ออกกำลังกาย ฟิต ฟิต อย่างปลอดภัย


กระแสเรียกร้องรณรงค์ให้ออกกำลังกายนับวันจะดังกระหึ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ก็คงเนื่องมาจากปัญหาโรคภัยไข้เจ็บที่มีแต่จะน่ากลัวและใกล้ตัวยิ่งขึ้นทุกขณะ

จริงๆ แล้วก็ใม่ใช่เรื่องที่คาดเดาไม่ได้ ในยุคที่ผู้คนดิ้นรนกันหามรุ่มหามค่ำ ผู้ใหญ่ทำงานมาก พักผ่อนน้อย กินอาหารไม่เป็นเวลา ส่วนเด็กๆ ก็ต้องอยู่สภาพแวดล้อมที่เป็นพิษ ติดเกม กับการเรียนที่หนักอึ้ง ติดเน็ตกันงอมแงม บริโภคอาหารขณะจนเป็นโรคอ้วนอืดอาดกันถ้วนหน้า ทั้งเด็กและผู้ใหญ่จึงมักบ่นกระปอดกระแปดกันอยู่เป็นประจำว่า เหนื่อยง่าย ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง เวียนหัว เป็นหวัดเรื้อรัง อารมณ์หงุดหงิดง่าย เศร้า-ซึม-เซ็ง อยู่เสมอ คงมีคุณพ่อคุณแม่หลายๆ ท่าน ทั้งชวน ทั้งปลอบ และทั้งขู่ให้ลูกๆ ลุกขึ้นมาเอ็กเซอร์ไซส์กันซักที ทั้งๆ ที่ตัวคุณพ่อคุณแม่เองก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะเริ่มต้นเหมือนกัน

ผมก็เลยขอถือโอกาสนี้เรียกร้องให้คุณพ่อคุณแม่และคุณลูก จับแขน จูงมือ เกาะไหล่ ไปออกกำลังกายกันเถิด อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที นอกจากสุขภาพที่แข็งแรงของทุกๆ คนแล้ว ยังเป็นการเสริมสร้างสายใยสัมพันธ์รักในครอบครัว ให้อบอุ่นและแน่นแฟ้นมากขึ้น


warm up

เอาล่ะ! แม้ว่างวดนี้ ครอบครัวเรามุ่งมั่นจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เรียกว่าใจเกินร้อยแล้วก็ใช่ว่าจะลุยได้เลย (เพราะเสี่ยงเกินไปกับการเดี้ยง!) ทุกครั้งก่อนและหลังออกกำลังกาย ไม่ควรลืมการ “อุ่นเครื่อง” (warm up) โดยเด็ดขาด

วอร์มอัพ คือการยืดเส้นยืดสายบริหารร่างกายราวๆ 5-10 นาที ก่อนและหลังการออกกำลังกาย หรือเล่นกีฬาทุกชนิด เพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ เพื่อยืดหยุ่นและป้องกันกล้ามเนื้อฉีกขาด ปลุกร่างกาย ประสาทรับรู้ และหัวใจให้ตื่นตัว กระฉับกระเฉง


ท้องยังอิ่ม...อย่าเพิ่งลุย

เด็กๆ หลายคนหม่ำข้าวหม่ำขนมซะเต็มคราบ แล้ววิ่งแจ้นลงสระว่ายน้ำ ขี่จักรยาน หรือแม้แต่วิ่งแข่งกับเพื่อน อย่าเชียวครับ!... อันตราย

การออกแรง ออกกำลังกายทันทีหลังอิ่มนั้นจะทำให้จุกเสียด ปวดท้อง อาเจียนได้ง่าย ดังนั้นหลังกินอาหารควรรอให้กระเพาะย่อยให้เรียบร้อยก่อนราว 1 ชั่วโมง จึงค่อย “ลุย” ครับผม...


