เป็นโรคหัวใจ แล้วตั้งครรภ์



คุณฤทัยอายุ 25 ปี อาชีพพนักงานขายบริษัทแห่งหนึ่ง ตั้งครรภ์ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ไปฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลรัฐบาลใกล้บ้านตั้งแต่ตั้งครรภ์ได้ประมาณ 2 เดือน จากการซักถามประวัติของสูติแพทย์ทราบว่า คุณฤทัยมีปัญหาเป็นโรคลิ้นหัวใจตีบร่วมด้วย โดยเป็นโรคนี้มาประมาณ 3 ปีแล้ว และคุณหมอที่ดูแลแจ้งให้ทราบว่า อาการโรคลิ้นหัวใจตีบของคุณฤทัยยังไม่รุนแรงมาก ไม่จำเป็นต้องผ่าตัดรักษา แต่ต้องรับประทานยาควบคุมโรคอย่างสม่ำเสมอตลอดมาจนถึงปัจจุบัน

คุณฤทัยยังเล่าประวัติเพิ่มเติมให้ฟังว่าตอนอายุประมาณ 14-15 ปี เคยเป็นไข้ เจ็บคอ เจ็บหน้าอก และปวดตามข้อ 2-3 ครั้ง ได้ไปตรวจกับคุณหมอที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง คุณหมอแจ้งให้ทราบว่าเป็นไข้รูมาติก และให้ยาปฏิชีวนะรับประทานมาตลอด จนกระทั่งเมื่อประมาณ 3 ปีก่อน เริ่มมีอาการเหนื่อยง่ายและทำงานหนักไม่ค่อยได้ จึงไปตรวจกับคุณหมอท่านเดิมและคุณหมอแจ้งให้ทราบว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจตีบดังกล่าวข้างต้น

ภายหลังได้ประวัติดังกล่าว สูติแพทย์ได้ทำการตรวจร่างกายและตรวจทางห้องปฏิบัติการคุณฤทัยต่อ และได้ข้อสรุปว่า คุณฤทัยมีการตั้งครรภ์ 9 สัปดาห์ร่วมกับมีโรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบ ในระดับที่ไม่รุนแรงมาก เนื่องจากคุณฤทัยยังทำงานได้ตามปกติ จะเหนื่อยง่ายกว่าคนปกติก็ต่อเมื่อทำงานหนักเท่านั้น สูติแพทย์ที่ดูแลได้แนะนำให้คุณฤทัยพักผ่อนมากๆ งดการทำงานหนักและเดินทางไกล ร่วมกับให้รับประทานยารักษาโรคหัวใจและยาป้องกันการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ คุณฤทัยทำตามคำแนะนำของคุณหมอเป็นอย่างดี

ขณะตั้งครรภ์ประมาณ 27 สัปดาห์ คุณฤทัยต้องทำงานค่อนข้างหนักและพักผ่อนค่อนข้างน้อย ทำให้มีอาการเหนื่อยมาก เท้าบวม สูติแพทย์ที่ดูแลเกรงว่าคุณฤทัยจะมีภาวะหัวใจวาย จึงรีบรับไว้ในโรงพยาบาล ภายหลังการดูแลรักษาในโรงพยาบาลจนอาการดีขึ้น สูติแพทย์จึงอนุญาตให้คุณฤทัยกลับบ้านได้

เมื่อตั้งครรภ์ได้ประมาณ 38 สัปดาห์ คุณฤทัยมีอาการเจ็บครรภ์จึงมาโรงพยาบาล ภายหลังการตรวจพบว่าคุณฤทัยมีการเจ็บครรภ์จริง และจากการตรวจภายในพบว่า ปากมดลูกเปิดประมาณ 3 เซนติเมตร ถุงน้ำคร่ำแตกแล้ว คุณหมอจึงได้รับไว้ในห้องคลอด เพื่อติดตามการเจ็บครรภ์คลอด และเฝ้าระวังอาการของโรคหัวใจที่อาจเกิดขึ้นต่อไป

