แม้จะมีข่าวคราวเรื่องไข้หวัดนก วัวบ้า อาหารจีเอ็มโอ หรือสารพิษตกค้างในอาหารประดังประเดเข้ามา
ให้ได้ตระหนกตกใจกันอยู่บ่อยๆ แต่ถ้าผู้บริโภคฉลาดเลือกและรู้วิธีป้องกันเสียอย่าง
เรื่องอย่างนี้รับรองปลอดภัย 100% ค่ะ
ข่าวคราวเรื่องอันตรายจากอาหาร ทั้งอาหารจีเอ็มโอ ไข้หวัดนก โรควัวบ้า รวมถึงสารพิษในอาหารต่างๆ
ซึ่งทยอยมาให้ได้ยินกันอยู่เป็นประจำ ส่งผลให้ขวัญกำลังใจผู้บริโภคลดน้อยถอยลงไปทุกที
กับคุณภาพอาหารที่ต้องกินเข้าไปทุกวัน และคุณพ่อคุณแม่บ้านไหนที่กำลังกังวลใจเรื่องจะเลือกอาหารประเภทไหนให้ลูกรักดี
ข้อมูลที่เรานำมาเสนอต่อไปนี้อาจเป็นอีกหนึ่งทางออกที่ช่วยให้คุณรับมือได้อย่างมั่นใจมากขึ้นค่ะ
อาหารจีเอ็มโออันตรายกับเราไหม ?
คำอธิบาย : จีเอ็มโอ GMOs (Genetically Modified Organisms)
คือการนำยีนจากสิ่งมีชีวิตหนึ่งไปฝากถ่ายกับอีกสิ่งมีชีวิตหนึ่ง เพื่อให้เกิดสิ่งมีชีวิตใหม่ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
หรืออีกนัยหนึ่งก็คือการตัดแต่งยีน หรือพันธุวิศวกรรมนั่นเองค่ะ เช่น การนำยีนของปลาจากขั้วโลกเหนือมาตัดแต่งยีน
ใส่ลงไปในมะเขือเทศ เพื่อให้ทนสภาพอากาศที่หนาวเย็น จะได้คงความสดไว้ได้นานๆ ไม่เฉาหรือช้ำง่ายๆ
เหมือนพันธุ์มะเขือเทศที่อยู่ในธรรมชาติ
เรื่องอาหารจีเอ็มโอ แม้ปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาในคนที่ชัดเจนและยาวนานพอที่จะสรุปได้ว่า
อาหารจีเอ็มโอเป็นพิษเป็นภัยกับร่างกายเราจริงๆ หรือไม่ แต่ในต่างประเทศเขามีการวิจัยในสัตว์ทดลอง
และผลออกมาแล้วค่ะว่า หนูทดลองที่ได้กินมันฝรั่งดัดแปลงพันธุกรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง
ผลปรากฏระยะยาวพบหนูเหล่านั้นมีความผิดปกติทางตับ ม้าม ต่อมไทมัส และอวัยวะสำคัญอื่นๆ ค่ะ
อาหาร : กลุ่มอาหารจีเอ็มโอที่เห็นชัดที่สุดก็คือถั่วเหลืองและข้าวโพด
รองลงมาที่มีความเสี่ยงสูงคือมั่นฝรั่ง ข้าวสาลี และผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา
วิธีป้องกัน : แม้ตอนนี้ในบ้านเราจะยังไม่มีการปิดฉลากว่า
อาหารไหนเป็นอาหารจีเอ็มโอ แต่อย่างน้อยถ้าอ่านฉลากผลิตภัณฑ์ทุกครั้งก่อนซื้อ
เช่น ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของวัตถุดิบที่เป็นถั่วเหลือง อย่างแป้งจากถั่วเหลือง น้ำมันถั่วเหลือง
เลซิธิน โปรตีนเกษตร หรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากข้าวโพด เช่น แป้งข้าวโพด หรือน้ำมันข้าวโพด
อาหารเหล่านี้เราควรระมัดระวังอย่างเต็มที่นะคะ ว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นอาหารจีเอ็มโอ
รวมทั้งควรระวังผลิตภัณฑ์นมที่นำเข้ามาจากสหรัฐอเมริกาด้วย เพราะมีการใช้ฮอร์โมน rBGH
(ฮอร์โมนที่เกิดจากกรรมวิธีตัดแต่งยีน) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเร่งน้ำนมในวัว
ดังนั้นทางที่ดีที่สุดถ้าสามารถทำได้ คุณพ่อคุณแม่ควรเลือกซื้อผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์
ที่ผ่านการรับรองมาตรฐานมาแล้ว เพราะผู้ผลิตเหล่านี้จะไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้วัตถุดิบ เมล็ดพันธุ์
หรือส่วนประกอบในการผลิตใดๆ ที่ผ่านการตัดแต่งยีนมาค่ะ
กินไก่และไข่สุกๆ ยังเป็นไข้หวัดนกได้หรือไม่ ?
