หนึ่งในคำถามยอดฮิตที่คุณแม่สงสัยลองมาฟังความเห็นจากคุณหมอวิทยาดู...
คุณหมอคะ หนูอยากคลอดที่โรงพยาบาลเอกชนค่ะไม่รู้ว่าจะแพงมากไหมคะ ?
อยากคลอดโรงพยาบาลรัฐบาล แต่ขอห้องพิเศษ จะทำอย่างไรคะ ?
หมอโรงพยาบาลเอกชนเก่งกว่าหมอโรงพยาบาลรัฐบาลไหมคะ ?
คำถามต่างๆ เหล่านี้ คือคำถามที่ผมถูกคุณแม่ท้องที่มาตรวจกับผมถามอยู่เสมอ
ผมคงตอบในรายละเอียดไม่ได้หมดหรอกครับ เพราะโรงพยาบาลที่รับคลอดมีมากมายหลายประเภท
หลายขนาด และหลายระดับจนอธิบายไม่ไหว
อย่างไรก็ตาม ผมขอเล่าให้ฟังคร่าวๆ เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกโรงพยาบาลที่จะคลอดของคุณแม่ได้ดีขึ้น
โรงพยาบาลรัฐบาลหรือเอกชนดี ?
ถ้าจะถามว่าโรงพยาบาลรัฐบาลกับโรงพยาบาลเอกชน โรงพยาบาลไหนมีมาตรฐานการรักษาคนไข้ดีกว่ากัน
ผมสรุปตรงนี้ได้เลยว่าไม่น่าจะต่างกัน ที่ต่างกันส่วนมากจะเป็นเรื่องอื่นๆ เช่น ความสะดวก
การบริการที่ทันใจหรือความสะอาดเสียมากกว่า ซึ่งผมอยากเปรียบเทียบให้ดู
- คุณภาพบริการ
- ในโรงพยาบาลใกล้เคียงกัน โรงพยาบาลของรัฐมักจะมีคนไข้มาตรวจมากกว่าโรงพยาบาลเอกชนมาก
มากเสียจนบริการแทบไม่ไหว ทั้งนี้ก็เพราะค่ารักษาในโรงพยาบาลรัฐถูกกว่าโรงพยาบาลเอกชนหลายเท่าตัว
ยิ่งสมัยนี้คนไข้มีสิทธิในการรักษามากมาย เช่น มีบัตรทอง บัตรประกันสังคม
ยิ่งทำให้คนไข้เทมาที่โรงพยาบาลรัฐมากขึ้นไปอีก
- ผลของการที่โรงพยาบาลรัฐมีคนไข้มาก ทำให้คนไข้ต้องรอคิวนานถึงนานมาก
บางทีต้องแย่งคิวกันหรือใช้เส้นในการเข้าหาหมอ ทำให้ทะเลาะกัน
หมอที่ตรวจคนไข้ก็มักต้องทำงานกันหนักมากจนไม่มีเวลาดูคนไข้แต่คนได้ละเอียดพอ
หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าวในทำนองที่ว่ามารอเพื่อพบหมอตั้งหลายชั่วโมงแต่ได้เจอหมอไม่กี่นาที
เวลาจะนัดตรวจครั้งต่อไปก็อาจจะนานมากเพราะคิวเต็มหมดแล้ว
เวลาจะรับคนไข้ไว้ในโรงพยาบาลก็อาจมีปัญหาเตียงเต็มหรือถ้าอยากได้ห้องพิเศษก็มักไม่ได้อย่างที่ต้องการ
เช่น อยากได้ห้องเดี่ยวก็อาจได้แค่ห้องรวม เพราะห้องเดี่ยวยังไม่ว่าง เป็นยังไงครับ
แค่อ่านยังไม่ได้ไปตรวจด้วยตัวเองก็เหนื่อยแล้วใช่ไหมครับ
- ปัญหาดังกล่าวในโรงพยาบาลเอกชนแทบไม่มีหรือมีน้อยมาก
เพราะคนไข้มาใช้บริการน้อยกว่ามาก บางโรงพยาบาลบางวันแทบไม่มีคนไข้เลย
จะมียกเว้นก็เฉพาะโรงพยาบาลดังๆ บางแห่งเท่านั้น
- บรรยากาศในโรงพยาบาล
- คุณแม่ที่เคยไปตรวจทั้งที่โรงพยาบาลของรัฐและเอกชนมาแล้วจะเห็นบรรยากาศที่แตกต่างกันค่อนข้างมาก
โรงพยาบาลรัฐส่วนมากมักมีบรรยากาศที่อึดอัด สกปรก ร้อน เพราะคนไปใช้บริการเยอะ
