คนไข้แบบนี้ ใช่เลย


ในอดีตการดูแลรักษาพยาบาลผู้ป่วย รวมถึงความสัมพันธ์ของหมอกับคนไข้ จะเป็นไปในลักษณะที่คนไข้ให้ความไว้วางใจหมอ ส่วนหมอก็มีแต่ความคิดที่จะให้ความช่วยเหลือดูแลผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถ เพราะฉะนั้นก็จะมีคำกล่าวที่ว่า ไปฝากผีฝากไข้ ให้หมอดูแล แล้วแต่คุณหมอเห็นสมควร แล้วแต่คุณหมอจะกรุณา ภาพของหมอในบ้านเราจึงเหมือนนักบุญ ถ้าโกนหัวก็เป็นพระได้เลย สิ่งที่ทำให้หมอสมัยเก่าปีติมากกว่าได้เงินทองก็คือ ความเคารพ ศรัทธาจากคนไข้

แต่เมื่อโลกเจริญมากขึ้น ภาพในอดีตดังกล่าวข้างต้นก็ค่อยๆ จางไป ในปัจจุบันการแพทย์ได้มีพัฒนาการไปอย่างมากและรวดเร็ว ผลดีคือ ทำให้การดูแลรักษาผู้ป่วยได้ผลดีขึ้นมาก โรคที่เคยรักษาไม่ได้ก็รักษาได้ ยา เครื่องมือ และวิธีการรักษาโรคก็พัฒนาเพิ่มเติมมาด้วยเช่นกัน เช่น การผ่าตัดเสริมความงาม การใช้ยาเพื่อป้องกันความแก่หรือบำรุงผิวพรรณ การแพทย์ในลักษณะนี้ทำให้ภาพของหมอเปลี่ยนไปจากผู้ให้การดูแลรักษาโรค ก็กลายเป็นให้บริการเสริมความงามไปในจำนวนไม่น้อยทีเดียว

นอกจากความก้าวหน้าทางการแพทย์เองแล้ว การให้บริการผู้ป่วยมีการพัฒนารูปแบบมากขึ้น โรงพยาบาลที่เคยมีแต่ภาพของความสกปรก อึดอัด น่ากลัว ไม่น่าไปใช้บริการ ก็ถูกเปลี่ยนความคิดให้เป็นสถานที่ที่น่าไปรักษา หรือบางคนใช้เป็นที่พักผ่อนก็มี อย่างไรก็ตามความคิดใหม่ดังกล่าวใช้ได้กับคนที่มีฐานะดีบางส่วนเท่านั้น เมื่อยิ่งมีการลงทุนสูง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคเอกชน) ก็ต้องมีการแสวงหากำไร การรักษาผู้ปวยก็จำต้องเปลี่ยนจากการให้ความช่วยเหลือเป็นการซื้อขายบริการกันไปในที่สุด เมื่อมีการซื้อบริการ มีการจ่ายเงิน ก็จะมีการเรียกร้องการดูแลรักษาพยาบาลจนกว่าจะพอใจ

ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ในปัจจุบันคนไข้มีความรู้ทางการแพทย์มากขึ้นจากสื่อต่างๆ ทั้งจากหนังสือ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต เมื่อมีความรู้ดีขึ้นการเรียกร้องก็มากขึ้น ผลก็คือ ทำให้ความสัมพันธ์ของหมอและคนไข้เปลี่ยนไป คนไข้อาจจะเลือกหมอโดยดูว่า ใครเก่งกว่ากัน ใครรักษาถูกแพงกว่ากัน ใครตามใจมากกว่า และสุดท้ายใครที่น่าจะซื้อบริการมากกว่า

ในด้านของหมอเองก็มองคนไข้ในลักษณะที่เปลี่ยนไป มีความรู้สึกเหมือนมีม่านมากั้นความสัมพันธ์ มีความระมัดระวังจนถึงหวาดระแวงว่าถ้ารักษาไม่ถูกใจคนไข้อาจจะถูกฟ้องร้องก็ได้ ความหวังดีที่จะให้คนไข้ก็ไม่เต็มร้อยเหมือนเดิม หลายคนเริ่มหามาตรการป้องกันตัวเอง เช่น การซื้อประกันซึ่งเป็นเรื่องที่มีการทำมาเป็นเวลานานแล้วในประเทศตะวันตก

บรรยากาศแบบนี้ผมว่ามันแย่นะครับ ก็เลยอยากจะมาชวนคุยในฐานะที่เป็นหมอว่า ตอนที่เรียนหมอครูบาอาจารย์ก็จะสอนให้เป็นคนดี รักคนไข้ ผมเองก็ยังมั่นใจว่าหมอส่วนใหญ่เป็นคนที่มีความคิดดีๆ กับจะมีไม่ดีปะปนอยู่บ้าง ถ้าจะให้บอกในมุมมองของหมอว่าอยากเจอกับคนไข้แบบไหน ก็คงจะเป็นแบบที่จะพูดถึงต่อไปนี้ครับ

  • มีข้อมูล ดูแลและใส่ใจตัวเองดี
ผมเคยเจอคนไข้ที่ไม่สนใจตัวเองจำนวนไม่น้องโดยเฉพาะคนที่มาฝากท้อง ประจำเดือนมาวันไหนยังจำไม่ได้เลย คุมกำเนิดก็ไม่สนใจ เวลาซักประวัติอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งจริงๆ อันนี้มันเป็นผลประโยชน์ของตัวคนไข้เอง ทีนี้เวลาหมอซักประวัติแล้วคนไข้ไม่รู้เรื่อง ก็เหมือนคุยกันไม่รู้เรื่อง หมอก็จะหงุดหงิด คนไข้เองก็จะเสียโอกาสที่จะได้รับบริการที่ดี บางคนต้องเสียเวลา สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายตรวจเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น

