เราอ่านเรื่องการบาดเจ็บของเด็กๆ กันมาก็หลายฉบับแล้ว แนะนำการปฐมพยาบาลไปก็หลายเรื่อง
เรื่องการป้องกันหมอเองไม่ค่อยห่วงเท่าไร เพราะผู้อ่านอ่านแล้วก็นำไปปฏิบัติได้เลย
(ถ้าตระหนักในความเสี่ยงต่างๆ ที่เราพูดถึง เห็นด้วยและเอาจริงเอาจังกับการป้องกัน
เพื่อมิให้เกิดการบาดเจ็บโดยการกำจัดความเสี่ยงต่างๆ ทั้งพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อมเสี่ยง)
แต่การปฐมพยาบาลนี่สิครับ น่าเป็นห่วงอยู่ แม้ว่าอ่านแล้วจะเกิดความสนใจ
แต่การปฏิบัติยังต้องมี เครื่องมือ และ ได้รับการฝึกฝนเพื่อให้เกิดทักษะในการทำ
วันนี้เรามาคุยเรื่องเครื่องมือซึ่งควรมีไว้ประจำบ้านทุกบ้านกันครับ
เราเรียกว่า ได้รับการฝึกฝนเพื่อให้เกิดทักษะในการทำ
วันนี้เรามาคุยเรื่องเครื่องมือซึ่งควรมีไว้ประจำบ้านทุกบ้านกันครับ
เราเรียกว่า ชุดปฐมพยาบาลประจำบ้าน เดือนมิถุนายน 2548
(แหม...อีกไกลเหมือนกันนะครับ ! แต่ต้องจองกันไว้ก่อน) เราเรียกว่าเดือน เด็กไทยปลอดภัย
ทางศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี
และสำนักงานกองทุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสถาบันครอบครัวรักลูกและเครือข่ายต่างๆ
จะจัดการฝึกอบรมการป้องกันการบาดเจ็บและปฐมพยาบาลในเด็กแก่ประชาชนทั่วไป
และกลุ่มที่ต้องประกอบอาชีพใกล้ชิดเด็กๆ อบรมคอร์สละ 3 วัน 4 คอร์สติดต่อกันตลอดเดือนเลยครับ
รับสมัครได้ประมาณ 400 คนครับ คุณพ่อคุณแม่ที่สนใจก็ติดต่อขอใบสมัครได้ที่สถาบันครอบครัวรักลูก
หรือที่ศูนย์วิจัยเพื่อสร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก โรงพยาบาลรามาธิบดี
หมายเลข 0 2201 2382 ครับ อย่าลืมนะครับ องค์ประกอบสองประการมีเครื่องมือและฝึกปฏิบัติครับ
ชุดปฐมพยาบาลประจำบ้าน คือเครื่องมือสำหรับคุณพ่อคุณแม่ในการช่วยเหลือลูกน้อยที่ได้รับบาดเจ็บ
ต้องประกอบไปด้วยสามสิ่งคือ อุปกรณ์ทำแผล-ยา แผ่นความรู้แนวทางการปฐมพยาบาล
และหมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน อย่างน้อยในชุดปฐมพยาบาลต้องมีทั้งสามสิ่งนี้ไว้สำหรับการบาดเจ็บที่พบได้บ่อย
เช่น การบาดเจ็บจากการพลัดตก การชนกระแทก บาดแผลตัด-ฉีก-แทงทะลุจากวัสดุผลิตภัณฑ์ต่างๆ
การบาดเจ็บจากความร้อน ไฟฟ้า สัตว์กัด และสารพิษ เป็นต้น
