สีสันสวยๆ ของอาหารตามธรรมชาติ ใช่แต่จะทำให้เรารู้สึกอยากกินเท่านั้น
เพราะสีสันที่สวยบ่งบอกถึง คุณค่าทางอาหารที่ดีมีประโยชน์ด้วย
คุณเคยรู้หรือเปล่าคะว่า สีสันที่สดสวยบนผิวของพืชผักผลไม้ ที่เรากินกันอยู่ทุกวัน
สามารถบอกถึงคุณค่าทางโภชนาการที่มีอยู่ในตัวของผักและผลไม้ชนิดนั้นๆ ได้ด้วย
อย่างผักบางชนิดมีสีเขียวสามารถช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ หรือผักบางชนิดมีสีม่วงแดง
ก็จะช่วยลดอัตราเสี่ยงโรคหัวใจและเส้นเลือดอุดตันในสมอง เรียกได้ว่า
สีสันของอาหารแต่ละชนิดสามารถบอกสรรพคุณยาไปในตัวว่าช่วยป้องกันโรคอะไรได้บ้าง
อีกอย่างที่เป็นข้อดีก็คือ อาหารที่มีสีสันสดใสจะช่วยให้ลูกรักมีความรู้สึกอยากกินอาหารนั้นๆ มากขึ้นด้วยนะคะ
เช่น ข้าวผัดใส่มะเขือเทศสีแดงๆ เข้าไป บวกกับถั่วลันเตาสีเขียวหรือข้าวโพดสีเหลืองๆ
นอกจากจะทำให้ลูกรู้สึกอยากกินอาหารมื้อนั้นๆ แล้ว ลูกยังจะได้คุณค่าทางโภชนาการจากสีสันอันแสนสวยด้วยค่ะ
นักโภชนาการในแดนมะกันเคยศึกษาออกมาว่า การกินอาหารให้ครบ 5 หมู่
แต่เลือกอาหารที่ไร้สีสันจะไม่ช่วยป้องกันโรคใดๆ เลย ในทางกลับกัน การกินอาหารที่มีสีสันสวยๆ
สามารถช่วยให้ผู้บริโภคมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง ดังนั้นเรื่องสีสันของอาหารจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ใครๆ
อาจมองข้ามกันมาโดยตลอด
เช่นเดียวกับนักโภชนาการไทย รศ.ดร.ประไพศรี ศิริจักรวาล หัวหน้าฝ่ายมนุษยโภชนาการสถาบันวิจับโภชนาการ
มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เห็นด้วยกับความคิดดังกล่าวและชี้แจงเพิ่มเติมว่า การเลือกกินผักผลไม้หลากสี
จะทำให้เราได้รับสารอาหารหลากหลายมากขึ้น การแบ่งสีสันอาหารตามคุณค่าทางโภชนาการสามารถแบ่งออกเป็น 3 เฉดสีด้วยกัน
ซึ่งถ้าลองไล่เรียงตามสีแล้ว คุณๆ สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้เลยนะคะ
อาหารที่มีสีเขียวเข้มจะมีสารแคโรตินอยด์อยู่ ซึ่งสารนี้จะอยู่ในกลุ่มของสารพวกเบต้าแคโรทีน
ซึ่งสารแคโรตินอยด์จะทำหน้าที่หลักๆ สองอย่าง
หนึ่ง เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ คือให้วิตามินเอแก่ร่างกาย ช่วยให้เซลล์เจริญเติบโต
สอง ช่วยในเรื่องภูมิคุ้มกันของร่างกาย
ส่วนสารเบต้าแคโรทีนทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ทำให้เซลล์ไม่เปลี่ยนแปลง
ช่วยป้องกันไม่ให้เป็นต้อกระจก ป้องกันไม่ให้ผนังของหลอดเลือดเป็นแผลได้ง่าย
นอกจากนั้นอาหารที่มีสีเขียวยังมีแร่ธาตุแมกนีเซียม ซึ่งช่วยเรื่องการยืดหดตัวของกล้ามเนื้อ
สีเขียวยังมีธาตุแคลเซียมและเหล็กอีกด้วย