ในขณะที่โรงพยาบาลเอกชนมีบรรยากาศที่ดีกว่ามาก
- ผู้ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลของรัฐมักจะทำงานแบบหน่วยราชการคือ ไปเรื่อยๆ ตามระเบียบ
ซึ่งส่วนมากทำให้การให้บริการล่าช้า ปัญหาเหล่านี้โรงพยาบาลต่างๆ รู้ดีกันทั้งนั้น อยากจะแก้กันทุกที
แต่ก็แก้ไม่ได้ง่ายหรือไม่ทันใจ เพราะระบบราชการขาดความยืดหยุ่นในการปรับการทำงาน
หรือการเพิ่มบุคลากร ส่วนโรงพยาบาลเอกชน เจ้าหน้าที่ถูกอบรมมาให้ดูแลคนไข้อย่างดี
เวลาเข้าไปในโรงพยาบาลบางแห่งแทบจะอุ้มคุณแม่เข้าไปหาหมอก็มี
อย่างไรก็ตามในปัจจุบันโรงพยาบาลรัฐหลายแห่งก็มีการปรับปรุงไปมากเมื่อเทียบกับในอดีต
จนบางแห่งบริการดีกว่าโรงพยาบาลเอกชนก็มี
- ค่าใช้จ่าย
- เป็นเรื่องแน่นอนที่ว่า ถ้าต้องการบริการที่ดี คุณก็ต้องจ่ายมากกว่าโรงพยาบาลของรัฐตั้งขึ้นมา
ด้วยจุดประสงค์ของการดูแลรักษาประชาชนในลักษณะสวัสดิการ
จะขาดทุนก็ไม่เป็นไรเพราะรัฐจะจ่ายทดแทนให้ แต่โรงพยาบาลเอกชนมีจุดประสงค์เพื่อผลกำไรเป็นหลัก
จะไม่เอากำไรก็เฉพาะโรงพยาบาลของมูลนิธิบางแห่ง ดังนั้น ถ้าคุณอยากได้บริการที่ดี
ซึ่งไม่ได้หมายความว่าผลการดูแลรักษาจะดีกว่า ก็ต้องเตรียมจ่ายแพงกว่า
บางโรงพยาบาลก็แพงกว่าไม่มาก แต่บางโรงพยาบาลก็แพงกว่ามาก
จนขนาดผมเป็นหมอเองแท้ๆ ยังไม่เข้าใจเลยว่าคิดราคาอย่างนั้นไปได้อย่างไร
เพราะฉะนั้น ก่อนจะเข้าโรงพยาบาลเอกชน คุณควรจะสอบถามราคาค่าใช้จ่ายให้แน่ชัดเสียก่อน
จะได้ไม่มาเสียใจทีหลังว่าทำไมมันโคตรแพงเลย โรงพยาบาลไหนที่เมื่อคุณสอบถามราคาค่าใช้จ่ายแล้ว
ไม่ยอมให้ข้อมูลหรือให้ข้อมูลไม่ชัดเจนให้สงสัยไว้ก่อนและควรหลีกเลี่ยงที่จะไปตรวจ
หมอในโรงพยาบาล
ในโรงพยาบาลของรัฐ มักมีหมอที่เชี่ยวชาญในแผนกต่างๆ มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่โรงพยาบาล
บางโรงพยาบาลที่มีขนาดเล็กอาจมีแต่หมอที่ตรวจได้แค่โรคทั่วๆ ไป ส่วนโรคที่ยุ่งยาก
และซับซ้อนต้องส่งไปรักษาในโรงพยาบาลที่มีขีดความสามารถสูงกว่า ในบางโรงพยาบาล
เช่น โรงพยาบาลที่เป็นคณะแพทยศาสตร์มีการสอนนักศึกษาแพทย์ และฝึกอบรมแพทย์เพื่อเป็นผู้เชี่ยวชาญ
โรงพยาบาลแบบนี้อาจมีหมอหลายประเภทและหลายระดับ เช่น อาจารย์แพทย์ แพทย์ประจำบ้าน
แพทย์ฝึกหัด ซึ่งหมอแต่ละประเภทจะมีบทบาทในการดูแลผู้ป่วยไม่เท่าเทียมกัน
เช่น แพทย์ฝึกหัดอาจจะไม่สามารถตัดสินใจรับคนไข้ไว้ในโรงพยาบาลได้ทันที
ต้องรอปรึกษาอาจารย์แพทย์ก่อน เป็นต้น
สำหรับโรงพยาบาลเอกชน จะมีหมอที่ให้บริการหลายประเภท ที่พอสรุปได้มี 3 ประเภท คือ
- หมอประจำ
หมอพวกนี้ทำงานในโรงพยาบาลเอกชนนั้น
