ผ่านไปแล้วกับสงกรานต์ ไม่ว่ารัฐจะรณรงค์อย่างไรจำนวนผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุก็ยังมีจำนวนมากอยู่ดี
สิ่งหนึ่งที่ได้พยายามป้องกันคือการตรวจหาระดับแอลกอฮอล์ในเลือดของโซเฟอร์
คนขับที่ประสบอุบัติเหตุล้วนแต่มีแอลกอฮอล์ในเลือดอยู่ทั้งนั้น ทำอย่างไรจะสามารถรณรงค์ให้เขามีความตระหนักได้
อาชีพที่ต้องรับผิดชอบชีวิตผู้คนเป็นจำนวนมากต้องมีระบบการตรวจสอบที่ดี คนขับรถบัสในเยอรมันรักษาระเบียบวินัยอย่างมาก
เพราะหากถูกยึดใบขับขี่นั่นหมายถึง การหมดอาชีพ ด้วยเลย
ระเบียบวินัย กฎจราจรที่ถูกกำหนดไว้คงไม่อาจควบคุมได้ หากผู้เกี่ยวข้องไม่ปฏิบัติหน้าที่ให้เคร่งครัด
การตรวจจับ ควบคุมควรทำอย่างสม่ำเสมอ และทำเพื่อควบคุมพฤติกรรมมากกว่าเพื่อหาผลประโยชน์
อย่างเช่นการซุ่มจับมอเตอร์ไซค์กันเป็นล่ำเป็นสัน เพราะรัฐกำหนดให้มีการหักเปอร์เซ็นต์ค่าปรับเป็นสินบนนำจับ
นโยบายแบบนี้ทำให้จุดประสงค์ของการจับกุมเปลี่ยนไป แทนที่ต้องการจะควบคุมให้อยู่ในกฎระเบียบ
กลายเป็นทำเพื่อหารายได้จากสินบน ซึ่งก็ขยายวงไปในของผิดกฎหมายอีกหลายอย่าง
...ของไม่ดีแต่มนุษย์ก็ยังชอบเข้าไปยุ่งซะจริง
กลับมากันที่เรื่องของเหล้าต่อ มนุษย์ชอบเสพของไม่ดีอยู่สองอย่างคือ เหล้ากับบุหรี่
และเพศที่ชอบมากคือผู้ชาย พวกนี้คงไม่รู้ว่ามันก่ออันตรายสะสมทีละน้อย
เหล้าส่งผลกระทบเร็วกว่า เพราะเมื่อดื่มเข้าไปแอลกอฮอล์จะซึมเข้าสู่กระแสเลือดแล้วสะสมเพิ่มขึ้น
ส่งผลออกมาเป็นอาการ ตั้งแต่เซๆ อ้อแอ้ โวยวาย โคม่า... ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายซ้ำสอง
เดินไม่ตรงทาง อาจตกน้ำตกท่อ ถูกรถเฉี่ยวชนหรือขับรถก็อาจเกิดอุบัติเหตุ
รวมทั้งควบคุมตัวเองไม่ได้อาจไปมีเรื่องกับคนอื่นเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ ส่วนบุหรี่ไม่เหมือนเหล้า
เพราะไม่มีอาการอะไรถ้าสูบติดๆ กันหลายมวน
ภัยสะสมที่เหล้าเข้าไปทำลายจะทำงานเหมือนข้าศึกสอดแนมทำลายอวัยวะต่างๆ ทีละน้อย
เจ้าตัวจะไม่รู้สึกจนกว่าอวัยวะนั้นจะพัง อวัยวะที่ว่าก็คือ ตับและสมอง ส่งผลให้ตับเริ่มจากมีไขมันจับเรื่อยไปจนกลายเป็นตับแข็ง
ส่วนสมองนั้นเหล้าจะค่อยๆ ทำลายเซลล์สมองความจำเสื่อมลง ควบคุมตัวเองไม่ค่อยได้ พวกที่ชอบกินเหล้าน่าจะมองๆ
ดูกลุ่มคนที่กินเหล้าทำลายสองอวัยวะไปแล้วมันดูน่าสมเพช ไปจนน่าเกลียดน่าขยะแขยงนะ
พวกตับเสื่อมจะทำให้ท้องโตเพราะมีน้ำอยู่ในช่องท้อง แต่เขาจะไม่รู้ตัว นอกจากท้องโตแล้วพังผืดในตับ
ทำให้เลือดไหลกลับหัวใจได้ลำบาก เพราะพังผืดขวางไว้ เลือดเลยชอนไชหาทางกลับหัวใจผ่านทางเส้นเลือดดำที่หลอดอาหาร
ซึ่งเคยมีขนาดเล็กๆ ก็กลายเป็นขนาดใหญ่ ถ้าเคี้ยวอาหารไม่ละเอียด เศษอาหารก็จะไปครูดเส้นเลือดให้ขาดได้
เวลาเส้นเลือดโป่งพอง พวกนี้แตกจะเหมือนกับเหตุการณ์ท่อประปาแตก เลือดจะไหลออกมาพลั่กๆ เลย
ซึ่งช่วงแรกจะออกไปอยู่ในกระเพาะอาหารก่อน จนกว่าจะมากจนล้นอาเจียนออกมาเป็นเลือดสดๆ
หมอน่ะทั้งเรียน ทั้งเคยดูแลคนไข้ตับแข็ง สมองเสื่อม ที่สำคัญที่สุดผ่าศพมาก็เยอะมาก
ไม่เข้าใจนักว่าทำไมคนที่ชอบดื่มเหล้าถึงไม่ยอมนึกถึงสภาพที่เหล้าทำลายร่างกายในภายหลัง
ตัวหมอเองเป็นคนไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ เพราะเบื้องต้นถูกสอนว่าผิดศีลของศาสนาพุทธ
พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งสอนทั้งสั่งว่าเหล้า บุหรี่ไม่ดี รอบๆ ตัวหมอไม่มีตัวอย่างของคนที่เสพสิ่งเหล่านี้เลยสักคน
ในช่วงการเรียนได้ถูกหล่อหลอมให้คิดเอง คิดเป็น และที่สำคัญควรมีความเป็นตัวของตัวเอง
เมื่อเริ่มเห็นคนอื่นเสพก็เริ่มคิดตาม ตั้งคำถามว่าทำไมเขาถึงเสพ มีผลอะไรบ้าง ดีกี่เปอร์เซ็นต์
ผลเสียมีอะไรบ้าง โดนตัวเราเองเท่าไหร่ โดนคนอื่นเท่าไหร่... คิดไปคิดมาก็ไม่รู้สึกอยากลอง
เพราะไม่ชอบทำตามใครโดยไม่คิด ไม่อยากดูไม่ดี หลายคนอาจเถียงว่าดูเท่ดีออก
อะไรก็ตามถ้าคิดวิเคราะห์ไปจนครบกระบวนแล้วเป็นสิ่งไม่ดีในทางธรรม
หมอก็จะไม่สนใจสิ่งที่กำหนดทางโลก
เมื่อได้มีโอกาสเรียนแพทย์ ได้ดูแลคนไข้ที่เจ็บป่วยเพราะสิ่งเหล่านี้ เริ่มรู้ถึงความไม่ดีของเหล้า บุหรี่
โดยเฉพาะบุหรี่นั้นหมอรู้สึกเหม็นอย่างยิ่ง ใครสูบบุหรี่เข้าใกล้จะเดินหนีทันทีเพราะปวดหัว
แต่เมื่อมาเรียนต่อพยาธิแพทย์ รู้สึกซึ้งขึ้นถึงโทษพิษภัยของเหล้าบุหรี่แถมพิษภัยที่เกิดยังข้ามไปถูกคนอื่นๆ
ทั้งๆ ที่เขาไม่เสพ ความกลัวบาปทำให้ยิ่งตอกย้ำว่าไม่มีอะไรดีเลย ยิ่งตัวเองเป็นผู้หญิงกินเหล้าไม่มีอะไรดีเลย
เพราะสติสัมปะชัญญะเริ่มหลวมควบคุมตัวเองไม่ได้ก็จะทำอะไรที่ประเจิดประเจ้อ ถูกล่วงละเมิดทางเพศ
หนักสุดคืออาจถูกฆ่า รู้แบบนี้แล้วไม่เสพแน่นอน
แนวคิดแบบนี้ทำอย่างไรจะฝังลงในวิธีคิดของคนเรา โดยเฉพาะต้องฝังกันตั้งแต่เริ่มต้นของชีวิต
เพราะหากลองเสพเมื่อไรก็จะห้ามพฤติกรรมของตัวเองไม่ได้
ทุกส่วนของสังคมต่างมีส่วนเกี่ยวข้องตั้งแต่ครอบครัว โรงเรียน ชุมชนรอบตัว และไกลออกไป
ท้ายที่สุดก็คือผู้บริหารประเทศ ตัวอย่างของการดื่มเหล้า สูบบุหรี่มีให้เรียนรู้ได้ตั้งแต่ระดับครอบครัว
ผู้ชายสูบบุหรี่ กินเหล้า เป็นสิ่งที่มีมาแต่เดิม แต่เมื่อผู้หญิงหันมาลองเสพ หมอไม่เคยดูแล้วชื่นชมเลย
เพราะไม่มีความสง่างาม ไม่มีความน่าดู
ที่สำคัญคือ ทั้งเหล้า ทั้งบุหรี่นั้นเหม็นสุดๆ พฤติกรรมของผู้เสพก็ดูน่าขยะแขยง
คนสูบบุหรี่มักเคาะขี้เถ้าลงที่พื้นที่สาธารณะ ควันที่พ่นก็พ่นออกจากตัว บางทียังนึกเล่นๆ
เลยว่าพวกที่สูบบุหรี่ในรถ น่าจะออกกฎให้ปิดกระจกแล้วอัดควันอยู่ในรถนั่นแหละ
กินเหล้าก็จับเข้าคอกกักกันจะได้ไม่ไปก่อเหตุอาละวาดทั้งๆ ที่เมา
เมื่อคนเรารู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่ดี ตัวเราก็ต้องไม่ลอง ต่อมาก็ต้องไม่อนุญาตให้มีการเสพ
หากมีผลกระทบคนอื่นในสังคมที่เราอยู่ ขณะทำงานหมอจะไม่อนุญาตให้ใครสูบบุหรี่เลย
และไม่ชอบไปร่วมงานเลี้ยงที่มีการกินเหล้ากันมากมาย
การหยุดคิดวิเคราะห์เรื่องนี้เป็นวิถีหนึ่งของการมีสำนึกต่อสังคม ที่ต้องอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข
ความเสมอภาคยุติธรรม ผู้เป็นครูบาอาจารย์ต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง รัฐบาลต้องลงมากำหนดนโยบาย
เพราะทั้งสองสิ่งก่อให้เกิดต้นเหตุในการดูแลปัญหา ทุกๆ เทศกาลมีคนเจ็บ คนตายจากอุบัติเหตุจราจร
ซึ่งเกี่ยวข้องกับการกินเหล้าเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เปลืองงบประมาณการดูแลรักษาเป็นอย่างมาก
ห้ามใจตัวเองอย่าเริ่มลอง อย่าสนับสนุนขยายผลให้มากไปกว่านี้
(update 17 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา..
kids & family ปีที่ 10 ฉบับที่ 112 กรกฎาคม 2548 ]
|