2 ชั่วโมงภายหลังรับไว้ในโรงพยาบาล คุณฤทัยเกิดอาการเหนื่อยหอบค่อนข้างรุนแรง สูติแพทย์ฟังเสียงการหายใจของปอดพบว่า มีน้ำอยู่ในปอดค่อนข้างมาก จึงให้ยาขับน้ำออกจากปอด และได้ให้นอนหัวสูงร่วมกับการให้ยาแก้ปวดและดมแก๊สออกซิเจน ขณะเดียวกันก็เชิญคุณหมอโรคหัวใจเข้ามาร่วมดูอาการอย่างใกล้ชิดด้วย

3 ชั่วโมงต่อมา คุณฤทัยก็คลอดลูกโดยสูติแพทย์ได้ใช้คีมช่วยคลอด เนื่องจากไม่อยากให้คุณฤทัยต้องเบ่งคลอดมาก ลูกที่คลอดออกมาเป็นลูกสาว น้ำหนัก 2,450 กรัม เป็นเด็กครบกำหนด แต่ตัวค่อนข้างเล็ก ตอนคลอดออกมาร้องไม่ค่อยดัง แขนขาปวกเปียก กุมารแพทย์จึงรับไว้ดูแลในห้องเด็กอ่อนอยู่ 3 วัน หลังจากนั้นสามารถนำกลังคืนไปให้คุณแม่ดูแลได้

ภายหลังคลอดอาการเหนื่อยหอบของคุณฤทัยก็ดีขึ้นตามลำดับและสามารถกลับบ้านได้ ทั้งแม่และลูกภายหลังนอนโรงพยาบาล 7 วัน

ชื่อผู้ป่วย สถานที่ และเหตุการณ์ในตัวอย่างผู้ป่วยเป็นสิ่งที่สมมุติขึ้น
อย่างไรก็ตามเค้าโครงของเรื่องนำมาจากเหตุการณ์จริงทั้งสิ้น


การตั้งครรภ์ขณะที่คุณแม่เป็นโรคหัวใจอยู่ด้วย ก่อให้เกิดปัญหาต่อทั้งคุณแม่ และลูกในครรภ์ได้หลายประการ เช่น คุณแม่อาจจะเกิดภาวะหัวใจวายได้ ในขณะที่ลูกในครรภ์ก็มักจะมีการเจริญเติบโตไม่ค่อยดี คุณแม่ที่เป็นโรคนี้จึงจำเป็นต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดีและอย่างระมัดระวังทั้งในขณะที่ตั้งครรภ์ ขณะคลอด และหลังคลอด เช่นเดียวกับกรณีของคุณฤทัยที่ยกมาเป็นตัวอย่างในครั้งนี้

หัวใจ

หัวใจเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญมาก โครงสร้างเกือบทั้งหมดเป็นกล้ามเนื้อ มีขนาดประมาณกำปั้นมือของผู้เป็นเจ้าของ วางอยู่ในทรวงอกค่อนมาทางด้านซ้าย ทำหน้าที่เป็นเครื่องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย หัวใจเต้นประมาณ 70-80 ครั้งต่อนาทีตลอดชีวิต ไม่เคยเหน็ดเหนื่อยเลย

เครื่องสูบฉีดคู่

จริงๆ แล้วหัวใจจะทำหน้าที่คล้ายเครื่องสูบฉีด 2 เครื่องที่อยู่ติดกัน โดยแบ่งเป็นเครื่องสูบฉีดซีกขวาเครื่องหนึ่งและเครื่องสูบฉีดซีกซ้ายอีกเครื่องหนึ่ง โดยแต่ละซีกแยกการสูบฉีดเลือดออกจากกันอย่างสมบูรณ์ หัวใจซีกขวาสูบฉีดเลือดดำ หรือเลือดที่ผ่านการใช้แล้วไปฟอกที่ปอด ในขณะที่หัวใจซีกซ้ายสูบฉีดเลือดแดง หรือเลือดที่ผ่านการฟอกจากปอดแล้วไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย


