กำเนิดโยคะ
ไม่มีใครสามารถให้คำตอบที่ชัดเจน และถูกต้องได้ว่า โยคะ ศาสตร์เก่าแก่ซึ่งปรากฏเรื่องราวในคัมภีร์พระเวทย์
มากกว่าห้าพันปีแล้วนั้นกำเนิดขึ้นมาครั้งแรกบนโลกนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ และใครเป็นผู้คิดค้นศาสตร์อันทรงคุณค่า
ต่อมวลมนุษยชาตินี้ขึ้นมาเป็นครนแรก ประวัติความเป็นมาของโยคะยังคงคลุมเครือ มีเพียงคำตอบเดียวที่กระจ่างชัด
นั่นก็คือ ดินแดนแห่งต้นกำเนิด ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่า โยคะมีต้นกำเนิดอยู่ที่ดินแดนชมพูทวีปหรือประเทศอินเดียในปัจจุบัน
ในอดีตกาลนั้น โยคะ เป็นศาสตร์ที่พึงสงวนไว้ถ่ายทอดกันเฉพาะชาวอินเดียวรรณะสูงส่งอย่างเช่นวรรณะพราหมณ์เท่านั้น
ชนชั้นพราหมณ์เมื่อหลายพันปีก่อนฝึกปฏิบัติโยคะไว้เพียงเพื่อเอาชนะความเจ็บป่วย ต่อมาโยคะศาสตร์ได้รับการพัฒนาขึ้น
เป็นลัทธิโยคะในศาสนาฮินดู โดยมีท่านมุนีนามว่า ปตัญชลี บิดาแห่งโยคะได้นำศาสตร์ที่ว่าด้วยการเคลื่อนไหวของร่างกาย
สู่ความสงบงามของจิตวิญญาณออกเผยแพร่ผ่านทางศาสนาฮินดู พุทธศาสนา และลัทธิเซนในยุคสมัยที่ผู้คนกำลังตื่นตัว
ในการแสวงหาความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมและเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมที่ดีงามอย่างแท้จริง
หลายคนเชื่อว่า โยคะอาจจะเป็นหนทางหนึ่งในการเดินทางไปสู่การหลุดพ้น ชาวอินเดียวที่มีความเชื่อเช่นนั้น
ได้หันมาฝึกปฏิบัติโยคะกันอย่างจริงจังทั้งหญิงและชาย จนเกิดคำศัพท์ที่ใช้เรียกขานขนานนามผู้ชายที่ปฏิบัติโยคะว่า โยคี (Yogi)
เรียกผู้หญิงที่ปฏิบัติโยคะว่า โยคินี (Yogini) ส่วนครูอาจารย์ผู้ประสิทธิประสาทวิชาเรียกว่า คุรุจี (ครู) หรือ กูรู (Guru)
ซึ่งหมายถึงผู้รู้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านนั่นเอง
จุดเด่นหลายประการที่ทำให้ โยคะ โดดเด่นและแตกต่างจากการออกกำลังกายทั่วไปคือ
การที่ต้องฝึกควบคุมจังหวะในการหายใจ การฝึกลมปราณเพื่อก่อให้เกิดสมาธิ และจิตใจที่สงบ
ควบคู่ไปกับการฝึกท่าอาสนะต่างๆ เพราะเหตุนี้ หากได้เรียนรู้และฝึกฝนโยคะอย่างถูกต้อง
ตามหลักวิธีอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องแล้ว ย่อมส่งผลให้ผู้ปฏิบัติมีสุขภาพกายที่แข็งแรงและสุขภาพจิตใจที่ผ่องใส
กล่าวกันว่า บรรดาฤษีที่สามารถใช้ชีวิตสงบงามเพียงลำพังท่ามกลางธรรมชาติในป่าใหญ่ได้นั้น
เป็นเพราะได้ฝึกปฏิบัติโยคะจนถึงขั้นสูงสุดแล้ว
ประเภทของโยคะ
1. ราชาโยคะ (Raja-Yoga)
