ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องวันวาเลนไทน์กับช็อกโกแลตสักหน่อย ถึงจะผ่านวันวาเลนไทน์มาแล้ว
ก็ไม่เป็นไร รู้ๆ กันอยู่ว่าวันวาเลนไทน์เป็นวันแห่งความรัก สัญลักษณ์ของความรักในการรับรู้ของฝรั่งคือ
ดอกกุหลาบอย่างหนึ่ง กับช็อกโกแลตอีกอย่างหนึ่ง จะเขียนเรื่องดอกกุหลาบก็คงไม่เหมาะ เพราะไม่ใช่อาหาร
ขอเขียนเรื่องช็อกโกแลตก็แล้วกัน ปีก่อนๆ เคยเขียนไปแล้ว แต่เป็นคนละมุมกับที่จะเขียนในปีนี้
วันนี้คงไม่มีใครไม่รู้จักช็อกโกแลต แต่มีอยู่ไม่มากนักหรอกที่รู้ว่าช็อกโกแลตทำจากผลไม้ชนิดหนึ่ง
ที่เรียกกันว่า โกโก้ และยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่ที่รู้ว่าผลโกโก้นั้นในอดีตคนอินเดียนแดงเขาเอามาใช้แทนเงิน
เหมือนคนไทยในอดีตใช้เปลือกหอยแทนเงินนั่นแหละ
โกโก้เป็นพืชที่ปลูกกันมานานนับเป็นพันปีทางแถบอเมริกาใต้ จนถึงอเมริกากลาง เป็นพืชเขตร้อน
คนอินเดียนแดงเผ่ามายาปลูกโกโก้กันมากทางแถบลุ่มน้ำอะเมซอน จนถึงประมาณ ค.ศ.600
ชาวมายาอพยพย้ายถิ่นไปอยู่ทางตะวันตกของทวีปค่อนไปทางเหนือ และไม่ลืมที่จะนำเอาต้นโกโก้ติดตัวไปด้วย
คนมายาในสถานที่ใหม่จึงมีวัฒนธรรมคล้ายๆ คนมายาแถบป่าอะเมซอน นั่นคือ ใช้โกโก้เป็นทั้งเงิน
ทั้งหน่วยนับ และทั้งเครื่องดื่ม
ชนเผ่ามายาในอเมริกาใต้ไม่ใช่ชนเผ่าเดียวที่รู้วิธีดื่มโกโก้ ชนเผ่าแอสเท็คแถวเม็กซิโก
ก็รู้จักวิธีการชงโกโก้ดื่มกับเขาเหมือนกัน เชื่อว่าน่าจะได้ความรู้มาจากครูเดียวกัน
ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างก็มีตำนานที่ระบุว่าพระเจ้าจากสรวงสวรรค์เป็นผู้นำโกโก้มามอบให้กับมวลมนุษย์
เท่านั้นยังไม่พอ ยังสอนวิธีการชงโกโก้อร่อยๆ ไว้ให้ดื่มอีกด้วย
วิธีการชงโกโก้ดื่มนั้น ไม่ได้ยากเย็นสักเท่าไหร่ แค่เอาผลโกโก้ที่สุกดีแล้วมาคั่วให้กรอบ จะคั่วทั้งเปลือก
หรือแกะเปลือกแล้วคั่วก็ได้ จากนั้นจึงนำเนื้อโกโก้ไปบดละเอียด นำมาละลายน้ำร้อนจะได้เครื่องดื่มโกโก้รสออกมัน
หากต้องการปรุงรสก็ใช้พวกสมุนไพรบดใส่ลงไป ยุคนั้นไม่มีการเติมนมเติมน้ำตาล แต่ก็ไม่เป็นปัญหา
โกโก้ร้อนแต่งรสด้วยสมุนไพรไม่ได้อร่อยน้อยไปกว่าโกโก้เติมนมในยุคนี้สักเท่าไหร่
การชงโกโก้ที่ไม่ได้มีอะไรยากเลยนั้น ปรากฏว่าหาข้อมูลไม่ได้ว่าใครเป็นคนเริ่ม เมื่อไม่รู้ตัวคนเริ่ม
ชาวมายาจึงยกเครดิตนี้ให้แก่พระเจ้า ซึ่งเป็นวิธีสรุปที่ง่ายดี คนมายาเรียกผลไม้นี้ว่า ซ็อกโกตตึ
ที่แผลงมาเป็นคำว่าช็อกโกแลตที่รู้จักกันดีในปัจจุบัน ส่วนแอสเท็คเรียกโกโก้ว่า 'โกโก้หวด'
แผลงมาเป็นโกโก้ในตอนหลัง ทั้งคำว่าช็อกโกแลตและโกโก้ จึงเป็นคำที่มาจากภาษาชนสองเผ่าใหญ่
ดูเหมือนจะไม่มีใครเสียเปรียบใคร
เรื่องราวของโกโก้ในอเมริกากลางยุคก่อนที่ชาวตะวันตกจะไปพบ ไม่ใช่จะมีแต่เรื่องดีๆ
เพียงอย่างเดียว เรื่องเศร้าๆ ก็มีปะปนอยู่ด้วย อย่างเช่นชนชาวแอสเท็คเชื่อว่าโทน่าคาเตคุตลี