เพียงแห่งเดียวโดยได้รับเงินเดือนหรือค่าตอบแทนจากการรักษาคนไข้ตามแต่จะตกลงกับทางโรงพยาบาล
หมอกลุ่มนี้อาจจะเป็นหมอทั่วไป หรือหมอผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรคก็ได้
- หมอทำงานบางเวลา
หมอกลุ่มนี้ส่วนมากจะมีงานหลักคือรับราชการ
อาจเป็นอาจารย์แพทย์ในคณะแพทยศาสตร์ หรือหมอในโรงพยาบาลรัฐอื่นๆ ซึ่งมาทำงานในโรงพยาบาลเอกชนคล้ายกับการเปิดคลินิก
จึงมักมาตรวจในเวลาเย็นหรือเสาร์-อาทิตย์ เป็นหลัก
- หมออีกประเภทหนึ่งที่เริ่มมีมากขึ้น หมอแบบนี้จะเรียกว่า หมอ Freelance หรือหมออิสระ
คล้ายพวกธุรกิจขายตรงหรือขายประกันก็ได้ หมอพวกนี้จะทำงานหลายโรงพยาบาล
วันจันทร์อาจไปอยู่ที่โรงพยาบาลหนึ่ง ในขณะที่วันอังคารอาจจะไปอยู่อีกโรงพยาบาลหนึ่ง
ไม่ได้ประจำที่ไหนแน่นอน หมอพวกนี้จะได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าตรวจรักษาผู้ป่วยเป็นรายๆ ไป
- หมอเวร
เป็นหมอที่มาอยู่เวรในเวลากลางคืน
เพื่อดูแลผู้ป่วยฉุกเฉิน หมอกลุ่มนี้มักเป็นหมอที่ยังอ่อนอาวุโส หรืออยู่ระหว่างการฝึกอบรม
จะเป็นผู้เชี่ยวชาญแล้วมาหารายได้พิเศษ หมอพวกนี้จะทำหน้าที่รักษาเฉพาะคนไข้ที่มีปัญหารีบด่วนหรือฉุกเฉินเสียเป็นส่วนมาก
ถ้าปัญหาไหนที่รอได้ก็จะนัดคนไข้มาตรวจในเวลาปกติหรือพบกับหมอที่เชี่ยวชาญเฉพาะโรค
- เวลาไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐ ส่วนมากคุณมักจะเลือกหมอไม่ได้
ไปเจอหมอคนไหนที่ออกตรวจวันนั้นก็ต้องตรวจกันไป อาจจะได้ตรวจกับอาจารย์แพทย์
แพทย์อาวุโส หรือแพทย์ฝึกหัดก็ได้ ยกเว้นแต่ว่าคุณจะรู้จักกับหมอคนไหนเป็นการส่วนตัว
ก็อาจจะนัดไปตรวจในวันที่หมอคนนั้นออกตรวจก็ได้
- ส่วนโรงพยาบาลเอกชน คุณมีสิทธิ์ที่จะเลือกตรวจกับหมอคนไหนก็ได้ที่คุณอยากตรวจด้วย
เพียงแค่คุณบอกไป ทางโรงพยาบาลก็จะนัดหมายให้ตามที่คุณต้องการและสะดวกครับ
- หมอทั้งในโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐส่วนมากไม่ได้มีความสามารถต่างกันหรอกครับ
และบางทีก็ระบุยากว่าหมอคนไหนเป็นหมอโรงพยาบาลไหน เพราะบางคนทำงานทั้งสองที่แต่ต่างเวลากัน
ห้องพิเศษ
ผมเอาเรื่องนี้มาตั้งเป็นหัวข้อต่างหากก็เพราะถูกคนไข้ถามมากจริงๆ
ว่าหลังคลอดอยากอยู่ห้องพิเศษจะทำอย่างไร
ก่อนจะพูดเกี่ยวกับการจองห้องพิเศษหรืออยู่ห้องพิเศษผมอยากทำความเข้าใจเกี่ยวกับห้องพิเศษเล็กน้อยก่อน
เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง คำว่าห้องพิเศษหมายถึงห้องพักหลังคลอดหรือห้องที่รับคนไข้ไว้ดูแลรักษา
ในลักษณะที่ดูแลแยกจากคนอื่น