สิ่งจำเป็นข้อที่ 1 : เครื่องมือในกล่องปฐมพยาบาล
อุปกรณ์ทำแผลเป็นหนึ่งในสามองค์ประกอบหลักของกล่องปฐมพยาบาล
ประกอบด้วยเครื่องมือหลายอย่างที่จะใช้ล้างแผล ห้ามเลือด ปิดแผลป้องกันเชื้อโรค
หยุดการเคลื่อนไหวของกระดูกและข้อ เครื่องมือเหล่านี้ควรจัดวางเป็นหมวดหมู่ หยิบหาง่าย
และมีการตรวจเช็กอยู่สม่ำเสมอเพื่อหาอุปกรณ์ทดแทนเมื่อใช้ไป
อุปกรณ์จำเป็นในชุดการปฐมพยาบาลเบื้องต้น 14 อย่างในกล่องประกอบด้วย
1. ถุงมือ 1 คู่ อะฮ้า...อันนี้สำคัญมากสำหรับผู้ช่วยเหลือ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ช่วยเหลือสัมผัสถูกเลือด
อาเจียน สารคัดหลั่งต่างๆ (อุจจาระ ปัสสาวะ เหงื่อไคล) หรือสารเคมีต่างๆ ที่เกิดขึ้นบนตัวผู้บาดเจ็บ
บางคนอาจบอกว่าไม่จำเป็น ลูกเราเอง แต่ป้องกันไว้ดีกว่าครับ เดี๋ยวนี้โรคแปลกๆ มีมากมาย
หลักการข้อที่ 1 ของผู้ช่วยเหลือที่ดีคือตนเองต้องปลอดภัยไว้ก่อน ฝึกเป็นนิสัยเลยครับ
2. ยาล้างแผล เช่น เบต้าดีน แอลกอฮอล์ หากล้างแผลด้วยน้ำสะอาด เช่น น้ำประปา
น้ำดื่มสุกที่ทิ้งไว้ให้เย็น หรือน้ำดื่มสะอาดแล้วไม่มีความจำเป็นต้องใช้น้ำยาฆ่าเชื้อเหล่านี้ชะล้างหรือเช็ดถูในบริเวณแผล
เนื่องจากน้ำยาเห่านี้จะทำลายเนื้อเยื่อได้ แต่สามารถใช้ทำความสะอาดรอบๆ แผลได้
โดยใช้น้ำยาเบต้าดีนเช็ดรอบแผลก่อนจะเช็ดออกด้วยแอลกอฮอล์เพื่อลดจำนวนแบคทีเรียที่อยู่รอบๆ แผล
สำหรับ ยาล้างตา ยาทานวด ยาทาฟกช้ำ ครีมทาฆ่าเชื้อโรค ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ในการปฐมพยาบาล
3. ผ้าทำแผล (ผ้าก๊อซ) ขนาดเล็ก 3 แผ่น ขนาดกลาง 3 แผ่น ขนาดใหญ่ 3 แผ่น
ต้องเป็นแบบเก็บไว้ในซองพลาสติกและทำลายเชื้อโรคแล้ว ผ้าก๊อซใช้สำหรับปิดแผลหลังจากล้างทำความสะอาดแล้ว
เพื่อป้องกันเชื้อโรค ประโยชน์อีกอย่างหนึ่งคือใช้กดบาดแผลที่มีเลือดออกเพื่อห้ามเลือด ผู้ช่วยทำแผลควรล้างมือให้สะอาด
เปิดซองห่อผ้าก๊อซ หยิบโดยปากคีบ หรือนิ้วมือ (ที่ล้างแล้ว) โดยสัมผัสเฉพาะส่วนริมๆ เท่านั้น
ใช้ผ้าก๊อซให้เหมาะสมกับขนาดของแผล หากมีเลือดออกให้ปิดทับหลายแผ่นได้ ยึดผ้าก๊อซกับผิวหนังโดยใช้เทปปิด 2-3 แถบ
อาจใช้ผ้ายืดพันทับ แต่ต้องไม่แน่นจนเกินไป
4. พลาสเตอร์เทปปิดแผลขนาดต่างๆ 5 แผ่น ใช้สำหรับปิดแผลหลังจากล้างทำความสะอาดแล้ว