หัวใจแต่ละซีกมี 2 ห้อง หัวใจห้องบนเรียกชื่อว่า เอเทรียม (atrium) หัวใจห้องล่างเรียกว่า เวนทริเคิล (ventricle)

เอเทรียมขวาทำหน้าที่รับเลือดจากหลอดเลือดดำ ในขณะที่เอเทรียมซ้ายทำหน้าที่รับเลือดแดงจากปอด แล้วจะบีบตัวพร้อมกันเพื่อขับเลือดเข้าไปในเวนทริเคิล โดยเลือดดำเข้าเวนทริเคิลขวา และเลือดแดงเข้าเวนทริเคิลซ้าย

ภายหลังรับเลือด เวนทริเคิลทั้ง 2 ข้างจะฉีดเลือดพร้อมกัน โดยเวนทริเคิลขวาจะฉีดเลือดดำไปยังปอด เพื่อฟอกให้เป็นเลือดแดง และเวนทริเคิลซ้ายจะฉีดเลือดไปส่วนต่างๆ ของร่างกายเพื่อให้นำไปใช้ในการทำงาน

ผนังของเวนทริเคิลทั้ง 2 ข้างจะหนากว่าผนังของเอเทรียมทั้ง 2 ข้างมาก เพราะต้องออกแรงฉีดเลือดแรงกว่าเอเทรียมทั้ง 2 ข้าง

ระหว่างเอเทรียมกับเวนทริเคิลแต่ละด้านจะมี ลิ้นหัวใจ คอยเปิดปิดอยู่ เมื่อเอเทรียมบีบตัวขับเลือดลงมายังเวนทริเคิล ลิ้นหัวใจจะเปิดออกเพื่อให้เลือดไหลลงมาได้ แต่เมื่อเวนทริเคิลบีบตัวขับเลือดไปยังปอดหรือส่วนต่างๆ ของร่างกาย ลิ้นหัวใจจะปิดเพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับเข้าไปในเอเทรียม ลิ้นหัวใจที่ปิดระหว่างหัวใจห้องบนขวาและล่างขวาเรียกชื่อว่า ลิ้นไทรคัสพิด (Tricuspid valve) ส่วนลิ้นหัวใจที่ปิดระหว่างหัวใจห้องบนซ้ายและล่างซ้ายเรียกชื่อว่า ลิ้นไมทรัล (Mitral valve)


โรคหัวใจ

โรคหัวใจมีมากมายหลายชนิด ทั้งชนิดที่เป็นความพิการมาตั้งแต่เกิด หรือเป็นโรคที่เกิดขึ้นในภายหลัง

โรคหัวใจที่เป็นความพิการแต่กำเนิด เช่น
  • ผนังระหว่างหัวใจซีกซ้ายและขวามีรูรั่วถึงกัน ทำให้เลือดดำและเลือดแดงมาผสมกัน
  • ห้องหัวใจเวนทริเคิลมีขนาดเล็กกว่าปกติ ทำให้หัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยกว่าปกติ
สาเหตุของโรคในกลุ่มนี้มักจะเกิดขึ้นตั้งแต่ตัวผู้ป่วยเป็นทารกอยู่ในครรภ์ของแม่ตัวเอง แล้วคุณแม่ของผู้ป่วยมีปัญหาบางประการ เช่น ไปรับประทานยาที่มีอันตรายบางชนิด หรือมีการติดเชื้อโรคบางชนิด เช่น หัดเยอรมัน เป็นต้น ซึ่งปัญหาดังกล่าว ทำให้ตัวผู้ป่วยเกิดความพิการของหัวใจในที่สุด

โรคที่เกิดขึ้นภายหลัง เช่น
  • โรคลิ้นหัวใจตีบ ทำให้เลือดไหลจากเอเทรียมลงมายังเวนทริเคิลได้น้อย
  • โรคลิ้นหัวใจรั่ว ทำให้เลือดไหลย้อนกลับจากเวนทริเคิลไปเอเทรียม
ทั้งสองกรณีนี้ จะทำให้เลือดถูกสูบฉีดไปเลี้ยงร่างกายได้น้อยลง ทำให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียเหนื่อยง่าย และถ้าเป็นนานอาจทำให้หัวใจวายตายได้