  • ร่วมมือดี
คนไข้ที่หมอต้องการอีกประการหนึ่งก็คือ คนไข้ที่ให้ความร่วมมือในการตรวจ รักษา คนไข้บางรายหมอคิดว่าจำเป็นต้องเพิ่มเติมบางอย่าง ก็ไม่ยอม นัดตรวจก็ไม่มาตามนัด ให้ยาก็ไม่ยอมรับประทานตามที่บอกกล่าว อย่างนี้ผลการรักษาก็คงจะดีไปได้ยาก บางคนพอมีปัญหาก็โวยวาย หมอหลายคนไม่พอใจคนไข้แบบนี้ และอดทนไม่พอก็จะทะเลาะหรือฟ้องร้องกัน

  • มีเหตุผล ไม่เอาแต่ใจ
มีคนไข้บางคนชอบมาสั่งหมอว่าเอาอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างมาสั่งหมอว่าจะผ่าคลอดเท่านั้น สั่งเสร็จว่าจะผ่ากี่โมง ต้องดมยาสลบนะไม่บล็อกหลัง เพราะไม่อยากรับรู้อะไรตอนผ่าตัด เวลาผมถามว่าไปเอาความคิดเหล่านี้มาจากไหน ส่วนมาก็ฟังมาทั้งนั้นไม่ว่าจะญาติ จากเพื่อนหรือบางทีจากพระก็มี บางอย่างฟังแล้วก็พอจะรับได้ แต่ไอ้ที่สั่งหมอเช่นให้ดมยาสลบนี่ผมว่าเกินไป เพราะทางการแพทย์เรารู้กันดีว่ามันค่อนข้างอันตรายกว่าบล็อกหลัง ลูกคุณอาจเสี่ยงตายได้ง่ายๆ เลยนะครับ แล้วส่วนมากคนไข้ไม่ค่อยรู้อะไรลึกซึ้งทางการแพทย์หรอก แต่คิดว่ามันสะดวกดี ง่ายดี สบายดีก็จะเอาแล้ว ผมอยากเรียนให้ทราบว่าเวลาหมอเขาคิดกันว่าจะทำอะไรให้คนไข้ต้องเอาแบบที่มั่นใจว่าปลอดภัยที่สุดไว้ก่อน ถ้าความคิดของหมอและของคนไข้ตรงกันหรือไม่ขัดแย้งกันมากก็พอจะยอมกันได้ หมอบางคนเกรงใจยอมทำตามคนไข้ทั้งๆ ที่ไม่เห็นด้วย แต่พอมีอันตรายขึ้นมาก็ต้องรับผิดชอบไปเต็มๆ

เรื่องที่คนไข้จะออกความเห็นในการดูแลรักษาตัวเองไม่มีปัญหาหรอกครับ ผมว่าเป็นเรื่องดีเสียอีกที่คนไข้จะคุยกับหมอให้เข้าใจตรงกันเสียก่อนที่จะให้การดูแลรักษา เพื่อจะได้ร่วมมือกันได้ดีและผลการรักษาก็จะดีตามไปด้วย แต่ที่หมอส่วนมากเบื่อก็คือ พวกที่รู้ไม่จริงหรือบางรายก็เอาวิธีการรักษาแบบไสยศาสตร์มาปนกับการแพทย์แผนใหม่ก็มี บางคนก็ชอบเถียงโดยไม่มีเหตุผล ผมว่าถ้าไม่มั่นใจก็เปลี่ยนหมอหรือเปลี่ยนวิธีรักษาเถอะครับ

  • มองหมอเป็นผู้ช่วยเหลือ
ไม่เห็นว่าหมอเป็นผู้ขายบริการในการรักษา อยากให้มองหมอเป็นผู้ช่วยเหลือ แน่นอนการรักษาของหมอก็คงต้องมีค่าตอบแทนบ้าง ผมเองก็ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการที่หมอไปขูดรีดเอากับคนไข้ เรียกค่าใช้จ่ายสูงเกินความจำเป็น แต่ในขณะเดียวกันคนไข้ที่คิดว่าจะใช้เงินซื้ออะไรให้ได้ทั้งหมด ผมว่าหมอส่วนมากก็รับไม่ได้เหมือนกัน

ผมอยากให้คนไข้เข้าใจว่าเรื่องของชีวิตและโรคภัยไข้เจ็บเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถอย่างยิ่งในการรักษา โรคบางโรคหมอไม่ใช้แค่ความรู้ความสามารถอย่างเดียว แต่ต้องมีขันติ มานะ อดทน ในการรักษาด้วย ถ้าใจหมอไม่เอาด้วยแล้วคุณจะไปเอาอะไรกับเขา เพราะฉะนั้นหมอก็คนถ้าคุณคิดดีกับหมอ หมอก็จะมีความคิดที่ดีกับคุณ


ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่อยากจะชวนคุณคุย ผมคงตอบแทนหมอทุกคนไม่ได้ว่าคิดเช่นนี้หรือไม่ แต่เชื่อว่าคงคิดคล้ายๆ กับผมนี่แหละ...สวัสดี


(update 19 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 111 มกราคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600