ฉบับนี้ขอชวนคุยเรื่องของหมอๆ กันบ้างค่ะ เรื่องเริ่มมาจากระหว่างรื้อเอกสารก็ไปเจอบทความเกี่ยวกับสุขภาพเรื่อง
we all need a dose of doctor ใน newsweek ที่พี่บก. เคยส่งมาให้อ่าน
แล้วเกิดแรงบันดาลใจเพราะเรื่องมันโดนค่ะ
ทุกคนคงเคยไปหาหมอแล้วบางครั้งพบกับหมอที่ทำให้เกิดความรู้สึกค้างคาใจออกมา
เพราะหมอไม่อยากฟังสิ่งที่เราอธิบาย และไม่อยากอธิบายสิ่งที่เราสงสัย ซึ่งก็เป็นที่ยอมรับกันว่า
เป็นเพราะหมอเวลามีจำกัด หรือหมออธิบายโรคแบบไม่ถนอมน้ำใจคนฟังเพราะงานยุ่ง คนไข้เต็มมือ
บางทีก็เมาท์กันเรื่องหนังเรื่องละครระหว่างผ่าตัด คนที่นอนตาปริบๆ อยู่เหมือนคนนั้นเป็นวัสดุอะไรสักอย่าง
ฟังดูอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่ทุกคนก็คงคาใจเหมือนๆ กัน
ความจริงตัวอย่างของการเป็นหมอดีๆ ก็มีอยู่นะคะ อย่างที่เมื่อ 50 กว่าปีก่อน นักจิตวิเคราะห์ชาวฮังกาเรียน
มิเชล บาลินท์ บอกเอาไว้ว่า การรักษาคือการฟังคนไข้ แล้วเขาก็บอกให้เพื่อนๆ
หมอของเขาปฏิบัติต่อคนไข้แบบเพื่อนเพราะคนไข้ที่พูดคุยกับหมอแล้วสบายใจจะมีความไว้วางใจในการรักษา
และจะมีอาการดีขึ้นมากกว่า หมอจึงมีบทบาทเป็นทั้งเพื่อน ครูผู้ให้ความรู้ และโค้ชผู้คอยประคับประคองให้เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น
และหมอที่ดีจะต้องเป็นคนที่ใส่ใจคนอื่นด้วย
อีกตัวอย่างหนึ่ง คือ คุณหมอฮอร์น คุณหมอคนดังแห่งบอสตัน ที่ดูแลสุขภาพครอบครัวไฮโซอย่างครอบครัว
เคเนดี้ ซึ่งแต่ละคนนอกจากจะมีโรคแล้วยังมีความเครียดด้วย เพราะฉะนั้นเมื่อใครๆ ได้พบหน้าคุณหมอคนนี้แล้ว
จะรู้สึกสดชื่นมีเรี่ยวแรงขึ้นมาทันที ซึ่งคุณหมอก็แค่สั่งยารักษาเล็กๆ น้อยๆ ไม่ได้เน้นการรักษามากมาย
แต่คนไข้ดีวันดีคืนจนหาย เพราะสบายใจหายเครียด นั่นก็เพราะหมอธอร์นรักษาด้วยใจและรักษาใจของคนไข้
ดูเหมือนว่าเราจะเรียกร้องจากหมอมากไปหน่อย สำหรับหมอที่มีคนไข้รออีกเป็นร้อยในแต่ละวัน
แต่ของอย่างนี้ถ้าเลือกได้ เราก็คงจะต้องไปหาหมอที่มีทั้งใจและเวลาให้เรา
และบางทีการคุยกับคนไข้อย่างละเอียดก็เป็นเรื่องดีกับหมอด้วย เพราะจะทำให้การวินิจฉัยโรคถูกต้องมากขึ้น
เหมือนที่ น.พ.สันต์ หัตถีรัตน์ เคยเขียนไว้ในนิตยสารหมอชาวบ้านถึงตัวอย่างความใส่ใจของหมอต่อคนไข้ว่า
ถ้าหมอได้ซักถามคนไข้ที่มีอาการซีดอย่างละเอียดลออ ก็ไม่ต้องให้คนไข้เสียค่าตรวจต่างๆ มากมายโดยไม่จำเป็น
ซึ่งบางทีเรื่องค่าใช้จ่ายก็เป็นเรื่องที่ทำให้คนไข้ลำบากใจ แถมยังได้ผลสรุปออกมาว่า
คนไข้แค่ขาดธาตุเหล็กไปกับประจำเดือนทุกเดือนเท่านั้นเองไม่ได้เป็นโรคร้ายแรงเลย
แล้วเราจะเรียกร้องจากหมอแค่ไหนถึงจะไม่เกินพอดี ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เทพ หิมะทองคำ
ก่อตั้งโรงพยาบาลเทพธารินทร์ ในอดีตเคยสอนด้านอายุรศาสตร์ ที่โรงพยาบาลรามาธิบดี แนะนำว่า