สาเหตุของโรคในกลุ่มนี้มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ซึ่งเมื่อเข้าไปในเลือดแล้ว สามารถไปเกาะและทำลายลิ้นหัวใจได้ ทำให้ลิ้นหัวใจที่เคยเป็นเนื้อเยื่อที่ยืดหยุ่นได้ดีคล้ายประตูที่เปิดปิดได้สนิท กลายเป็นประตูที่ฝืดมาก เปิดได้ไม่เต็มที่ (กรณีเป็นโรคลิ้นหัวใจตีบ) หรือเปิดได้มากเกินไปจนปิดกั้นอะไรไม่ได้ (กรณีเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว)

กรณีของคุณฤทัย ซึ่งเคยมีประวัติเป็นไข้รูมาติกมาก่อน และเป็นโรคลิ้นหัวใจไมทรัลตีบตามมาในภายหลัง จัดเป็นโรคหัวใจที่เกิดขึ้นในภายหลังดังกล่าวข้างต้น และเป็นโรคหัวใจที่พบได้บ่อยทีเดียว


ไข้รูมาติกคืออะไร ?

ใช้รูมาติกเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า เบต้า ฮีโมลัยติก เสตร็บโตคอคคัส (b-hemplytic streptococcus) ซึ่งมักจะพบได้บ่อยในแหล่งที่ง่ายต่อการติดเชื้อ เช่น ในโรงเรียน ในตลาด หรือในโรงพยาบาล คนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการไข้คล้ายเป็นไข้เจ็บคอตามธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือ อาจจะมีอาการปวดตามข้อ หรือเจ็บหน้าอกร่วมด้วย บางรายอาจมีก้อนนูนขึ้นใต้ผิวหนัง ที่บริเวณต่างๆ ด้วย ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานไม่รีบไปหาแพทย์เพื่อรับการรักษาเชื้อโรคจะลุกลามไปทำลายลิ้นหัวใจได้ โดยเชื้ออาจจะอยู่ได้เป็นเวลายาวนานหลายปีแม้ว่าอาการไข้จะหายไปแล้วก็ตาม กรณีของคุณฤทัยก็เป็นเช่นที่ว่านี้


โรคหัวใจกับการตั้งครรภ์

ปกติการตั้งครรภ์เองก็ทำให้คุณแม่มีความเสี่ยงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการเสี่ยงต่อการที่จะเจ็บท้องแล้วไม่ยอมคลอด ตกเลือดหลังคลอด เสี่ยงต่อการผ่าตัดคลอด ฯลฯ แต่ถ้ามีโรคหัวใจร่วมด้วยความเสี่ยงก็จะยิ่งเพิ่มขึ้น

ผลต่อแม่

ขณะตั้งครรภ์ปริมาณเลือดในร่างกายของคุณแม่จะเพิ่มมากขึ้นถึงประมาณ 1 ลิตรเลยทีเดียว ทั้งนี้เพื่อนำส่วนหนึ่งไปเลี้ยงลูกด้วย การเพิ่มปริมาณของเลือดเช่นนี้ในคุณแม่ที่ปกติจะไม่มีปัญหาอะไร แต่ในคุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจ การที่ต้องแบกรับปริมาณเลือดที่เพิ่มขึ้นจะทำให้มีโอกาสหัวใจวายและเสียชีวิตได้ง่ายขึ้น