เดี๋ยวนี้มีลายการ์ตูนสวยงามหลายแบบ เด็กๆ จะตื่นเต้นเมื่อได้รับการติดพลาสเตอร์ลายการ์ตูน ลองหาซื้อดูกันครับ
5. กรรไกร
6. เทปติดแผล
7. ผ้าปิดตา 2 แผ่น ใช้สำหรับการบาดเจ็บที่นัยน์ตา เช่น กระจกตาถูกบาด ฝุ่นละอองเข้าตา เป็นต้น
8. เข็มกลัด 2 อัน ใช้ติดผ้าสามเหลี่ยม ผ้าคล้องคอ ผ้ายืด
9. สำลี ไม้พันสำลี ใช้สำหรับทายาล้างแผลรอบๆ แผล ซับเลือดในแผลที่เป็นรูลึก
10. ผ้ายืด ใช้สำหรับพันเมื่อเกิดการบาดเจ็บกล้ามเนื้อ ข้อ เพื่อลดการบวม ลดการเคลื่อนไหว
หรือใช้พันยึดกับอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อตามกระดูก ผ้ายืดยังสามารถนำมาพันทับผ้าก๊อซหรือพลาสเตอร์ติดแผลเพื่อห้ามเลือด
แต่ห้ามพันแน่นจนเกินไปเพราะทำให้อวัยวะส่วนปลายเกิดการบวมและขาดเลือดมาเลี้ยงได้
11. ผ้าสามเหลี่ยมคล้องแขน
12. สมุดจดบันทึก เพื่อบันทึกอาการ ตำแหน่งที่บาดเจ็บ การรักษาที่ให้ไป เพื่อส่งต่อให้ผู้ดูแลรักษาต่อไป
13. ถุงพลาสติก 1 ใบ สำหรับใส่เศษขยะ เช่น ผ้าเปื้อนเลือด เป็นต้น
14. ยาฉุกเฉินสำหรับรับประทาน ยาที่ใช้รับประทานไม่ควรเก็บไว้ในกล่องปฐมพยาบาล
หรืออาจเก็บโดยมีกล่องบรรจุยาขนาดเล็กแยกไว้อยู่ภายในกล่องปฐมพยาบาล โดยกล่องบรรจุยานี้ต้องปิดมิดชิด
ไม่เปิดได้โดยง่าย มีข้อความระบุข้างกล่องชัดเจนว่า เป็นยาสำหรับรับประทาน ควรมียาเฉพาะที่จำเป็นเท่านั้น คือ
- ยาลดไข้แก้ปวดสำหรับบาดแผลที่มีอาการปวด หรือให้เด็กมีไข้การลดความร้อนจะป้องกันอาการชักได้
- น้ำเกลือผงสำหรับการบาดเจ็บที่มีการเสียเลือดมาก หรือบาดแผลพุพองจากความร้อนที่มีบริเวณกว้าง
หรือเด็กที่มีอาการอาเจียนและท้องเสีย
- ยากระตุ้นการอาเจียนชื่อ ไซรัป ไอพิแคค อาจมีไว้ด้วยก็ได้ สำหรับเด็กที่กินสารพิษ
แต่การใช้ต้องปรึกษาศูนย์พิษวิทยาก่อน เพราะมีสารพิษบางตัวมีข้อห้ามไม่ให้กระตุ้นการอาเจียน
เช่น น้ำยาล้างพื้นที่มีฤทธิ์กัดรุนแรง เป็นต้น
ยาอื่น เช่น ยาแก้ปวดท้อง แก้หวัดไอ ยาแก้ท้องเสีย (ทำให้หยุดอึ !) ยาแก้อักเสบ เหล่านี้
ไม่ค่อยจำเป็นเท่าไรครับ ควรใช้เมื่อปรึกษาแพทย์แล้วครับ
สิ่งจำเป็นข้อที่ 2 : แผ่นความรู้แนวทางการปฏิบัติ
 |
|
บาดแผลฟกช้ำ คล้ำเขียว บวม
