ฮิตติดใจกันไปทั่วบ้านทั่วเมืองทั้งเด็กผู้ใหญ่กับเครื่องดื่ม ชาเขียว สารพัดยี่ห้อ
แม้จะเป็นข่าวเป็นคราวกันไปเมื่อหลายเดือนก่อน แต่บรรดาหนูๆ แฟนคลับของ มินิ คิดส์คลับ
เขาอยากรู้และอยากให้ช่วยย้ำกันอีกรอบถึงข้อดีข้อเสียของการดื่ม น้ำชา (สี) เขียว (หวาน)
เพราะตอนนี้เพื่อนที่โรงเรียน (วัยประถม-มัธยม) ดื่มกันจนเป็นเรื่องปกติ...เขาว่า
ยังไงๆ ก็ดีกว่าดื่มน้ำอัดลม ทำนองนั้น
เรื่องนี้จะให้ฟันธงฉับ สับแหลกชาเขียวเหมือนน้ำอัดลมคงไม่ได้ค่ะ เพราะมีหลายปัจจัยที่น้องๆ หนูๆ
รวมทั้งคุณพ่อคุณแม่ต้องพิจารณากันเอง ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนดื่ม ดื่มเพื่ออะไร
ในปริมาณที่เหมาะสมหรือไม่
ใครเป็นคนดื่ม... ถ้าเป็นผู้ใหญ่ก็อาจไม่มีปัญหา เพราะทำงานมีสตางค์ซื้อน้ำแพงๆ ดื่มได้
แต่ถ้าเป็นหนูๆ ได้เงินค่าขนมไปโรงเรียนวันละเท่าไร ก็คงต้องคิดกันนานหน่อยว่า คุ้มไหม
ดื่มเพื่ออะไร ...เพื่อดับกระหาย ดื่มแล้วดูมีรสนิยมขึ้นหรือเพื่อสุขภาพ ถ้าดื่มเพราะ 2 ข้อแรกไม่ขอพูดถึง
เพราะเป็นเหตุผลส่วนบุคคลที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคุยกับลูกเองค่ะ แต่ถ้าดื่มเพราะอยากให้สุขภาพดีขึ้น
อันนี้ต้องแจกแจงให้เห็นว่า ดื่มแล้วจะได้สุขภาพดีจริงหรือเปล่า
ในชาเขียวพร้อมดื่มส่วนใหญ่จะประกอบด้วยสารหลักๆ 4 ตัว คือ คาเฟอีน แทนนิน สารต้านการเกิดมะเร็ง (Catechins)
และน้ำตาล ซึ่งสารแต่ละตัวก็จะมีคุณสมบัติแตกต่างกันไป
คาเฟอีน เป็นสารที่พบในใบและเมล็ดของพืชกว่า 60 ชนิด
แต่ที่คุ้นกันดีก็ในเมล็ดกาแฟ โกโก้ โคล่า และใบชา มีคุณสมบัติช่วยลดการหลั่งสาร Adenosine
ซึ่งช่วยให้เรานอนหลับตามธรรมชาติ ทำให้เราไม่ง่วง ช่วยกระตุ้นประสาททำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า
สดชื่น เพิ่มการเผาผลาญ เพิ่มการทำงานของหัวใจและไต เพราะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆ
ปกติแล้วถ้าเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่มีปัญหาสุขภาพ ร่างกายจะสามารถรับคาเฟอีนได้ประมาณ 100-300 มิลลิกรัมต่อวัน
เทียบเท่ากับกาแฟ 2 ถ้วยหรือชา 5 ถ้วย จึงจะไม่เกิดโทษเพราะคาเฟอีนจะถูกขับออกไปในรูปของปัสสาวะไม่สะสมในร่างกาย
ซึ่งในกรณีเดียวกันนี้ ถ้าเป็นเด็ก แพทย์ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยแนะนำให้ดื่ม เพราะการขับปัสสาวะบ่อยๆ
เป็นผลให้เกิดการขับถ่ายแคลเซียมออกจากร่างกายเพิ่มขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กได้
นอกจากนี้ ถ้าแต่ละวันเรารับคาเฟอีนมากเกินพิกัด ก็จะส่งผลให้ไขมันในเลือดและความดันเลือดสูงขึ้น
เป็นสาเหตุของเส้นเลือดตีบตันเร็ว ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้น้อย เป็นผลให้ร่างกายเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