ผลต่อลูกในครรภ์

สำหรับลูกน้อยในครรภ์ที่มีการเจริญเติบโตขึ้นทุกวัน ก็มีความต้องการเลือดไปเลี้ยงมากขึ้นด้วยเช่นกัน ผลดังกล่าวทำให้หัวใจของคุณแม่ต้องพยายามสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงลูกมากขึ้น ในคุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจ ประสิทธิภาพของหัวใจจะลดลงทำให้สูบฉีดเลือดไปเลี้ยงลูกได้ไม่มากพอ ลูกของคุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจ จึงมักมีการเจริญเติบโตได้น้อยกว่า ลูกของคุณแม่ที่ปกติ ซึ่งผลดังกล่าวจึงมักทำให้ลูกของคุณแม่ ที่เป็นโรคหัวใจคลอดออกมาตัวเล็กกว่าปกติ กรณีของคุณฤทัยก็คลอดลูกที่มีตัวค่อนข้างเล็กกว่าปกติเช่นกัน


ความรุนแรงของโรคหัวใจ

เพื่อใช้ประกอบในการพิจารณาให้การดูแลรักษาผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ ทางการแพทย์จึงแบ่งความรุนแรงของโรคหัวใจตามอาการเป็น 4 ระดับ คือ
ระดับที่ 1 ผู้ป่วยยังทำงานได้ตามปกติ
ระดับที่ 2 ผู้ป่วยทำงานตามปกติแล้วเหนื่อย
ระดับที่ 3 ผู้ป่วยทำงานเพียงเล็กน้อยก็เหนื่อย
ระดับที่ 4 ผู้ป่วยที่แม้ไม่ทำงานอะไรก็ยังเหนื่อย กรณีนี้ถือว่าโรคเป็นรุนแรงที่สุด

ดูแลอย่างไรให้ปลอดภัย

การดูแลแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจ คุณหมอจะต้องพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบเป็นรายๆ ไปโดยมักจะใช้ข้อมูลเกี่ยวกับชนิดของโรคหัวใจที่เป็น และระดับความรุนแรงของโรค มาประกอบในการพิจารณาด้วยเสมอ

ยกตัวอย่างกรณีของคุณฤทัย ซึ่งอาการของโรคน่าจะมีความรุนแรงอยู่ในระดับ 1-2 ซึ่งถือว่าไม่รุนแรงมากและสามารถให้การดูแลรักษาได้โดยระมัดระวังไม่ทำงานเกินไป พักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดอาหารเค็ม (เพราะจะทำให้มีการดึงน้ำเข้ามาในหลอดเลือดมาก ทำให้หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น) หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่ที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อต่างๆ เช่น ในสถานที่ที่มีคนมากๆ อากาศถ่ายเทไม่ดี เป็นต้น เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อหัวใจวายได้ ที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ ต้องรับประทานยาตามที่คุณหมอแนะนำอย่างเคร่งครัด ซึ่งประกอบด้วยยาที่ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ มีการบีบรัดตัวได้ดีและยาป้องกันการติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ การรักษาดังกล่าวเพียงพอที่จะทำให้คุณแม่ ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างสบายตลอดเวลาที่ตั้งครรภ์

ส่วนในคุณแม่บางรายที่อาการของโรครุนแรงมาก เช่น อยู่ในระดับที่ 4 และเพิ่งจะตั้งครรภ์ไม่นานคุณหมอก็มักจะแนะนำให้ทำแท้ง เพราะถ้าปล่อยให้ตั้งครรภ์ต่อไป คุณแม่อาจเสียชีวิตจากหัวใจวายได้


เลือกคลอดแบบไหนดี

ระหว่างเจ็บครรภ์คลอด คุณแม่ที่เป็นโรคหัวใจจะเสี่ยงต่อภาวะหัวใจวายได้ง่ายจากอาการเหนื่อยอ่อน และจากความเจ็บปวด ดังนั้น สูติแพทย์จึงมักต้องให้ยาระงับปวดแก่คุณแม่ โดยอาจจะให้ด้วยการฉีดเข้าทางหลอดเลือดดำหรือโดยการฉีดเข้าสันหลังก็ได้ และเมื่อถึงเวลาเบ่งคลอดเพื่อจะช่วยให้คุณแม่ไม่ต้องเบ่งมาก สูติแพทย์ก็มักจะใช้เครื่องมือในการช่วยคลอด เช่น ใช้คีมช่วยคีบศีรษะลูกน้อยออกมา กรณีของคุณฤทัยคุณหมอก็ใช้คีมช่วยคลอดเช่นกัน