คำอธิบาย : โรคไข้หวัดนก (Avian Influenza)
เป็นโรคติดเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่ไม่ได้เกิดกับไก่แต่เพียงเท่านั้น เพราะจุดเริ่มต้นของเชื้อโรคเริ่มที่ตระกูลนกน้ำ
เช่น นกเป็ดน้ำ นกนางนวล แต่เมื่อนกติดเชื้อแล้วอาการจะไม่รุนแรงมากแต่ถ้าเชื้อนี้มาติดกับสัตว์อื่นโดยเฉพาะไก่
ความรุนแรงจะมีมากถึงขั้นตายได้
อาหาร : ไก่ไม่ว่าจะเป็นไก่พันธุ์ ไก่ไข่ ไก่บ้าน ไก่งวง
นก เช่น นกกระทา ห่าน เป็ด
วิธีป้องกัน : องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า
อุณหภูมิที่ฆ่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ได้คืออุณหภูมิภายในใจกลางอาหารไม่ต่ำกว่า 70 องศาเซลเซียส
ดังนั้นถ้าเราต้มไก่ให้สุก หรือทอดด้วยน้ำมันให้เดือด รวมทั้งต้มหรือทอดไข่ให้สุกทั้งไข่แดง ไข่ขาว
เราจะปลอดภัยจากโรคดังกล่าวอย่างแน่นอนค่ะ นอกจากนั้นตัวคุณแม่เองหรือคุณพ่อที่เป็นผู้ลงมือทำอาหาร
ควรล้างมือให้สะอาดก่อนปรุงและหลังปรุงอาหารทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยนะคะ
กินผักผลไม้มากเกินไปอาจได้รับสารพิษตกค้างได้ ?
คำอธิบาย : ด้วยความที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องการให้ผลผลิตมีคุณภาพสูง
และปลอดจากโรคพืช และศัตรูพืชชนิดต่างๆ การฉีดยาฆ่าแมลงจึงเกิดขึ้น และกรรมวิธีนี้จะทำให้มีสารพิษตกค้างอยู่ในผลไม้นั้นมากๆ
อาหาร : ผลไม้ทุกชนิด เช่น มะม่วง ฝรั่ง ละมุด ส้ม มะละกอ องุ่น สับปะรด
วิธีป้องกัน : ควรล้างผลไม้ให้สะอาดก่อนนำมากินทุกครั้ง
ซึ่งการล้างควรปล่อยให้น้ำไหลผ่านแรงๆ โดยใช้มือขัดถูผลไม้ให้สารพิษที่เกาะอยู่ตรงเปลือกนั้นหลุดออก
หรืออาจใช้น้ำส้มสายชูมาช่วยขจัดสารพิษที่ตกค้างออกก็ได้
ผลไม้บางอย่าง เช่น ส้มอาจจะมีทั้งยาฆ่าแมลงและยาฆ่าเชื้อราเคลือบอยู่
ดังนั้นก่อนกินควรล้างเปลือกส้มให้สะอาดหมดจดจริงๆ จะเป็นการดีที่สุดค่ะ
อย่างไรก็ดี ถ้าคุณพ่อคุณแม่ยังกังวลเรื่องสารพิษตกค้างอยู่ ปัจจุบันมีทางเลือกให้เราเลือกซื้อหาผลไม้
ที่ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง หรือใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทน แต่เราก็ต้องระวังเรื่องของเชื้อราที่จะขึ้นเป็นดวงๆ ในผลไม้นั้นๆ ด้วยอยู่ดีค่ะ
เพราะเชื้อราดังกล่าวจะมีสารก่อมะเร็งตามธรรมชาติที่ทำอันตรายกับเราได้
ฉะนั้นไม่ควรเลือกซื้อส้มที่ผิวมีลักษณะเป็นดวงๆ สีคล้ำๆ ค่ะ
อาหารสดๆ ระวังสารฟอร์มาลีนตกค้าง
คำอธิบาย : ฟอร์มัลดีไฮด์ (Formaldehyde) หรือที่เรียกทั่วๆ ไปว่า
ฟอร์มาลีน เป็นสารที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลากหลายประเภท เช่น อุตสาหกรรมการเกษตรที่ใช้ฟอร์มาลีน
เพื่อฆ่าเชื้อโรคและแมลงในดิน อุตสาหกรรมผลิตเครื่องสำอางเพื่อให้มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อ
และป้องกันการเสื่อมสภาพ เช่น ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นตัว อุตสาหกรรมสิ่งทอใช้ฟอร์มาลีนเพื่อให้ผ้าคงรูป ไม่ย่นง่าย
อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตอาหารบางรายนำฟอร์มาลีนมาแช่ใส่ลงในอาหาร เพื่อความสดอยู่เสมอ
ถ้าผู้บริโภครับสารนี้เข้าไปมากเกิน จะมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง ปวดท้อง ลำคอแห้ง หัวใจเต้นเร็ว
แน่นหน้าอก และบางรายอาจเสียชีวิตได้
อาหาร : เนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ดูสีเข้ม และสดผิดปกติ
ทั้งๆ ที่ไม่มีการแช่เย็นใดๆ ผักผลไม้ที่ยังสดอยู่เสมอทั้งๆ ที่ผ่านแสงแดดและตากลมมาตลอดทั้งวัน
วิธีป้องกัน : ควรล้างผัก ผลไม้ด้วยน้ำไหลอย่างน้อย 5-10 นาที
หลังจากนั้นให้แช่น้ำทิ้งไว้อีกประมาณ 1 ชั่วโมง ฟอร์มาดีไฮด์จะถูกชะล้างออกได้เป็นอย่างดี
ส่วนเนื้อสัตว์ที่จะนำมาปรุงอาหารควรล้างน้ำด้วยเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นกรรมวิธีการผ่านความร้อน
ในการทำอาหารจะช่วยให้สารตัวนี้ถูกกำจัดออกไปได้เช่นเดียวกันค่ะ
กินเนื้อวัวยังเป็นโรควัวบ้าได้อีกหรือเปล่า ?
