วันนี้ผมขอคุยถึงเรื่องของโรคโลหิตจางกับคนที่ตั้งท้องซักหน่อย
นับย้อนหลังไปเมื่อปี พ.ศ.2512-1513 อาจารย์แพทย์สอนผมให้ทราบว่า
สาเหตุของโรคโลหิตจางในหญิงไทยที่ตั้งครรภ์ ส่วนใหญ่เป็นเพราะขาดธาตุเหล็ก
ครับ...ธาตุเหล็ก เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของศูนย์กลางเม็ดโลหิตแดง
ดังนั้นธาตุเหล็กจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างเม็ดโลหิตแดง
เมื่อขาดธาตุเหล็กจึงทำให้การสร้างเม็ดโลหิตแดงจึงเป็นไปได้ไม่ดีเท่าที่ควร
ภาวะโลหิตจางจึงเกิดขึ้นมา
สาเหตุที่ทำให้ขาดธาตุเหล็กนั้นพบว่า พยาธิปากขอ เป็นต้นเหตุที่สำคัญที่สุด
พยาธิปากขอแพร่พันธุ์โดยอาศัยพื้นดินเป็นที่คอยหาเหยื่อ ประกอบผู้คนชาวบ้านช่วงสมัยก่อนโน้น
ยังไม่ค่อยจะระมัดระวังกันในเรื่องนี้ จึงมักจะปล่อยปละละเลย ไม่สวมรองเท้า ชอบเดินเท้าเปล่า
จึงเป็นเหตุให้พยาธิปากขอไชชอนผ่านผนังเท้าเข้าสู่ร่างกาย ไปออกลูกออกหลานอยู่ในลำไส้
ลูกหลานที่มีอยู่เต็มในลำไส้ก็กัดผนังลำไส้ทำให้เลือดออก แม้ว่าจะออกมาเพียงซิบๆ
แต่ออกมาอยู่เรื่อยๆ มันก็เลยทำให้มีการเสียเลือดจนเกิดเป็นโรคโลหิตจางได้
คงเป็นเพราะบ้านเมืองเจริญขึ้น ผู้คนจึงสวมรองเท้ากันมากขึ้นเป็นนิจสิน
ผมจึงเชื่อว่าคนไทยทุกวันนี้มีภาวะโลหิตจางที่เกิดขึ้นเพราะพยาธิปากขอเป็นเหตุน่าจะลดน้อยลงไปมาก
แต่ภาวะโลหิตจางที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับความเป็นคนไทย มีให้เห็นมากขึ้นเรื่อยๆ จนน่าเป็นห่วง
สาเหตุที่ว่านี้ มิใช่เพราะพยาธิปากขออีกต่อไป แต่เป็นเพราะโรคเลือดประเภทหนึ่ง
ซึ่งสามารถถ่ายทอดสู่ลูก หลาน เหลน ได้ทางกรรมพันธุ์
คุณๆ คงจะเคยได้ยินมาบ้างนะครับเกี่ยวกับโรคเลือดที่เรียกว่า โรคธาลาสซีเมีย (Thalassemia)
ด้วยความเป็นสูติแพทย์จึงมีโอกาสได้สัมผัสกับผู้ป่วย หรือได้เจอผู้ป่วยที่มีโรคนี้แอบแฝงอยู่บ่อยๆ
บ่อยจนน่าเป็นห่วงว่าในอนาคตคนไทยจะมีโรคเลือดประเภทนี้แฝงเป็นพาหะมากขึ้นเรื่อยๆ จนไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะคงไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามมิให้บุคคลที่มีโรคเลือดธาลาสซีเมียแอบแฝง
หรือเป็นพาหะนำโรคต่อการที่จะมีลูกสืบสกุลได้
แน่นอนคงไม่มีใครแม้แต่สักคนเดียวที่ต้องการจะเป็นโรคเลือดที่ว่านี้
และไม่มีใครต้องการที่จะมีลูกมีหลานเป็นโรคเลือดที่ว่านี้เช่นกัน แต่โดยปุถุชน
ทุกคนเมื่อแต่งงานมีครอบครัวแล้วก็ย่อมจะต้องการมีลูกมีเต้าเป็นเรื่องธรรมดา
แล้วเราจะทำกันอย่างไร เพื่อจะให้จำนวนของโรคเลือดธาลาสซีเมียมันลดน้อยถอยลงไปเรื่อยๆ
หรืออย่างน้อยก็อย่าให้มันมีเพิ่มมากขึ้นไปกว่านี้อีก