1. ให้ประคบด้วยผ้าชุบน้ำเย็น หรือผ้าห่อถุงน้ำแข็งเป็นเวลา 15 นาที ทำซ้ำได้ใน 24 ชั่วโมงแรก
เพื่อป้องกันอาการบวม
2. ภายหลัง 24 ชั่วโมง ให้ประคบคลึงด้วยผ้าชุบน้ำอุ่นวันละ 4 ครั้ง เพื่อลดอาการบวมที่เกิดขึ้นแล้ว
3. ใน 24 ชั่วโมงแรก อย่าคลึง ถู นวดด้วยยาร้อน ของร้อน เช่น ยาแก้เคล็ดขัดยอก ไข่ต้ม เป็นต้น |
บาดแผลถลอก-ตัด-ฉีก-แทงทะลุ
หรือถูกสัตว์กัด เช่น สุนัข แมว
1. ล้างบาดแผลให้ทั่วด้วยน้ำสะอาดและสบู่
2. ซับบาดแผลให้แห้ง
3. หากบาดแผลมีเลือดออก ให้ห้ามเลือดโดยการกดบาดแผลด้วยผ้าสะอาด
และยกส่วนที่เลือดออกให้สูงประมาณ 3-5 นาที
เลือดจะหยุดไหล หากยังไม่หยุดให้พันทับด้วยผ้ายืดและนำส่งแพทย์ต่อไป
4. หากบาดแผลถลอกอาจเปิดแผลได้ บาดแผลตัด ฉีกขาดให้ปิดบาดแผลด้วยพลาสเตอร์หรืผ้าทำแผล
5. ไปพบแพทย์เพื่อการรักษาแผล และพิจารณาการให้วัคซีนป้องกันบาดทะยักในเด็กได้วัคซีนไม่ครบ
หากเป็นบาดแผลสัตว์กัดต้องพิจารณาให้วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าด้วย
| บาดแผลกระดูกหัก
1. เด็กที่พลัดตกหกล้มหรือถูกชนกระแทกแล้วมีอาการปวด บวม ไม่ยอมเคลื่อนไหว
ให้สงสัยว่ามีภาวะกระดูกหักเกิดขึ้น ก่อนเคลื่อนย้ายผู้ป่วย จะต้องตรึงกระดูก
รวมทั้งข้อบนและข้อล่างของกระดูกที่สงสัย ไม่ให้เคลื่อนไหว โดยใช้หนังสือพิมพ์หรือวารสารต่างๆ
ผ้าห่ม หมอน หรือท่อนไม้ หรือหากเป็นแขนท่อบนให้รัดตรึงกับทรวงอก หากเป็นขาให้ยึดตรึงกับขาอีกข้างหนึ่ง
2. การยึดตรึงกระดูกให้ใช้ผ้ายึดพันกระดูกที่สงสัย ยึดกับอุปกรณ์ที่ใช้ยึดตรึง
หากเป็นบริเวณแขนให้ใช้ผ้าสามเหลี่ยมคล้องเพื่อลดการเคลื่อนไหวด้วย
3. หากมองเห็นกระดูกโผล่ออกมา อย่าพยายามดันกลับเข้าไป ให้เอาผ้าสะอาดคลุมไว้ก่อนนำส่งโรงพยาบาล |
|
 |
 |
|
สิ่งแปลกปลอมอุดตันทางเดินหายใจ
1. จับเด็กทารกให้คว่ำหน้า ลำตัวคร่อมไปตามท่อนแขนของผู้ช่วยเหลือ
ให้ตำแหน่งศีรษะคงที่โดยจับให้แน่นที่ส่วนคางของทารก วางแขนที่มีทารกคร่อมอยู่ลงไปที่ต้นขาของผู้ช่วยเหลือ
โดยให้ศีรษะของทารกอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าลำตัว
2. ใช้ส่วนที่เป็นสันมือตบค่อนข้างแรง 5 ครั้ง ตรงด้านหลังของทรวงอกบริเวณระหว่างกระดูกสะบักทั้ง 2 ข้าง
3. หลังตบหลังเด็กแล้ว พลิกเด็กจากท่านอนคว่ำเป็นท่านอนหงายบนท่อนแขนอีกข้างหนึ่ง