โยคะสำหรับผู้ฝึกที่มีจุดมุ่งหมายเน้นไปที่ความสงบของจิตใจเป็นหลัก เป็นโยคะที่ฝึกง่าย
ใช้หลักการฝึกที่เป็นวิทยาศาสตร์ ผู้ที่ตั้งใจฝึกซ้อมอย่างจริงจังจะได้ทั้งความสงบของจิตใจ
และแสงสว่างแห่งปัญญาเป็นรางวัล แต่กว่าจะสงบได้ถึงระดับนั้น ผู้ฝึกอาจพบว่าตัวเอง
ได้ปลีกตัวออกไปจากสังคมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
2. กามาโยคะ (Kamar-Yoga)
หรือกรรมโยคะจัดเป็นโยคะที่อิงความเชื่อทางด้านศาสนามากที่สุด มีการเข้าญาณ
การทำพิธีกรรม บวงสรวงและสวดบูชาเทพเจ้า เช่น พระวิษณุ สิ่งที่ผู้ฝึกโยคะตามแนวทางนี้
จะได้รับคือการลด ละ เลิกไม่เป็นคนที่เห็นแก่ตัวอีกต่อไป
3. บาคติโยคะ (Bhakti-Yoga)
โยคะประเภทนี้เหมาะมากสำหรับผู้ซึ่งมีจุดมุ่งหมายจริงจังที่จะปลีกวิเวกไปอยู่ตามป่าเขาลำเนาไพร
เป็นโยคะอีกประเภทหนึ่งซึ่งมุ่งเน้นความสำคัญไปที่ด้านของจิตใจให้รู้จักการให้
การเสียสละ
4.จนานะโยคะ (Jnana-Yoga)
เป็นโยคะที่เชื่อในเรื่องของความจริง และเชื่อว่าความรู้ที่ได้จากการฝึกปฏิบัติโยคะอย่างมีสมาธิ
รวมทั้งการปลีกวิเวกจะสามารถช่วยให้ผู้ปฏิบัติโยคะแยกแยะระหว่างความจริง (Reality)
และ การหลงผิด (Maya) ได้
5. ตันตระโยคะ (Tantra-Yoga)
เป็นโยคะที่ชี้นำให้ผู้ปฏิบัติทราบว่าด้านมืดและด้านสว่างของชีวิตนั้นแตกต่างกันอย่างไร
เป็นโยคะประเภทเดียวที่รวบรวมเอาข้อดีของโยคะประเภทต่างๆ มาประยุกต์ใช้
มีการทำพิธีบวงสรวงเน้นการทำสมาธิให้ได้ถึงระดับญาณเพื่อปลุกพลังภายในร่างกาย
และพลังจิตสามารถทำงานผสานกันได้ในขณะที่ทำท่าอาสนะ
6. หะฐะโยคะ (Hatha-Yoga)
โยคะชนิดนี้ นำเอาท่าอาสนะของโยคะสมัยโบราณมาดัดแปลงให้เข้ากับยุคสมัย
เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ฝึกให้มากที่สุด ใช้ศิลปการบริหารร่างกาย
ภายใต้การควบคุมของจิตใจก่อให้เกิดพลังด้านลบและบวก รักษาโรคบางอย่างได้
เน้นการเตรียมร่างกายและจิตใจให้มีพลังที่จะบรรลุสู่ความสำเร็จ มีการกำหนดลมปราณ
ในขณะทำท่าอาสนะเพื่อความมีสมาธิ เพราะผลที่ได้จากการฝึกฝนที่ให้ความสำคัญทั้งด้านร่างกายและจิตใจ
จึงทำให้ผู้ฝึกปฏิบัติสม่ำเสมอมีสุขภาพที่ทั้งร่างกายและจิตใจ ก่อให้เกิดสมาธิและเข้าถึงญาณได้ง่าย
อย่างไรก็ตามหัตถโยคะยังแตกแขนงแยกย่อยออกไปได้อีก
7. มนตราโยคะ (Montra-Yoga)
โยคะร่วมสมัยที่นำเอาท่าอาสนะสมัยเก่ามาดัดแปลงประยุกต์ เน้นการเอ่ยคำว่า โอม ฝึกได้ด้วยท่าง่ายๆ
(update 2 เมษายน 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 ตุลาคม 2547 ]
|