  • การวิ่ง (จ็อกกิ้ง)

เรียกว่าท็อปฮิตติดอันดับ 1 ก็ว่าได้ สำหรับการออกกำลังกายที่ได้ชื่อว่า “ยอดนิยม” นอกจากเหตุผลที่ว่ามากคุณประโยชน์ในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของหัวใจ ขยายปอดและสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่งขึ้น จิตใจยังสดชื่นกระปรี้กระเปร่าด้วย

อีกทั้งง่ายดายในการเริ่มต้น ไม่ต้องฝึกก็วิ่งได้เลย ขอให้มีรองเท้ากันคนละคู่ก็วิ่งกันได้ทุกที่ทุกเวลาครับ

ผู้ใหญ่และเด็กจำนวนมากได้ประโยชน์จากการจ็อกกิ้ง ก็มีจำนวนไม่น้อยที่เข็ดขยาด ถึงกับต้องเลิกวิ่งไปตลอดชีวิต! (ยิ่งวิ่ง ยิ่งเดี้ยง) เพราะเหตุว่า กล้ามเนื้อ-เอ็นร้อยหวาย-เอ็นข้อเท้าบาดเจ็บ โดยมากมักเกิดจากสาเหตุดังนี้
1. เลือกรองเท้าที่ไม่เหมาะสม ยังมีผู้รักการออกกำลังกายอีกมากที่ยังคงสวมรองเท้า “อะไรก็ได้” แม้แต่รองเท้าแตะ ดังนั้นต้องเลือกให้เหมาะสม ไม่นำรองเท้าใส่เที่ยวมาใส่เล่นกีฬา เวลาจะเล่นกีฬาควรใส่รองเท้าที่ผลิตมาเพื่อการเล่นกีฬาเท่านั้น และต้องเลือกขนาดให้พอดีกับเท้าด้วย

2. ท่าวิ่งไม่ถูกต้อง เหตุเพราะยังมีความเชื่อคล้ายข้อ 1. คือ “วิ่งยังไงก็ได้” ดังนั้นเราจึงมักพบบุคคลที่ “เดี้ยงเพราะวิ่ง” อยู่ไม่น้อย

ตามศาสตร์แห่งการวิ่งนั้นให้เริ่มที่ลำตัวต้องตั้งตรงตั้งฉากกับพื้น ศีรษะเงยหน้ามองตรง ลำตัว คอ แขน ไม่ต้องเกร็ง มือกำพอหลวมๆ ข้อศอกงอเป็นมุมราวๆ 80-100 องศา และเวลาวิ่งให้ลำตัวไปข้างหน้าสักเล็กน้อย

3. วิ่งในที่ชันอยู่เสมอ เช่น บันได เนินเขา จะเกิดอาการปวดหลัง ปวดเข่า จนเรื้อรังในที่สุดได้ ดังนั้นทางวิ่งที่ดีควรเป็นทางราบ

4. ยิ่งวิ่ง-ยิ่งมัน ขยันวิ่งจนเกินเหตุ โดยเฉพาะหากวันนั้นอากาศแจ่มใส วิวสองข้างทางสวยงามรื่นรมย์ การวิ่งในวันนั้นจึงแสนเพลินเจริญใจ แต่มันไม่เจริญกายไปด้วยน่ะซิครับ เพราะมักจะจบลงด้วยการปวดเข่า-ปวดขา และหลังระบม เรื่องของเรื่องก็คือ “วิ่งเกินกำลังของตนเอง” ครับ ดังนั้นต้องกะระยะทางให้ลงตัวสำหรับทุกคนในครอบครัว

อีกกรณีที่พบบ่อยคือ พยายามทำลายสถิติของตัวเอง เช่น วันก่อนฉันวิ่งได้ 2 รอบ เมื่อวานวิ่งได้ 4 รอบ วันนี้เกิดฟิตจัดต้องให้ได้ 8 รอบ ดังนั้นแทนที่จะวิ่งเพื่อคลายเครียด กลับยิ่งเครียดหนักขึ้น

เรามักเห็นบรรดาพ่อหนูแม่หนูจับกลุ่มวิ่งจ็อกกิ้งกันอย่างน่ารักน่าชื่นชม แต่เพียงครู่ต่อมา อ้าว! ไหงกลายเป็น “วิ่งแข่ง” กันซะแล้ว วิ่งจ็อกกิ้งก็คือ “วิ่งเหยาะๆ “ นะครับ ไม่ใช่วิ่งแข่ง 4x100 เมตร