ซึ่งใช้ตบหลังเด็กทารก โดยวางแขนข้างนี้ไว้บนต้นขาของผู้ช่วยเหลือ และคงให้ระดับศีรษะของเด็กอยู่ต่ำกว่าระดับลำตัว
4. ใช้นิ้วมือ 2 ข้าง (นิ้วชี้และนิ้วกลาง) กดบนกระดูกยอดอกส่วนล่าง
(ส่วนใต้เส้นที่ลากเชื่อมระหว่างหัวนมซ้ายและขวา) กดกระแทกติดต่อกัน 5 ครั้ง
5. ทำขั้นตอน 1-4 สลับกันไปจนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดออกมา หรือหน่วยฉุกเฉินมาถึงที่เกิดเหตุ
หรือทำในระหว่างนำส่งโรงพยาบาลจนถึงมือแพทย์ หากผู้ป่วยหมดสติ หยุดหายใจ หัวใจหยุดเต้น
ต้องทำการเป่าปากและนวดหัวใจสลับไปกับความพยายามนำเอาสิ่งแปลกปลอมออกจากทางเดินหายใจ
6. หากเป็นเด็กโตอายุมากกว่า 1 ปี ที่ยังรู้สึกตัว จะทำให้ท่ากดท้องโดยผู้ช่วยเหลือยืนอยู่ด้านหลังแทน
หรือหากหมดสติจะใช้ท่ากดท้องบริเวณลิ้นปี่ในท่านอนราบแทน |
 |
|
จมน้ำ ขาดอากาศหายใจ
1. การจมน้ำจะทำให้ขาดอากาศหายใจ เช่นเดียวกับอุบัติเหตุการถูกกดทับใบหน้า จมูก
การติดค้างศีรษะหรือการรัดคอ การอุ้มพาดบ่าเพื่อกระทุ้งเอาน้ำออก หรือการวางบนกระทะคว่ำแล้วรีดน้ำออก
เป็นการปฐมพยาบาลที่ผิดวิธี อาจก่อให้เกิดผลเสียได้
2. เมื่อช่วยเด็กจมน้ำแล้วพบว่าเด็กรู้สึกตัว หายใจได้เอง เปลี่ยนเสื้อผ้าแห้งให้แก่เด็ก
เช็ดตัวและนำส่งโรงพยาบาลเพื่อตรวจสอบอาการ
3. หากไม่หายใจหรือหมดสติแต่ไม่แน่ใจว่าเด็กหายใจหรือไม่ ให้ดำเนินการช่วย
การหายใจโดยเป่าปาก 2 ครั้ง และประเมินซ้ำ หากเด็กยังหมดสติและไม่หายใจ
ให้การช่วยเหลือโดยการเป่าปาก 1 ครั้ง สลับกับการกดหน้าอกเพื่อกระตุ้นการเต้นของหัวใจ 5 ครั้ง
(ดูเพิ่มเติมในการป่าปากเพื่อช่วยการหายใจ และการกดหน้าอกกระต้นการเต้นของหัวใจ) |
| การเป่าปากเพื่อช่วยหายใจ
1. เปิดทางเดินหายใจ โดยให้เด็กนอนราบกดหน้าผากลงและเชยคางขึ้นเบาๆ
2. ช่วยการหายใจ โดยใช้มือหนึ่งบีบรูจมูกเด็กไว้แล้วประกบปากของผู้ช่วยเหลือกับปากเด็ก
(ในเด็กทารกให้ผู้ป่วยประกบปากเข้ากับปากและจมูกเด็ก) เป่าลมหายใจออกโดยให้ความแรงเพียงพอ
ที่ทำให้หน้าอกของเด็กขยายตามการเป่าปาก นับในใจ 1-2-3 และทำการเป่าลมจนกว่าเด็กจะเริ่มหายใจได้เอง
3. ถ้าเด็กไม่รู้สึกตัว แต่เริ่มหายใจได้เอง ให้จับเด็กนอนตะแคงเพื่อป้องกันลิ้นตกอุดตันทางเดินหายใจ |
