" จากสถิติบอกว่า
ผู้หญิงสมัยนี้มีลูกกันยากขึ้น มันเป็นความจริงของผู้หญิงทั่วโลก "
ว่าไปแล้ว มันไม่ได้มีอะไรผิดปกติ แต่เป็นเพราะคุณผู้หญิงส่วนใหญ่ต่างก็พากันลืมตัวในเรื่องของการจะมีลูก
คงปล่อยให้เวลาผ่านพ้นไปเรื่อยๆ นับตั้งแต่การเริ่มต้นสร้างครอบครัว คือ การแต่งงาน
แม้ว่าบางสังคมจะมองเป็นเรื่องธรรมดาของการมีลูกก่อนการแต่งงาน
แต่บางสังคมและเป็นสังคมส่วนใหญ่ที่ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันนักกับการมีลูกก่อนการแต่งงาน
เมื่อเป็นเช่นนี้ การรอคอยความพร้อมเพื่อจะได้แต่งงานจึงต้องใช้เวลา
ทำให้การที่จะได้แต่งงานร่วมหอลงโรงก็เมื่ออายุมากแล้ว
คนไทยสมัยโบราณ แต่งงานอยู่กินกันฉันท์สามีภรรยาเมื่ออายุยังน้อยๆ
ฉะนั้นกว่าจะอายุพ้นวัยเจริญพันธุ์ไปได้ ก็มีลูกกันนับโหล
มาถึงสมัยนี้ กว่าจะได้แต่งงาน ฝ่ายหญิงอายุก็เกินกว่าสามสิบ และรอคอยความพร้อมที่จะมีลูกอีกสองปี สามปี
ก็พอดีพ้นวัยเจริญพันธุ์ ตอนนี้จะทำลูกกันซักคนก็แสนจะยากซะแล้ว
ที่ว่ายากนั้น มิใช่เป็นเพราะอายุที่มากขึ้นแต่เพียงอย่างเดียว แต่ในช่วงเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่วัยแรกเริ่มของการมีประจำเดือน
หรือวัยแรกเริ่มที่รังไข่เริ่มทำงานผลิตฮอร์โมนออกมานั้น มันมีโรคอยู่ 2 อย่าง ที่รอคอยการเจริญเติบโตขึ้นมา
แล้วก็มีส่วนทำให้การมีลูกของคุณผู้หญิงมีความลำบากยากเย็นยิ่งขึ้น โรคทั้งสองอย่างก็คือ โรคเอ็นโดเมทริโอสิส
หรือโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ กับ โรคเนื้องอกในมดลูก
โรคทั้งสองนี้ต่างก็พึ่งพาฮอร์โมนเพศจากรังไข่เป็นอาหารเสริมสร้างกระตุ้นให้มีการเจริญเติบโตงอกงามไปเรื่อยๆ
ไม่มีการเว้นวรรค
การเว้นวรรคเพื่อชะงักการเจริญเติบโตของโรคทั้งสองหรือครับ...ก็ การตั้งครรภ์ ไงล่ะ
สมัยคุณยายยังสาวจึงพบโรคทั้งสองน้อยกว่าสมัยนี้มาก เพราะสมัยคุณยายยังสาวคุณแม่แต่ละคน
ต่างก็พากันเว้นวรรคการมีรอบเดือนกันบ่อยๆ พากันมีลูกหลายๆ คน บางครอบครัวมีลูกนับได้ตั้งแต่ 20
ที่เกิน 10 นั้นถือว่าธรรมดามาก
เมื่อมีลูกกันหัวปีท้ายปี จึงไม่ได้เว้นช่วงให้โรคเอ็นโดเมทริโอสิสได้มีโอกาสกำเริบได้เลย
รวมทั้งเนื้องอกของมดลูกด้วย
มาสมัยนี้หรือครับ คุณผู้หญิงเริ่มมีประจำเดือนกันตอนอายุ 10 12 ขวบปี ย่างเข้าสู่วัย 30 ก็ยังไม่ได้แต่งงาน
คงปล่อยให้รอบเดือนมันมากันทุกเดือนๆ นับเป็นเวลาติดต่อกันนานถึง 20 ปี หรือใกล้เคียง
ลองคิดดูซิครับว่า คุณปล่อยโอกาสให้โรคมันเจริญเติบโตได้มากขนาดไหน
และขณะที่โรคทั้งสองเจริญเติบโตก้าวหน้าไปด้วยดีนั้น มันก็ต่างทำลายสภาพแวดล้อม
ที่จะเอื้ออำนวยการมีลูกของคุณให้น้อยลงไปเรื่อยๆ และเรื่อยๆ จนกระทั่งหมดสิทธิกันไปเลยก็เจอได้บ่อยๆ
ผมเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ก็เพื่อเป็นการเตือนใจคุณผู้หญิงทั้งหลายที่หวังหรือต้องการที่จะมีลูกกันในชาตินี้ว่า
อย่าได้มัวเพลินกับอะไรทั้งสิ้น ขอให้มีการวางแผน คือวางแผนครอบครัว
การวางแผนครอบครัว มิได้หมายความเพียงแค่การคุมกำเนิดอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจเท่านั้น
แต่หมายความถึงการวางแผนที่จะมีลูกด้วย เมื่อแต่งงานแล้วก็ต้องมีการวางแผนที่จะมีลูก ว่าจะมีลูกกันเมื่อใด
โดยอย่าได้คำนึงถึงแต่ปัจจัยด้านวัตถุเท่านั้น แต่คุณต้องคำนึงถึงเครื่องเคราที่จะสร้างลูกด้วย
โดยเฉพาะฝ่ายผู้หญิงที่จะทำหน้าที่เป็นแม่ เพราะต่างก็มีเวลาจำกัด เพราะเมื่อคุณมีอายุเกิน 35 ปีขึ้นไป
ทางการแพทย์เขาเรียกว่า พ้นวัยเจริญพันธุ์แล้ว เมื่อพ้นวัยเจริญพันธุ์ก็เท่ากับว่า
คุณจะตั้งครรภ์ยากขึ้นทันที เพราะการทำงานของรังไข่จะเริ่มน้อยลง ตอนที่คุณมีอายุระหว่าง 20-30
คุณอาจจะมีไข่ตกออกมาเพื่อรอการผสมพันธุ์เกือบทุกเดือน กล่าวว่า ในหนึ่งปี มี 12 เดือน
คุณอาจจะมีไข่ตก 10 เดือน ซึ่งก็นับว่าเก่งมากแล้ว ใน 10 เดือน คุณจะมีไข่ออกมารอการผสมพันธุ์อยู่ 10 ใบ
แต่ละใบมีชีวิตรอสเปิร์มอยู่นานประมาณ 1.5-2 วัน
คุณลองคิดดูซิครับว่า ในหนึ่งปีนั้นคุณมีเวลาซักเท่าไหร่ที่ไข่กับสเปอร์มจะมีโอกาสเจอกันได้
ไม่มากเลยใช่ไหมครับ
และถ้าหากว่าคุณมีเพศสัมพันธ์น้อยกว่าอาทิตย์ละ 3 ครั้ง คุณก็จะยิ่งมีโอกาสน้อยลงไปอีก
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ก็ลองคิดดูซิครับ โดยปกติไข่ที่ตกออกมาแล้วนั้นจะมีอายุรอสเปิร์มอยู่ประมาณ 36-48 ชั่วโมง
คือ 2 วัน เป็นอย่างเก่ง ขณะที่เชื้อสเปิร์มเอง เมื่อเข้าไปอยู่ในท่อรังไข่ของคุณผู้หญิง
ก็จะมีชีวิตรอการปฏิสนธิอยู่ได้นานประมาณ 24 ชั่วโมง หรือ 1 วัน ฉะนั้น เมื่อเอาอายุของทั้งสองฝ่ายมารวมกัน
ก็จะได้อย่างเก่งประมาณ 3 วัน ฉะนั้นการมีเพศสัมพันธ์อาทิตย์ละ 3 ครั้ง ก็เท่ากับว่า
คุณต้องมีการเว้นวรรคการทำการบ้านประมาณ 2-3 วันเท่านั้น ฉะนั้นใครที่ทำการบ้านน้อยเป็นอาทิตย์ละเพียงครั้งสองครั้ง
ก็จะทำให้โอกาสที่จะตั้งครรภ์ลดน้อยลงไป เพราะโอกาสที่ไข่กับสเปิร์มจะได้จ๊ะเอ๋กันมีน้อยนั่นเอง
เคยเจอเหมือนกันนะครับ ที่คู่สามีภรรยาจูงมือกันมาพบแพทย์ด้วยปัญหาที่ว่า แต่งงานมา 3-4 ปีแล้ว
ไม่มีลูกสักที เมื่อซักประวัติการทำการบ้านพบว่า ภรรยาอยู่กรุงเทพ สามีอยู่สุไหงโกลก
เดือนหนึ่งมีโอกาสจู๋จี๋กันเพียงครั้งสองครั้ง
เป็นแบบนี้แล้วจะเอาเวลาไหนมาท้อง จริงมั้ยหละครับ
คุณๆ ที่อยากมีลูกได้อ่านบทความของผมมาจนถึงตอนนี้แล้ว
ผมหวังว่าคุณคงไม่เผลอปล่อยให้เวลาพ้นไปจนกระทั่งวัยเจริญพันธุ์ของคุณหมดไปโดยไม่รู้ตัวนะครับ
(update 15 มกราคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 กันยายน 2547 ]
|