  • ว่ายน้ำ

เป็นการออกกำลังกายที่ดีเยี่ยม ทุกเพศทุกวัยให้การยอมรับ การบาดเจ็บเนื่องจากการว่ายน้ำมีเปอร์เซ็นต์ต่ำ เมื่อเทียบกับการออกกำลังกายแบบอื่น หนำซ้ำยังช่วยรักษาและประคับประคองผู้ที่มีปัญหาบาดเจ็บตามข้อต่อต่างๆ อันเนื่องจากการเล่นกีฬาประเภทอื่นอีกด้วย

ข้อควรระมัดระวัง คือนอกจากการเป็นตะคริว การจมน้ำ (ยังว่ายน้ำไม่แข็ง) การลื่นหกล้มริมขอบสระ ยังมีเรื่องที่ควรหลีกเลี่ยงที่เด็กๆ ชอบเล่นกันนัก คือแข่งกัน “ดำอึด” ใครกลั้นหายใจใต้น้ำได้นานกว่าคนนั้นชนะ

อย่าทำเลยนะครับ! เสี่ยงต่อการหมดสติแล้วจมน้ำครับ โดยเฉพาะหากมีการหายใจเข้าออกแรงๆ ก่อน จะทำให้คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดต่ำ เวลากลั้นหายใจจนสมองขาดออกซิเจนแล้ว คาร์บอนไดออกไซด์ก็ยังไม่สูงพอที่จะขับเคลื่อนให้สมองสั่งการหายใจได้ เด็กก็จะหมดสติ สำลักน้ำ เสียชีวิตได้

การบาดเจ็บที่พบบ่อยอีกอย่างคือ การถูกแดดเผาจนผิวหนังไหม้ ปวดแสบปวดร้อน ดังนั้นอย่าว่ายเวลากลางวันแดดร้อน และอย่าว่ายนานจนเกินไปครับ ใช้ยากันแดดทาให้ลูกเพื่อป้องกันแสงแดดด้วยครับ


  • แอโรบิกแดนซ์

รอบปีที่ผ่านมา หากใครได้ตระเวนไปตามย่านชุมชน หรือหมู่บ้านต่างๆ สิ่งที่มักจะพบเห็นอยู่เสมอก็คือ ผู้คนมากมายทั้งผู้ใหญ่และเด็กตั้งหน้าตั้งตาบริหารร่างกายกันอย่างคึกคักประกอบกับเสียงดนตรีอันเร่งเร้าอึกทึก

”แอโรบิกแดนซ์” การออกกำลังกายที่ใช้เสียงเพลงและจังหวะดนตรีที่เร้าใจ มาผสานเข้ากับท่าเต้นรำ-การกระโดด-การวิ่งอยู่กับที่ จนกลายเป็นการบริหารร่างกายที่แสนสนุกสนาน และกำลังอยู่ในความนิยมอย่างแพร่หลายในขณะนี้

ผลดีของการออกกำลังกายประเภทนี้ก็คือทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง-แน่น ไม่หย่อนยานง่าย ช่วยลำน้ำหนักตัว และรูปร่างดีขึ้น ไม่เหนื่อยง่าย เพราะหัวใจและปอดจะแข็งแรงขึ้น ข้อต่างๆ ตามร่างกายจะมีความยืดหยุ่น คล่องแคล่วยิ่งกว่าเดิม ร่างกายจะกระฉับกระเฉง จิตใจสดชื่นแจ่มใส

ข้อควรระวังสำหรับเด็กๆ (และผู้ใหญ่) คือเวลาเริ่มต้นต้องค่อยเป็นค่อยไป จะเต้นตามคนที่เต้นมานานแล้วไม่ได้ หลายคนเมื่อเต้นไปสักระยะจะมีอาการปวดบริเวณเท้า เช่น ข้อเท้า เอ็นร้อยหวาย กล้ามเนื้อน่อง หากมีอาการก็ต้องพักสักระยะ แล้วลองตรวจสอบท่าเต้น ท่ากระโดดของเราหรือของลูก ว่าเล่นผิดวิธีหรือไม่