|
 |
 |
|
การกดหน้าอกกระตุ้นการเต้นของหัวใจ
1. ในกรณีที่หมดสติและไม่หายใจ เมื่อเป่าปากช่วยเหลือ 2 ครั้งแล้วยังไม่ดีขึ้น
ให้ทำการกดหน้าอกเพื่อกระตุ้นการเต้นของหัวใจด้วย
2. ตำแหน่งของการกดหน้าอกคือครึ่งล่างของกระดูกหน้าอก
(ใต้เส้นสมมติที่ลากระหว่างหัวนมทั้งสองข้าง)
3. กดหน้าอกโดยใช้นิ้วชี้และนิ้วกลาง (ในเด็กทารก)
หรือกดโดยใช้สันมือกดลึกให้กระดูกหน้าอกยุบลงประมาณ 1-1.5 นิ้ว
ความถี่ของการกดคือกดหน้าอก 5 ครั้ง สลับกับการเป่าปาก 1 ครั้ง
4. ตรวจการหายใจและความรู้สึกตัวซ้ำทุกนาที |
 |
|
ไฟฟ้าลัดวงจร
1. ตัดกระแสไฟฟ้าที่สายเมนหรือที่มีมิเตอร์อยู่ใกล้ๆ หรือปิดสวิตส์ไฟ
2. ถ้าไม่สามารถปิดสวิตส์ไฟได้ ห้ามใช้มือจับคนที่กำลังถูกไฟดูดหรือช็อต
ให้ผู้ช่วยเหลือยืนบนวัตถุที่เป็นฉนวนแห้ง เช่น กล่องหรือกองหนังสือพิมพ์หนาๆ
ใช้ไม้ยาวๆ ผลักแขนขาผู้ถูกไฟช็อตให้หลุดจากสายไฟ หรือใช้เชือกคล้องเท้าหรือแขนแล้วดึงออกมา
โดยไม่สัมผัสถูกตัวผู้ถูกไฟช็อต
3. เมื่อผู้บาดเจ็บหลุดออกมาแล้ว ไม่รู้สึกตัวและหยุดหายใจให้รีบช่วยเหลือด้วยการเป่าปาก
ถ้าคลำชีพจรไม่ได้หรือไม่หายใจและไม่มีสติ ให้กดหน้าอกเพื่อกระตุ้นการเต้นหัวใจ |
| บาดแผลจากความร้อน
1. หากไฟไหม้ติดเสื้อผ้า ให้ใช้ผ้าห่มหนาพันห่อตัวอย่างรวดเร็วหรือให้นอนกลิ้งลงกับพื้นเพื่อทำให้ไฟดับ
2. ทำให้บาดแผลความร้อนเย็นลงโดยใช้น้ำเย็นที่สะอาด ถ้าบาดแผลกว้างลึกให้นำเด็กไปแช่ในอ่างน้ำเย็น
อาจต้องใช้เวลานานถึง 30 นาที เพื่อทำให้อุณหภูมิบริเวณที่ถูกความร้อนลวกลดลง
3. ใช้ผ้าสะอาดซับบาดแผลให้แห้ง หลังจากนั้นใช้ผ้าพันแผล พันแบบหลวม เพื่อป้องกันการปนเปื้อน
หากเกิดการพองน้ำที่บาดแผล อย่าเจาะน้ำออกหรือลอกหนัก
4. ถอดเครื่องประดับ นาฬิกาหรือเสื้อผ้าที่รัดส่วนที่บาดเจ็บออกก่อนที่จะเริ่มบวม
5. อย่าใช้พลาสเตอร์ปิดหรือพันแผล อย่าเจาะแผลพองหรือรบกวนส่วนที่บาดเจ็บ อย่าทาโลชั่น
ขี้ผึ้ง ครีม หรือไขมัน บนส่วนที่บาดเจ็บ
6. ให้เด็กดื่มน้ำเกลือแร่หรือน้ำผลไม้ แนะนำให้พบแพทย์ |
|
 |
กินสารพิษ
1. โทรปรึกษา ศูนย์พิษวิทยา 0 2201 1083-5 เปิดบริการ 24 ชั่วโมง ท่านต้องมีข้อมูล
เด็กกินอะไรเข้าไป ? ปริมาณเท่าไร ? ตั้งแต่เมื่อไร ? มีอาการเบื้องต้นอย่างไร ?