ต้องยอมรับครับว่า มันทำให้ยากยิ่ง เพราะต้องอาศัยความร่วมมือกันอย่างจริงจัง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างทั้งสองเพศที่กำลังอยู่ในวัยเจริญพันธุ์
ผมมีข้อเสนอแนะอย่างนี้ครับ
- ประการที่หนึ่ง
ประชาชนคนไทยทุกคนต้องเจาะเลือดความเป็นไปว่าตนเองเป็นโรค
หรือพาหะนำโรคธาลาสซีเมียหรือไม่ และเก็บข้อมูลเป็นบันทึกประจำตัวเอาไว้ เช่นเดียวกับกรุ๊ปเลือด
- ประการที่สอง
ฝ่ายหญิงกับฝ่ายชาย เมื่อมาคบหาสมาคม
ทำความรู้จักกันก่อนที่จะตกลงปลงใจรับกันเป็นแฟน เป็นเพื่อนที่รู้ใจ ทั้งสองฝ่ายต้องเปิดเผยข้อมูลของสภาพเลือด
นอกเหนือจากโรคติดเชื้อเป็นโรคเอดส์ โรคซิฟิลิส แล้วก็เรื่องของโรคธาลาสซีเมียนี่แหละครับ
- ถ้าข้อมูลออกมาปลอดภัย ทั้งสองฝ่ายก็สามารถดำเนินชีวิตคบหากันต่อไปได้
- แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเกิดเป็นพาหะนำโรค อีกฝ่ายก็ควรจะได้คิดไตร่ตรองว่า
จะคบกันต่อไปดีหรือไม่ เพราะมีความเสี่ยงในเรื่องโรคเลือดอยู่บ้างแล้ว
- แต่ถ้าหากพบว่า ทั้งสองฝ่ายต่างก็เป็นพาหะนำโรคธาลาสซีเมีย แล้วโชคชะตานำพาให้มาพบกัน
กรณีเช่นนี้ต้องคิดกันหนักหน่อยนะครับ เพราะมีความเสี่ยงต่อการเกิดเป็นโรคธาลาสซีเมียขึ้นมาในขั้นลูกๆ ได้
- การเป็นเพียงแค่พาหะนำโรคนั้น คุณอาจไม่มีอาการอะไรแสดงออกมาให้รู้ได้
แต่ถ้าในกรณีเป็นโรคนั้นจะมีอาการแสดงของการเป็นโลหิตจางได้อย่างชัดเจน
เช่น ซีด ไม่มีแรง อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย เล่นกีฬาไม่ไหว ตับม้ามโต
ต้องให้เลือดกันเป็นประจำ สุดท้ายก็อายุสั้น
- ด้วยเหตุนี้เอง เมื่อคุณได้รับทราบข้อมูลกันทั้งสองฝ่าย คุณก็จะได้มีเวลาไตร่ตรองอย่างรอบคอบ
ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพของครอบครัวคุณเอง และแน่นอนมีผลดีต่อประเทศชาติในทางอ้อมด้วยเช่นกัน
- ประการที่สาม
เมื่อทราบข้อมูลกับทั้งสองฝ่ายแล้วและเป็นที่รับทราบว่า
ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคหรือเป็นแค่พาหะนำโรคธาลาสซีเมีย หรือเป็นพาหะนำโรคกันทั้งสองฝ่าย
หรือที่แย่ที่สุดคือ เป็นโรคธาลาสซีเมียกันทั้งสองฝ่าย
- แต่คุณยังคงตัดสินใจที่จะร่วมหอสร้างครอบครัวด้วยกัน ด้วยอานุภาพแห่งความรักมีมากเหลือเกินนั้น
มันไม่เข้าใครออกใคร ก็สามารถแต่งงานกันได้ครับ ไม่มีใครที่ไหนจะมาห้ามได้
แต่ก็อย่างที่ว่าไว้นั่นแหละครับ คุณๆ ก็ต้องมีการวางแผนในเรื่องของการมีลูกให้ดี
หากไม่ทราบว่าจะไปปรึกษาใครที่ไหน
ก็สูติแพทย์นั่นแหละที่ดีที่สุดครับ
(update 5 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ มกราคม 2005 ]
|