คำอธิบาย : โรควัวบ้า (Mad cow disease)
หรือชื่อทางการว่า Bovine Spongiform Encephatopathy (BSE) เป็นโรคที่เข้าไปทำลายระบบประสาทส่วนกลาง
และทำลายเนื้อเยื่อสมองไปทีละน้อยจนกว่าสัตว์ที่ได้รับเชื้อจะตายลง โรคนี้สามารถติดต่อมายังคนได้
ถ้าคนคนนั้นกินเนื้อสัตว์ที่ติดเชื้อเข้าไป อย่างไรก็ดีเมื่อเร็วๆ นี้เหล่าประเทศอียูได้ออกมาตรการตรวจสอบฝูงปศุสัตว์อย่างเข้มงวด
โดยเฉพาะสัตว์ที่มีอายุ 30 เดือนขึ้นไป และถ้าพบว่าสัตว์ตัวไหนมีเชื้อจะถูกทำลายด้วยการเผาซากทิ้งไป
เพื่อกำจัดต้นตอของเชื้อโรคให้หมดสิ้นค่ะ
อาหาร : เนื้อวัว แพะ แกะ
วิธีป้องกัน : การนำเนื้อวัว แกะ แพะที่ติดเชื้อมาผ่านความร้อน
หรือแช่แข็งจะไม่สามารถฆ่าเชื้อโรคนี้ให้ตายลงไปได้ เพราะเชื้อตัวนี้ทนทานต่อภาวะความร้อนสูง
และความเย็นจัดได้เป็นอย่างดี หนำซ้ำเมื่อเชื้อออกสู่ร่างกายของสัตว์ติดเชื้อแล้วมันยังคงสามารถมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ไม่มีที่สิ้นสุด
ปัจจุบันไม่มีรายงานเรื่องโรควัวบ้าระบาดในเมืองไทย ฉะนั้นเนื้อวัว แกะ แพะ ในบ้านเราจึงยังปลอดต่อโรคดังกล่าว
ปลอดพิษในผักผลไม้ด้วยวิธี...
ในเมื่อวิถีชีวิตประจำวันเราต้องเจอะเจอกับสารพิษอยู่เป็นประจำโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
แต่อย่างน้อยเราสามารถรับมือกับการกินผักและผลไม้แบบปลอดสารพิษได้โดย...
- ล้างผักและผลไม้ด้วยน้ำไหลประมาณ 5 นาที ต่อจากนั้นให้แช่น้ำทิ้งไว้อีกประมาณ 15 นาที
- ล้างด้วยน้ำผสมด่างทับทิม ในอัตราส่วนด่างทับทิม 5 เกล็ดกับน้ำ 4 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 5-10 นาที
- ล้างด้วยน้ำผสมผงฟู หรือโซเดียมไบคาร์บอเนตในอัตราส่วนผงฟู 1 ช้อนโต๊ะกับน้ำอุ่น 20 ลิตร
(ประมาณ 1 กะละมัง) โดยแช่ผักทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที
- ล้างด้วยน้ำเกลือในอัตราส่วนเกลือ 2 ช้อนโต๊ะกับน้ำ 4 ลิตรทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที
- ล้างด้วยน้ำซาวข้าวทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที
- ล้างด้วยน้ำผสมน้ำส้มสายชูในอัตราส่วนน้ำส้มสายชู (0.5%) 1 ขวดเล็กกับน้ำ 4 ลิตร
แช่ผักที่เด็ดแล้วทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที
(update 16 พฤษภาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 257 มิถุนายน 2547 ]
|