อาหาร : ผักสีเขียวต่างๆ โดยเฉพาะผักที่เป็นใบๆ
อย่างผักคะน้า บร๊อกโคลี กะหล่ำปลี แขนงกะหล่ำ ผักกวางตุ้ง ฯลฯ
สีม่วงแดง
อาหารที่มีสีแดงม่วงจะมีสารแคโรตินอยด์เหมือนกับอาหารที่มีสีเขียว
สารแคโรตินอยด์จะอยู่ในกลุ่มของสารเบต้าแคโรทีนและไลโคปีน (Lycopene)
ซึ่งสารไลโคปีนจะทำหน้าที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมะเร็งได้
นอกจากนั้นสารไลโคปีนยังช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทาน ทำให้แข็งแรงมากขึ้น
ป้องกันไม่ให้เซลล์ในร่างกายถูกทำลายลงได้ง่าย และเมื่อเร็วๆ นี้มีงานวิจัยออกมาว่า มะเขือเทศ
ซึ่งมีสารไลโคปีนอยู่มาก ช่วยป้องกันมะเร็งต่อมลูกหมากได้ด้วย
อาหาร : กะหล่ำม่วง ผลไม้เบอร์รี่ทั้งหลาย
เช่น บลูเบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ องุ่นม่วง มะเขือม่วง
ลูกหว้า ลูกพรุน มะเขือเทศ แตงโม พริกแดง ลูกพลัม ฯลฯ
สีเหลืองส้ม
อาหารที่มีสีเหลืองส้มจะมีสารลูทีน (Lutein) และสารไลโคปีน (Lycopene)
อยู่ซึ่งสารทั้งสองตัวจะมีคุณสมบัติช่วยชะลอความชรา นอกจากนั้นยังทำหน้าที่ช่วยให้ระบบภูมิคุ้มกัน
ในร่างกายของเราแข็งแรงขึ้นและช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคหัวใจและโรคมะเร็ง
อาหาร : มะละกอสุก พริกเหลือง ฟักทอง
ส้มเขียวหวาน สับปะรด ส้มเช้ง ลูกพีช พริกเหลือง
เมื่ออาหารสีสดเริ่มสีจางลง...
แม้การเลือกกินอาหารโดยดูสีสันจะเป็นเรื่องดีต่อสุขภาพของเรา แต่ใช่ว่าอาหาราสดๆ
เท่านั้นที่ให้คุณค่าทางสารอาหารอย่างเต็มเปี่ยม เพราะอาหารบางอย่างเมื่อสุกจะยิ่งให้วิตามินกับร่างกายของเรา
อย่างแครอตที่มีสารเบต้าแคโรทีนสูง เมื่อเรานำมาต้มสุกเซลล์ของแครอตจะบวมพองทำให้สารเบต้าแคโรทีน
ที่อยู่ในนั้นออกมาทำงานได้ดีขึ้น แต่อย่างไรเสียการต้มไม่ควรนานเกินไปเพราะจะทำลายสารเบต้าแคโรทีนได้ง่าย
นอกจากเรื่องของการทำให้สุกแล้ว กรรมวิธีปรุงอาหารบางอย่างจะช่วยให้การดูดซึมวิตามินของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
อย่างผักบางชนิดที่มีเบต้าแคโรทีนสูงๆ เช่น คะน้า ถ้าผัดด้วยน้ำมันจะทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินเข้าไป
ได้ดีกว่าการนำคะน้าไปต้มหรือไปนึ่ง
อย่างไรก็ดี สำหรับผลไม้ที่มีสีสันบางชนิด เราควรกินขณะที่ยังสีสดๆ อยู่เพราะจะมีวิตามินสูง
แต่ถ้าสีเริ่มจางลงหรือไม่สดอีกต่อไป วิตามินจะลดน้อยถอยลงไปด้วย อีกอย่างการกินผลไม้สดๆ
ร่างกายจะได้วิตามินมากกว่าการกินในรูปแบบน้ำผลไม้ค่ะ
(update 28 มกราคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 256 พฤษภาคม 2547 ]
|