  • เทนนิส

ต้องขอขอบคุณ คุณภารดร ศรีชาพันธุ์ ขวัญใจชาวไทยที่ทำให้วงการเทนนิสไทย บังเกิดความคึกคักกระปรี้กระเปร่ายิ่งกว่าครั้งใดๆ ทำให้บรรดาเยาวชนไทยแทบจะพร้อมใจ หันหน้ามุ่งสู่สนามเทนนิสอย่างพร้อมเพรียง พอจับไม้เทนนิสได้ก็จัดการเหวี่ยงซ้ายเหวี่ยงขวาอย่างไม่บันยะบันยัง ผลก็คือปวดระบมระทมทุกข์กันไปตามๆ กัน ทั้งชาทั้งร้าวไปทั่ว มือ-แขน-ขา-ไหล่-คอ ฯลฯ เรียกว่าหายอยากกันไปเลยล่ะครับ

การเริ่มต้นที่ดีเป็นสิ่งสิ่งที่สำคัญ หากเริ่มผิดนอกจากจะติดตัวแก้ยากในภายหลังแล้ว ยังก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ง่าย เช่น การตีลูกแบ็กแฮนด์ที่ไม่ถูกต้อง ก็จะทำให้เอ็นที่ยึดติดกับกระดูกข้อศอกเกิดการอักเสบได้

แต่ทว่า... อย่าเพิ่งโยนไม้ทิ้ง! รักษาหายดีแล้วมาฝึกกันใหม่ ค่อยเป็นค่อยไป ตามขั้นตอนอย่างถูกวิธี ถ้าพ่อแม่ฝึกไม่เป็นควรให้ลูกเรียนคอร์สหนึ่งก็ยังดีครับ


  • ฟุตบอล

นับเป็นกีฬายอดฮิตติดอันดับฟีเวอร์ บรรดาดาวดังลูกหนังโลกต่างก็เป็นขวัญใจของใครต่อใครมากมาย ทำให้เด็กๆ ของเราหลายๆ คนหันมาลงสนามฟุตบอลเป็นการใหญ่ อนาคตจะได้เป็นซูเปอร์สตาร์หรือไม่ พ่อแม่ไม่ควรซีเรียส (แต่มีพ่อแม่บางคนรู้สึกว่าจะซีเรียสมาก) เพราะสิ่งที่ได้แน่ๆ ก็คือ สุขภาพแข็งแรง และความทรหดอดทน

แต่...เรื่องที่ควรระมัดระวังก็คือ การบาดเจ็บที่มักเกิดขึ้นได้ง่าย เนื่องจากฟุตบอลเป็นกีฬาประเภท “ปะทะ” เช่น ข้อเท้าแพลง กล้ามเนื้ออักเสบ กระดูกหัก ฯลฯ


การปฐมพยาบาลหากบาดเจ็บจากการออกกำลังกาย

หลังอาการบาดเจ็บควรประคบด้วยน้ำเย็นหรือน้ำแข็งทันที เพื่อลดอาการปวดบวม หลังจาก 24 ชั่วโมงแรก ควรประคบหรือแช่ในน้ำอุ่นนานครั้งละ 15-20 นาที วันละ 2-3 ครั้ง เพื่อลดอาการบวมช้ำ จากนั้นใช้ผ้าพันแผลชนิดยืดได้พันให้พอแน่น (อย่าให้แน่นมาก) ให้ส่วนที่แพลงหรือเคล็ดได้พักผ่อนมากๆ เคลื่อนไหวน้อยๆ ถ้ามีอาการปวดให้กินยาแก้ปวดทุก 4-6 ชั่วโมง ใน 1 สัปดาห์ ถ้ายังไม่ดีขึ้นก็ควรหาคุณหมอให้ตรวจอย่างละเอียด


(update 21 มีนาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 255 เมษายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600