หรือ แก่เร็ว ขึ้นนั่นล่ะค่ะ
แทนนิน เป็นสารฝาดใช้บรรเทาอาการท้องเสียได้
สารต้านมะเร็งในกระเพาะ (Catechins) สารตัวนี้มีมากสุดในใบชาขาว
รองลงมาก็เป็นชาเขียว อันนี้ทีมนักวิทยาศาสตร์จากศูนย์กลางการวิจัยมะเร็งในบริติชโคลัมเบียทำการวิจัยออกมาว่า
สามารถยับยั้งการสร้างไนโตรซามีนซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งได้หลายชนิด
น้ำตาล ข้อนี้รับรู้กันอยู่แล้วว่า เป็นแหล่งพลังงานของร่างกาย
หากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งทางองค์การอาหารและยา (อย.) แนะนำให้รับประทานวันละไม่เกิน 6 ช้อนชา
หรือ 50 กรัม เพราะร่างกายยังพอเผาผลาญได้ทัน แต่ถ้ามากกว่านั้นก็จะกลายเป็นโทษได้ ซึ่งเรื่องนี้
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์เสก อักษรานุเคราะห์ ผอ.ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู
บอกว่า ร่างกายจะแปรสภาพน้ำตาลให้กลายเป็นไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ ซึ่งสะสมอยู่ในหลอดเลือด
และเป็นสาเหตุของโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้ไม่แพ้คอเรสเตอรอลเลยทีเดียว
ที่สำคัญการบริโภคน้ำตาลมากๆ ทำให้ร่างกายต้องดึงอินซูลินมากำจัดน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น
ทำให้อินซูลินในร่างกายหมดเร็ว และเป็นสาเหตุของโรคเบาหวานตามมานั่นเอง... เพราะฉะนั้น
ก่อนจะดื่มชาเขียวแต่ละครั้ง บอกให้ลูกสังเกตที่ปริมาณน้ำตาลข้างขวดหน่อยก็ดีค่ะ
เพราะปริมาณน้ำตาลในชาเขียวพร้อมดื่มแต่ละยี่ห้อ แต่ละรสชาติจะไม่เท่ากัน
ดูแล้วก็ชวนกันคำนวณเล่นๆ ว่าวันนี้เรากินของหวานอะไรมาแล้วบ้าง...
หมั่นสังเกตข้างขวดบ่อยๆ แล้วคำนวณตาม จะช่วยให้เราเลือกบริโภคได้ถูกค่ะว่า
ดื่มอย่างไหนได้สุขภาพ ดื่มอย่างไหนอาจได้โรคตามมา แต่ถ้าจะให้ชัวร์ ดื่มน้ำเปล่าจะดีที่สุด
ไม่เสียทั้งสุขภาพและเงินในกระเป๋าเราด้วยค่ะ
- คาเฟอีน จากการสำรวจตัวอย่างชาเขียวพร้อมดื่มขนาดบรรจุ 500 มิลลิกรัม ทั้งหมด 23 ตัวอย่าง
พบว่าร้อยละ 65.22 มีปริมาณคาเฟอีนเกิน 50 มิลลิกรัม/ขวด คือเฉลี่ยมีปริมาณคาเฟอีน 23.76-76.02 มิลลิกรัม/ขวด
และขนาดบรรจุ 600 มิลลิลิตร ที่มีอยู่ทั้งหมด 4 ตัวอย่าง ตรวจพบปริมาณคาเฟอีนตั้งแต่ 77.27-103.48 มิลลิกรัมต่อขวด
- น้ำตาล จากการเปรียบเทียบน้ำตาลกับเครื่องดื่มโคล่า พบว่าเครื่องดื่มชาเขียวจำพวกผสมน้ำผึ้ง
มีน้ำตาลถึง 13.75 ช้อนชาต่อขวด ขณะที่น้ำอัดลมมีน้ำตาล 13 ช้อนชาต่อขวด
ส่วนชาเขียวผสมน้ำตาลพบว่ามีน้ำตาลสูงถึง 15.6 ช้อนชาต่อขวด
(update 4 พฤศจิกายน 2005)
[ ที่มา..
kids & family ปีที่ 114 ปีที่ 10 กันยายน 2548]
|