2. หากเสื้อผ้าปนเปื้อนสารพิษ ให้ถอดเสื้อผ้าออก แล้วชะล้างด้วยน้ำและสบู่
3. หากสารพิษกระเด็นเข้าตา ให้ชะล้างด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อย 10 นาที
4. ถ้าไม่สามารถปรึกษาศูนย์พิษได้ ให้รีบนำเด็กส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดพร้อมกับนำขวด
ฉลากหรือภาชนะบรรจุสารที่สงสัยไปด้วย
5. กระตุ้นอาเจียนอาจมีอันตรายมากขึ้นได้ เช่น เด็กที่ดื่มน้ำยาล้างพื้น เป็นต้น
ดังนั้นการกระตุ้นอาเจียนโดยใช้นิ้วล้วงคอหรือยา กระตุ้นการอาเจียนต้องทำโดยมั่นใจว่า
ไม่มีข้อห้ามหรือได้ปรึกษาศูนย์พิษแล้ว
| เลือดกำเดาไหล
1. ให้เด็กยืนตรงหรือนั่งตัวตรง ท่านนอลงมีข้อเสีย คืออาจนึกว่า เลือดกำเดาหยุดไหลแล้ว
ทั้งที่เลือดไหลลงคอ นอกจากนั้นการกลืนเลือด ก็จะทำให้อาเจียนได้
2. ให้ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้บีบจมูกเด็กไว้ ก้มหน้า เล็กน้อยแล้วหายใจทางปาก ให้บีบราว 5 นาที
แล้วค่อยๆ คลายออก หากยังไม่หยุดก็ให้ทำอีก 5 นาที การบีบจะช่วยกดผนังกั้นช่องจมูกที่ทำให้เลือดออก
3. การใช้น้ำแข็งประคบบริเวณหน้าผาก ใช้สำลีอุดรูจมูก สั่งแรงๆ เป็นวิธีที่ผิดอาจส่งผลเสีย
ได้ผลน้อย เพราะความเย็นทำให้เส้นเลือดบริเวณผิวจมูกเท่านั้นหดตัว ไม่มีผลกับเส้นเลือดภายในเลย |
|
 |
 |
|
การบาดเจ็บดวงตา
1. หากเกิดการบาดเจ็บที่ตา เช่น ถูก กระแทกอย่างแรงโดยลูกบอล ลูกเทนนิส
ถูกยิงโดยกระสุนปืนอัดลม ถูกทิ่มแทงโดยวัสดุมีคม ให้ใช้เพียงผ้าก๊อซปิดตาวางเบาๆ
และปิดเทปที่มุมบนล่างเบาๆ หลีกเลี่ยงการใชผ้าก๊อซกดอัดลง บนลูกตา
2. หากเกิดการบาดเจ็บจากสารเคมี เช่น น้ำยาล้างจาน ซักผ้า ล้างห้องน้ำ เช็ดกระจก ฯลฯ
จะต้องรีบล้างตาโดยเร็วด้วยน้ำสะอาดเป็นจำนวนมากกว่า 1 ลิตร หากมีอาการระคายเคืองมาก
หรือสารเคมีที่สัมผัสนั้นเป็นกรดหรือด่างที่รุนแรงห้ามขยี้ตาหลังการล้างตาให้ครอบตาก่อนพาส่งพบแพทย์ |
| บาดแผลถูกแมลงต่อย
1. หากมีหายใจเสียงดัง หายใจลำบาก เสียงแหบ หรือผิวหนังเขียวเฉียบพลัน
ให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยด่วน
2. ถ้ามีเหล็กใน พยายามถอนเหล็กใน โดยใช้ปากคีบดึงเหล็กในออก
ห้ามบีบเค้นบริเวณที่ถูกต่อย
3. ประคบด้วยผ้าเย็น หรือถุงใส่น้ำแข็งก้อนเล็กๆ ห่อด้วยผ้าอีกชั้น
ประคบนาน 20 นาที เพื่อลดอาการปวดและบวม
4. ให้ไปพบแพทย์ถ้ายังปวดและบวม หรือเป็นมากขึ้นภายใน 2 วันหลังถูกต่อย |
|
 |
สิ่งจำเป็นข้อที่ 3 : หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉิน
หมายเลขโทรศัพท์ฉุกเฉินต้องมีไว้หน้ากล่องหรือในกล่อง โดยติดไว้ที่ฝาด้านใน
ไม่ควรพับเก็บไว้ภายในกล่องปะปนกับอุปกรณ์อื่นๆ เพราะจะชำรุดหรือหายได้ง่าย
และที่สำคัญคือเวลาที่เราต้องการใช้อย่างเร่งด่วนอะไรก็หายากไปหมด หน้ามืดตามัวครับ
ถ้าไม่อยากเจอภาวะนี้ก็ต้องเตรียมไว้ในที่ที่มองเห็นชัดๆ
ศูนย์กู้ชีพนเรนทร 1669, 0 2248 2222
หน่วยแพทย์กู้ชีวิตวชิระพยาบาล 1554
ศูนย์ส่งกลับโรงพยาบาลตำรวจ 0 2255 1133-6
ศูนย์พิษวิทยา รพ.รามาธิบดี 0 2201 1083-5
เหตุด่วนเหตุร้าย 191, 0 2246 1338-42
จส.100 0 2749 4622-3
สวพ.91 1644, 0 2562 0033-5
ร่วมด้วยช่วยกัน 1677, 0 2644 6996
(update 3 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 264 มกราคม 2548]
|