สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ไม่ได้พบกันเสียนานนะครับ สำหรับฉบับนี้ หมอจะขอเล่าเรื่องน่าปวดหัวของสตรีตั้งครรภ์
เรื่องที่ว่านี้ก็คือ เรื่องปวดหัวข้างเดียวหรือไมเกรนขณะตั้งครรภ์ยังไงละครับ
คำว่า ไมเกรน มาจากคำทับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Migraine
ซึ่งเป็นอาการปวดศีรษะที่มีลักษณะของการปวดเพียงข้างเดียว ปวดเป็นพักๆ ปวดตุ๊บๆ
และอาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
ภาวะปวดศีรษะข้างเดียวหรือไมเกรนนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 4 แบบด้วยกันครับ
1. Common migraine เป็นไมเกรนที่มักมีประวัติในครอบครัว
มักมีอาการแสดงคือ ปวดศีรษะข้างเดียว คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บหนังศีรษะ และอาการดังกล่าวจะเป็นอยู่หลายชั่วโมง
2. Classical migraine เป็นไมเกรนที่มีอาการเหมือนข้อ 1
แต่มีความแตกต่างที่มักมีอาการอื่นนำมาก่อนปวดศีรษะ
อาการนำที่ว่านี้คือ อาการทางสายตา โดยอาจเห็นภาพแปลกๆ หรือภาพหลอน
ไมเกรนชนิดนี้สามารถรักษาได้อย่างรวดเร็ว หากผู้ป่วยรับประทานยาตั้งแต่เริ่มมีอาการนำ
3 .Basilar migraine เป็นไมเกรนที่มีอาการปวดศีรษะร่วมกับอาการรู้สึกว่าบ้านหมุน
พูดออกเสียงไม่ชัด และมองเห็นเป็นภาพซ้อน
4. Complicated migraine เป็นไมเกรนที่มีอาการทางระบบประสาทที่รุนแรงร่วมด้วย
ทำให้ดูคล้ายกับภาวะที่สมองขาดเลือดมาเลี้ยงเป็นการชั่วคราว เช่น ภาวะแขนขาอ่อนแรงไปซีกหนึ่ง เป็นต้น
ไมเกรนเป็นภาวะที่แพทย์จะวินิจฉัยแยกออกจากโรคอื่นๆ ที่อาจจะเป็นอันตรายครับ
หากไม่ใช่โรคอื่นๆ ที่มีอาการคล้ายคลึงกันแล้ว จึงจะสรุปว่า น่าจะเป็นไมเกรน
ดังนั้น บางครั้งอาจจะต้องอาศัยการตรวจทางประสาทวิทยา
โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านประสาทวิทยาอย่างครบถ้วนเสียก่อน
ไมเกรนอาจจะเริ่มเป็นตั้งแต่วัยเด็ก วัยรุ่น หรือเมื่อเริ่มเป็นผู้ใหญ่ แต่เมื่ออายุมากขึ้น
ความถี่และความรุนแรงของอาการจะลดลง จากการศึกษาของ Stewart และคณะ
พบว่าประมาณร้อยละ 18 ของผู้หญิงจะเคยประสบปัญหาไมเกรนมาก่อนครับ
ต้นเหตุของไมเกรน
สาเหตุของไมเกรนเชื่อว่าน่าจะเริ่มต้นจากการที่เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมองมีการหดรัดตัว
ทำให้เลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลง หลังจากนั้น เส้นเลือดก็ขยายตัวทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ
สารที่เชื่อว่าทำให้เกิดอาการดังกล่าวคือ เซโรโตนิน (Serotonin)
นอกจากนี้ อาการไมเกรนอาจจะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเส้นเลือดแตกในสมองสูงขึ้นด้วย
ผลต่อการตั้งครรภ์
อาการปวดศีรษะไมเกรนไม่ได้ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด
อัตราการแท้ง อัตราการเกิด โรคพิษแห่งครรภ์ ความผิดปกติโดยกำเนิดของทารก อัตราตายขณะคลอด
หรือการคลอดที่ผิดปกติ ล้วนไม่มีการเปลี่ยนแปลง