มีข้อน่าสังเกตว่าคุณแม่ตั้งครรภ์ที่เป็นโรคหัวใจมักจะคลอดง่าย เนื่องจากเหตุผล 2 ประการคือ ประการแรกลูกมักจะตัวเล็ก และประการที่ 2 การที่เลือดในตัวคุณแม่มีการไหลเวียนไม่ค่อยดี จากหัวใจทำงานไม่ได้เต็มที่ จะทำให้เลือดไปคั่งอยู่ในบริเวณอุ้งเชิงกราน ผลดังกล่าวจะทำให้ปากมดลูกและปากช่องคลอดนุ่มมากและเปิดขยายได้ง่ายกว่าปกติ

โดยปกติแล้วคุณหมอมักไม่ค่อยอยากที่จะผ่าตัดคลอด เพราะจะทำให้คุณแม่เสี่ยงหัวใจวาย จากการเสียเลือดมากด้วยการผ่าตัด และจากการดมยาสลบได้ง่ายกว่าคุณแม่ปกติ คุณหมอจึงมักจะสงวนการผ่าคลอดไว้ทำเฉพาะในกรณีที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น เช่น ลูกหัวใจเต้นไม่ดี
การดูแลหลังคลอด

คุณแม่ซึ่งเป็นโรคหัวใจที่ผ่านการตั้งครรภ์และการคลอดมาแล้ว ก็มิได้หมายความว่า หลังคลอดแล้วจะปลอดภัยเสมอไป แม้จะคลอดแล้วคุณแม่ก็ยังคงมีความเสี่ยงต่อการเกิดหัวใจวายได้ จากภาวะต่างๆ อีกหลายประการ เช่น หลังคลอดถ้าให้ลูกดูดนมแม่ การดูดนมจะมีการกระตุ้น ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนเพื่อให้น้ำนมไหล ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้จะไปกระตุ้นให้มดลูกบีบตัวด้วย ในบางรายมดลูกมีการบีบรัดตัว จนคุณแม่รู้สึกเจ็บมากก็อาจส่งผลให้เกิดหัวใจวายได้ คุณแม่บางรายแผลฝีเย็บมีการติดเชื้อหรือบางรายเต้านมมีการอักเสบ ผลดังกล่าวจะกระตุ้นให้หัวใจวายได้เช่นกัน ดังนั้นคุณแม่จึงต้องหมั่นคอยสังเกตอาการเจ็บมดลูก ดูแลเรื่องแผลฝีเย็บและเต้านมให้ดี หากรู้สึกผิดปกติต้องรีบบอกคุณหมอเพื่อการรักษาได้ทันท่วงที


ในกรณีที่เป็นการคลอดครั้งหลังและคุณแม่ต้องการทำหมัน ก็ต้องมีการเตรียมตัวให้ดีก่อน รวมทั้งต้องเลือกให้ยาระงับคลามเจ็บปวดที่เหมาะสม มิฉะนั้นคุณแม่อาจเกิดหัวใจวายขณะทำหมันได้เช่นกัน


คลอดแล้วท้องอีก...ได้หรือเปล่า

โดยปกติแล้วคุณหมอมักจะไม่อยากให้คนเป็นโรคหัวใจตั้งครรภ์ ถ้าเป็นขั้นรุนแรงมักจะไม่ให้ตั้งครรภ์เลย แต่ในกรณีที่อาการไม่รุนแรงก็พิจารณาเป็นรายๆ ไป เช่น คุณฤทัยที่ให้ตั้งครรภ์ได้เพราะว่าอาการไม่รุนแรงมาก ส่วนการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป คุณแม่ควรฝากครรภ์โดยเร็วเพราะต้องให้การดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันปัญหาต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น


(update 8 เมษายน 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 105 กรกฎาคม 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600