สิ่งหนึ่งที่คนไข้เรียกร้องจากหมอได้คือ ขอให้รับฟังคนไข้ หมอบางคนฟังสองคำให้ยาเลย
อย่างนี้เราสามารถเรียกร้องให้เขาฟัง และหมอก็ต้องตอบด้วยว่า เราเป็นอะไร และยาที่ให้ไปใช้รักษา
หรือแก้โรคอะไร
หมอต้องพูดจาสุภาพเรียบร้อย เมื่อก่อนบทบาทหมอคือคนไข้เข้ามาขอการรักษา แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แล้ว
หมอจะต้องเป็นทั้งผู้รู้บวกกับคนให้บริการ เพราะฉะนั้นเวลาจะพูดจาก็ต้องพูดแบบผู้ให้บริการ
และต้องดูแลคนไข้เหมือนเป็นญาติของเรา
ผมสอนหมอของเราว่าการเป็นหมอไม่ใช่แค่รักษาโรคอย่างเดียว แต่เราต้องเป็นกำลังใจให้คนไข้ด้วย
นี่คือ ความเป็นหมอระดับปฐมภูมิ เราจะต้องรู้เลยว่า ส่วนหนึ่งของการรักษาคนไข้ก็คือตัวหมอเอง
ที่มีหน้าที่ต้องคอยดูแลจิตใจคนไข้ แล้วถ้าเราทำดีกับเขามาเรื่อยๆ แค่เดินไปคุยกับเขาเท่านั้นเอง
ก็อาจทำให้อาการดีขึ้น อย่างคนไข้ที่มีอาการทางจิตล้วนๆ เช่น ซึมเศร้า ไม่มีทางอื่นรักษา
นอกจากหมอเดินเข้าไปคุยด้วยแล้วเขาจะอาการดีขึ้น
ทุกวันนี้หมอเปลี่ยนแปลงไป เราจะหาหมออายุรกรรมแบบทั่วไปไม่มีแล้ว มีแต่อายุรกรรมเฉพาะทาง
หมอเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งก็น่าเป็นห่วง เพราะการเรียนแบบลงลึกมากๆ ชักไม่ใช่หมอ
แต่จะกลายเป็นเทคนิเชียนไปแล้ว อย่างคนเรียนมาเป็นหมอหัวใจก็ดูแต่หัวใจ
หมอทางเดินอาหารก็ดูแต่ทางเดินอาหาร แต่ลืมมองว่าตัวคนไข้ไม่ได้แยกส่วน เวลาจิตใจเขาไม่สบาย
ก็อาจจะมีอาการทางเดินอาหาร บางคนปวดท้อง ท้องเสีย ลมขึ้น ถ้าเราดูแค่เฉพาะเรื่องก็จะแก้ไม่หาย
นอกจากแก้ไม่หายแล้วคนไข้ยิ่งแย่ลง อย่างเขาท้องแน่นอืดก็พาไปส่องกล้อง
เขาก็จะยิ่งเครียดนึกว่าเป็นโรคร้ายแรง แต่ถ้าเขาได้เจอหมอที่เป็นกันเองคอยปลอบว่าทำใจให้สบาย
รู้จักละวางซะบ้าง หรือว่าเจอหมอคุยถูกใจเข้าเขาก็จะอาการดีขึ้นเอง
ถ้าหมอรู้จักซักถามมากกว่าเรื่องโรค เช่น ถามถึงตัวเขาว่านอนหลับมั้ย การงานเป็นยังไง
ลูกหลานเป็นยังไงก็จะดี เพราะคนไข้อาจเครียดเพราะลูกหลาน ถ้าได้คุยกันแบบเพื่อนที่คอยรับฟัง
และการรับฟังเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะนอกจากจะทำให้คนไข้ได้ระบายแล้ว
ยังทำให้หมอได้รู้แบ็กกราวนด์คนไข้ว่าอะไรที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดอาการต่างๆ
และนี่เป็นพื้นฐานให้สามารถวินิจฉัยโรคได้แบบไม่สุ่มเสี่ยงให้คนไข้ต้องเสียความรู้สึก
และเสียค่าใช้จ่ายแพงๆ โดยไม่จำเป็น
ที่สุดแล้วก็คงเป็นหน้าที่ของเราค่ะที่คงต้องเป็นผู้เลือกหมอในการรักษาเอาเอง
ถ้าได้หมอที่ใส่ใจเราก็อาจไม่ต้องจ่ายค่ารักษาแพงมหาศาล ไม่ต้องกินยาเป็นกำมือ
เพราะมีหมอเป็นยาดีช่วยรักษาให้แล้ว
(update 8 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา..
kids & family ปีที่ 10 ฉบับที่ 111 มิถุนายน 2548]
|