จากการศึกษาในสตรีตั้งครรภ์กว่า 1,500 คน ที่เป็นไมเกรนพบว่าร้อยละ 70
มีอาการดีขึ้นอย่างมากระหว่างตั้งครรภ์ โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นไมเกรนระหว่างมีรอบระดู
เพราะว่าระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนที่ลดระดับลงก่อนมีระดูทำให้เกิดอาการไมเกรน
แต่ระหว่างตั้งครรภ์ ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะอยู่ในระดับสูงทำให้ภาวะไมเกรนดีขึ้น
ภายหลังคลอดบุตรภาวะไมเกรนก็จะกลับมาอีกครั้ง
เมื่อแยกการตั้งครรภ์เป็น 3 ไตรมาส พบว่า ไตรมาสที่ 2 และ 3 จะมีอาการดีขึ้นมากที่สุด
สำหรับส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 30 พบว่าอาการอาจจะไม่เปลี่ยนแปลงหรือเลวลงก็ได้ ประมาณร้อยละ 15
ของภาวะไมเกรนระหว่างตั้งครรภ์เป็นการเกิดขึ้นครั้งแรก ไมเกรนที่เกิดชนิดนี้มักจะมีอาการนำเป็นส่วนใหญ่
และมักจะเกิดในไตรมาสแรกของการตั้งครรภ์
การดูแลรักษา การรักษาภาวะไมเกรนอาจจะเริ่มต้นด้วยวิธีรักษาที่ไม่ใช้ยา
เช่น นอนพัก การนวด การประคบเย็น หรือการทำให้ผ่อนคลาย หากว่าวิธีดังกล่าวข้างต้นยังไม่สัมฤทธิ์ผล
ก็คงจะต้องเริ่มรับประทานยา ซึ่งภาวะไมเกรนส่วนใหญ่จะตอบสนองดีต่อยาแก้ปวดธรรมดาๆ
เช่น แอสไพริน พาราเซตามอล หรือพาราที่มีส่วนผสมของโคเดอีน ยาแก้อาเจียนนั้นบางครั้งก็จำเป็น
เช่น ในกรณีที่มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
สำหรับไมเกรนชนิดคลาสสิค ยาประเภท เออกอด (Ergotamine) จะให้ผลการรักษาที่ดีมาก
เนื่องด้วยเป็นยาที่ทำให้เส้นเลือดหดรัดตัว แต่ยาดังกล่าวควรที่จะงดเว้นในระหว่างตั้งครรภ์
เนื่องด้วยเกรงจะเกิดผลเสียต่อเลือดที่ไปเลี้ยงทารกและทำให้เส้นเลือดของทารกหดรัดตัว
นอกจากนี้ ยาประเภทเออกอด อาจทำให้เกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด น้ำท่วมปอด
หลอดลมหดรัดตัว ลำไส้ขาดเลือด และเส้นเลือดในสมองแตกได้ จึงสรุปว่า
ยาที่ใช้สำหรับรักษาภาวะไมเกรนในช่วงที่ไม่ตั้งครรภ์นั้น ไม่ควรใช้ในระหว่างตั้งครรภ์
คุณแม่ตั้งครรภ์ทั้งหลายคงพอจะมีความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะปวดศีรษะข้างเดียวหรือไมเกรนมากขึ้นแล้วนะครับ
และภาวะดังกล่าวควรที่จะได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสียก่อนที่จะด่วนสรุปด้วยตนเองว่าเป็นไมเกรน
เมื่อทราบแน่ชัดแล้ว จึงสามารถฝึกฝนที่จะควบคุมอาการ ซึ่งมีวิธีการดูแลหลายอย่างตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้ว
การรับประทานยาที่นอกเหนือจากยาแก้ปวดธรรมดา ควรที่จะอยู่ในการดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น
อาการไมเกรนส่วนใหญ่จะดีขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์ แต่กำเริบอีกเมื่อภายหลังคลอดบุตร
ดังนั้นเมื่อคลอดบุตรแล้ว คุณแม่ก็ควรจะตั้งรับอาการที่เกิดขึ้นอีกให้ดีด้วยนะครับ
(update 12 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 98 ธันวาคม 2546 ]
|