ประโยชน์ของการอยู่ห้องพิเศษที่เห็นชัดเจนก็คือ ทำให้คนไข้มีความสะดวกในการเอาญาติมาเฝ้า
จะได้ช่วยเหลือบางอย่างหรือไม่ว้าเหว่ แต่ก็มีบางคนที่อยากอยู่ห้องพิเศษเพียงเพื่อแสดงว่า
ตัวเองมีฐานะก็มี ส่วนในแง่ของการดูแลรักษาของแพทย์ ผมอยากจะบอกว่าการอยู่ห้องพิเศษไม่ได้หมายความว่า
คุณจะได้รับการดูแลรักษาพิเศษแตกต่างจากคนอื่นเลย ยิ่งในโรงพยาบาลของรัฐห้องพิเศษมักจัดอยู่แยกจากห้องคนไข้ทั่วไป
ทำให้หมอและพยาบาลไม่ค่อยได้มาดูบ่อยๆ อาจจะมาแค่วันละครั้งเดียว และเดี๋ยวเดียวก็ไปแล้ว
ถ้าเกิดคุณมีปัญหาที่ต้องการการดูแลต่อเนื่อง เช่น มีความดันโลหิตสูงที่ยังคุมได้ไม่ดี โรคเบาหวานที่ต้องปรับระดับน้ำตาลต่อเนื่อง
หรือคนไข้ที่เสียเลือดมากจนอาจช็อกได้ การเลือกอยู่ห้องพิเศษยิ่งอาจทำให้ได้รับการดูแลไม่ดีพอตามไปด้วย
การจะเอาหมอหรือพยาบาลไปคอยดูคนไข้พิเศษที่มีปัญหาในห้องพิเศษเพียงรายเดียวคงไม่ไหว
เพราะยังมีคนไข้อื่นที่ต้องดูแลในเวลาเดียวกันด้วย บางคนอาจจะจ้างพยาบาลพิเศษมาดูแล
แต่ก็อยากจะเรียนว่าถึงมีพยาบาลพิเศษก็ทำงานแทนพยาบาลประจำไม่ค่อยได้มาก
ส่วนการจะจ้างหมอที่จะมาคอยดูแลคุณเป็นพิเศษและเฝ้าตลอดเวลาต้องบอกว่ายากส์ครับ
เพราะคงยากที่จะหาหมอที่มีเวลาว่างขนาดมาดูแลคุณคนเดียวได้ ยกเว้นแต่ว่าคุณจะเป็นคนพิเศษจริงๆ
ดังนั้นก่อนจะขออยู่ห้องพิเศษขอให้นึกถึงประเด็นนี้ไว้ด้วย
อย่าลืมว่าเรามาโรงพยาบาลเพื่อรับการดูแลรักษาเป็นหลัก ไม่ใช่มาพักผ่อนตากอากาศนะครับ
ทีนี้ถ้าโรคภัยไข้เจ็บไม่ได้รุนแรงหรือคลอดปกติดี ไม่จำเป็นต้องรับการดูแลรักษาอะไรมากมาย
ถ้าอย่างนี้จะเลือกอยู่ห้องพิเศษ ผมก็เห็นด้วยครับ สำหรับโรงพยาบาลเอกชนการจะอยู่ห้องพิเศษคงไม่มีปัญหาอะไร
ตอบตรงไปตรงมาก็คือ อยากได้ห้องอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณมีความสามารถจ่ายเงินได้เท่าไรก็เท่านั้นเอง
ที่มีปัญหาที่จะต้องคุยกันก็คือ ห้องพิเศษในโรงพยาบาลรัฐบาล ซึ่งมักจะเต็มอยู่ตลอดเวลา
ชนิดที่เรียกว่าคนหนึ่งออกอีกคนก็เข้าแทนทันที ขืนมัวยึกยักอดแหงเลย
ดังนั้นถ้าอยากอยู่ห้องพิเศษก็คงต้องจองไว้ล่วงหน้านานพอควร
หรือยอมอยู่ห้องรวมไปก่อนแล้วค่อยเปลี่ยนเป็นห้องพิเศษทีหลัง ซึ่งบางทีก็เปลี่ยนยาก
อย่างไรก็ตาม ผมอยากเรียนว่า ภายหลังที่คุณแม่คลอด ส่วนมากอยู่โรงพยาบาลไม่กี่วันก็กลับบ้านได้แล้ว
ถ้าไม่เหลือบ่ากว่าแรงจนเกินไปก็ทนเอาหน่อยเถอะครับ
ขอให้คุณแม่ทุกคนคลอดลูกปลอดภัยทั้งแม่และลูกในโรงพยาบาลที่ต้องการนะครับ
(update 11 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 115 พฤษภาคม 2548]
|