติดไหล่” ขณะคลอดได้ ซึ่งหมายถึงคุณแม่สามารถเบ่งคลอดส่วนศีรษะของทารกได้ แต่พอถึงช่วงไหล่และช่วงตัว คุณหมอไม่สามารถที่จะช่วยดึงทารกออกมาได้โดยง่ายนั่นเอง และถ้าทารกคลอดติดไหล่อยู่นานๆ ก็อาจเกิดการขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน และก่อให้เกิดอันตรายได้ครับ...

เชื่อไหมครับว่า คุณแม่ที่มีภาวะอ้วนนั้น ไม่เพียงแต่จะส่งผลให้ลูกน้อยตัวอ้วน ตัวโตในท้องจนถึงคลอดเท่านั้น มีการศึกษาวิจัยพบว่าจะมีผลต่อเนื่องทำให้เกิดภาวะอ้วนต่อไปจนถึงวัยเด็กหรือวัยผู้ใหญ่ได้อีกด้วย ซึ่งก็ยังไม่ทราบเหตุผลที่แน่ชัดว่าเกิดเพราะอะไร แต่ส่วนหนึ่งนั้นก็อาจจะเป็นผลมาจากสภาพแวดล้อม และการเลี้ยงดูนั่นเอง คุณแม่รับประทานเก่ง คุณลูกก็พลอยรับประทานเก่งไปด้วย

ลักษณะของอาหารก็มักจะเป็นประเภทเดียวกัน ก็เลยสมบูรณ์กันทั้งครอบครัวไปเลย


ควรทำอย่างไรดี

ใจเย็นๆ ครับคุณแม่และคุณผู้หญิงที่กำลังเตรียมตัวเป็นคุณแม่ทั้งหลาย โดยเฉพาะท่านที่คำนวณค่าดัชนีมวลกาย แล้วพบว่า ตัวเองน้ำหนักมาเกินเกณฑ์หรือมีภาวะอ้วนก็ตาม เพราะไม่ใช่ว่าจะเกิดอันตรายร้ายแรงขึ้นมาเสมอไปหรอกนะครับ เดี๋ยวจะกังวลหรือเครียดมากไปเสียเปล่าๆ ลองมาคุยกันถึงการปฏิบัติตัวและการดูแลตนเองที่เหมาะสมกันดีกว่านะครับ

สำหรับผู้ที่ยังไม่ตั้งครรภ์ ขอแนะนำให้วางแผนล่วงหน้าสักนิดนะครับ เพื่อลดและควบคุมน้ำหนัก ให้ใกล้เคียงกับเกณฑ์ปกติให้มากที่สุดก่อนตั้งครรภ์ ซึ่งอาจต้องใช้เวลากันพอสมควรทีเดียว

หลายท่านที่เคยทดลองลดน้ำหนักมาแล้วคงทราบดีว่าไม่ง่ายอย่างที่คิดเลย แต่ถ้ากำลังตั้งครรภ์อยู่ล่ะก็ขอห้ามเด็ดขาดนะครับที่จะลดน้ำหนักในระหว่างนี้ เพราะไม่เช่นนั้นอาจส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตของลูกน้อยในครรภ์ได้ สิ่งที่ควรปฏิบัติก็คือ ควรปรึกษาคุณหมอผู้ดูแลในเรื่องนี้เพื่อขอคำแนะนำเกี่ยวกับอาหารและโภชนาการที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องของสารอาหารที่มีประโยชน์ และการได้รับพลังงานอย่างเพียงพอสำหรับการเจริญเติบโตที่ปกติ ของลูกน้อยของคุณครับ ซึ่งคุณหมออาจเป็นคนให้คำแนะนำเอง หรือปรึกษากับนักโภชนาการก็ได้

ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ การควบคุมการเพิ่มของน้ำหนักในระหว่างตั้งครรภ์เหมาะสมครับ ในภาวะปกตินั้น ตลอดการตั้งครรภ์คุณแม่ควรมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10-12 กิโลกรัม จึงจะดี แต่สำหรับคุณแม่ที่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ปกติหรืออ้วนนั้น ควรควบคุมให้น้ำหนักเพิ่มเพียง 7-10 กิโลกรัมเท่านั้นก็พอ ซึ่งจะควบคุมได้โดยการปฏิบัติตามคำแนะนำด้านโภชนาการ อย่างเคร่งครัดนั่นเองครับ...

การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมและสม่ำเสมอนั้น ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยควบคุมน้ำหนักตัว ไม่ให้เพิ่มขึ้นมากจนเกินไปครับ สำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ขอแนะนำให้ออกกำลังกายเบาๆ เช่น เดินเร็วๆ หรือว่ายน้ำ ครั้งละ 15-30 นาที อย่างน้อย 4-5 ครั้งต่อสัปดาห์ เท่านั้นก็เพียงพอแล้วครับ แต่ถ้าไม่แน่ใจว่าควรทำอย่างไรก็ควรปรึกษากับคุณหมอผู้ดูแลก่อนนะครับ จะได้ไม่เกิดอันตรายขึ้นมา

การฝากครรภ์ควรจะต้องรีบมาฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มรู้ตัวว่าตั้งครรภ์เลยนะครับ เพื่อตรวจประเมินความผิดปกติต่างๆ ที่อาจเป็นมาก่อนแล้ว เช่น ความดันโลหิตสูง เป็นต้น นอกจากนั้นก็จะได้ตรวจคัดกรองภาวะผิดปกติ ที่อาจเกิดขึ้นเฉพาะในระหว่างตั้งครรภ์อีกด้วย เช่น ภาวะเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์ เป็นต้น จะได้ทราบให้แน่ชัดไปเลยว่าผิดปกติหรือไม่ และถ้าพบว่าผิดปกติ ก็จะได้ให้การดูแลรักษาที่เหมาะสมตั้งแต่แรก เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงที่จะตามมาภายหลัง

การตรวจติดตามตามที่คุณหมอนัดอย่างสม่ำเสมอก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเช่นกัน โดยเฉพาะจะได้ติดตามและประเมินการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งจะได้เฝ้าระวังการเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น ภาวะครรภ์เป็นพิษอีกด้วย

สำหรับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการคลอดนั้น ถ้าได้รับการดูแลระหว่างฝากครรภ์อย่างเหมาะสม คุณหมอผู้ดูแลก็มักจะทราบถึงความเสี่ยงต่างๆ อยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยให้คุณหมอสามารถให้การดูแลรักษา เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสมครับ


คลอดแล้วน้ำหนักจะลดไหม

ประเด็นนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่คุณแม่ทุกคนมักจะกังวลใจอยู่เสมอ โดยเฉพาะถ้าคุณแม่มีน้ำหนักเกินเกณฑ์ หรือมีภาวะอ้วนมาตั้งแต่ก่อนการตั้งครรภ์อยู่แล้ว คงต้องยอมรับกันก่อนว่ายังไงก็ต้องมีน้ำหนักส่วนเกินหลงเหลืออยู่หลังคลอด มาบ้างน้อยบ้างต่างกันไปในแต่ละคน

สำหรับการลดน้ำหนักในช่วงหลังคลอดนั้น ก็ขึ้นกับแต่ละคนไปครับว่าจะลดได้มากน้อย เร็วหรือช้าอย่างไร การควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย รวมทั้งการบริหารร่างกายหลังคลอดอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยลดน้ำหนักในช่วงนี้ได้เป็นอย่างดี รวมถึงการเลี้ยงดูลูกด้วยตนเองและการให้น้ำนมแม่ด้วยครับ และถึงแม้จะสามารถลดน้ำหนักลงมาได้จนเท่ากับตอนก่อนตั้งครรภ์แล้วก็ตาม แต่ถ้ายังเกิดมาตรฐานอยู่ ก็ควรจะพยายามลดน้ำหนักให้ต่อเนื่องไปอีกนะครับ เพื่อสุขภาพที่ดีของคุณเองต่อไปในอนาคตครับ

ที่ได้คุยกันมาก็เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับภาวะอ้วนกับการตั้งครรภ์ในประเด็นต่างๆ เพียงในภาพรวมเท่านั้น ผลเสียต่อการตั้งครรภ์ที่กล่าวมานั้นไม่ใช่จะเกิดกับคุณแม่ที่อ้วนทุกท่านเสมอไป เพียงแค่มีโอกาสมากขึ้น กว่าคนที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณฑ์ปกติเท่านั้น และถ้าคุณแม่ทุกท่านมีการเตรียมตัวตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ มาฝากครรภ์ตั้งแต่เริ่มต้นและรับการตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งดูแลตัวเองระหว่างตั้งครรภ์ ตามที่คุณหมอแนะนำได้เป็นอย่างดี ก็มักจะไม่เกิดปัญหาหรืออันตรายที่รุนแรงขึ้นครับ ซึ่งถ้าปฏิบัติได้อย่างนี้แล้วล่ะก็ไม่ว่าจะอ้วนหรือไม่ คุณก็จะสามารถดำเนินการตั้งครรภ์และคลอดได้ตามปกติ และปลอดภัยทั้งคุณแม่และลูกน้อยสุดที่รักของคุณครับ


(update 29 มกราคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 256 พฤษภาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600