ซึ่งเป็นเทพแห่งอาหารกับคัลชิอุตลูคิวเทพแห่งน้ำ จะช่วยกันปกปักรักษาต้นโกโก้ไว้ให้มนุษย์
ดังนั้น เพื่อเป็นการตอบแทนเทพเจ้า มนุษย์จะต้องหาใครสักคนไปสังเวยเทพเจ้าทั้งสองให้ได้ทุกปี
คนที่โชคร้ายต้องกลายเป็นเหยื่อสังเวยจะได้ของขวัญเป็นการตอบแทน นั่นก็คือ จะได้ดื่มโกโก้ร้อน
เป็นอาหารมื้อสุดท้ายก่อนที่จะถูกบูชายัญ ก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามนุษย์คนที่เป็นเหยื่อจะดีใจหรือเสียใจกันแน่
คนยุโรปรู้จักช็อกโกแลตก็ต่อเมื่อคริสโตเฟอร์ โคลัมบัส นำเอาเข้ามาถวายให้กับกษัตริย์เฟอร์ดินานด์ของสเปน
หลังจากที่เดินทางกลับจากอเมริกากลางในครั้งที่สี่ แต่ก็เป็นแค่นำเอาผลโกโก้กลับมาถวายเท่านั้น
ยังไม่รู้จักวิธีการปรุงโกโก้ให้เป็นเครื่องดื่ม
จนถึงปี ค.ศ.1519 นั่นแหละที่นักสำรวจชื่อดังชาวสเปน ชื่อ เฮอร์นันโด คอร์เตส
ที่มีชื่อเสียงทางด้านความโหดเหี้ยมเกินมนุษย์ ได้มีโอกาสเข้าเฝ้าจักรพรรดิมอนเตซูม่าของเม็กซิโก
ทำให้เขาได้มีโอกาสล่วงรู้ความลับของช็อกโกแลต โดยจักรพรรดิมอนเตซูม่าทรงดื่มช็อกโกแลตในยามค่ำคืน
โดยปรุงเครื่องดื่มช็อกโกแลตด้วยวานิลลาและสมุนไพร ทำให้มีรสกลมกล่อมขึ้น
บางครั้งจักรพรรดิก็ทรงเสวยช็อกโกแลตในรูปของหวาน โดยปรุงช็อกโกแลตด้วยน้ำผึ้ง เคี่ยวจนเป็นก้อน
ทำให้เย็นแล้วจึงนำใส่พระโอษฐ์ ปล่อยให้ช็อกโกแลตได้ละลาย ให้รสชาติอร่อยไปอีกแบบ
ทั้งช็อกโกแลตในรูปขนมหวานและเครื่องดื่ม ต่างก็เรียกว่า 'ช็อกโกแลตติ' ซึ่งจักรพรรดิมอนเตซูม่า
จะทรงเสวยก่อนเข้าห้องหอกับบรรดาพระสนมทั้งหลาย เป็นที่รับรู้กันในหมู่ชาววังของชนเผ่าแอสเท็คว่า
ช็อกโกแลตนั้นเป็นอาหารที่ช่วยเพิ่มพลังรักได้
ปี 1528 คอร์เทซนำช็อกโกแลตกลับมายังสเปน กลายเป็นเครื่องดื่มตำรับลับเฉพาะภายในพระราชวังของกษัตริย์ชาร์ล
กว่าจะออกมาเปิดเผยให้คนภายนอกได้รู้จัก วันเวลาก็ล่วงไปกว่าร้อยปีแล้ว และเผยแพร่เฉพาะกับบรรดาขุนนางร่ำรวยเท่านั้น
สเปนผูกขาดการค้าโกโก้จนร่ำรวย โดยนำเอาต้นโกโก้ไปปลูกอยู่ในดินแดนอาณานิคมหลายแห่งของตนเอง
เมื่อความเป็นมหาอำนาจของสเปนค่อยๆ คลายลง ช็อกโกแลตจึงไม่ได้ถูกผูกขาดอีกต่อไป
การค้าขายโกโก้ถูกผ่องถ่ายไปยังชาติอื่นๆ ทั้งฝรั่งเศส ฮอลันดา อิตาลี เยอรมนีและอังกฤษ
เป็นเพราะชาติอังกฤษนี่เองที่ทำให้เสน่ห์ของช็อกโกแลตขยายไปทั่วทุกหัวระแหง กลายเป็นเครื่องดื่ม
และขนมที่ไม่ใช่เฉพาะเจ้าขุนมูลนายเท่านั้นที่จะมีโอกาสลิ้มลอง คนเดินดินกินข้าวแกงอย่างพวกเราก็กิน
และดื่มช็อกโกแลตได้
เรื่องราวพลังรักจากช็อกโกแลต ในท้ายที่สุดก็ได้ตกมาอยู่ในมือพ่อค้าและนักการตลาดยุคแรกๆ
ทำให้ช็อกโกแลตดังระเบิดเถิดเทิงดังที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้
ช็อกโกแลตไม่ใช่จะเป็นเครื่องหมายของความรักเฉยๆ ยังกลายเป็นสัญลักษณ์ของการแต่งงานด้วย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัฒนธรรมของสเปนและฝรั่งเศส เรื่องของเรื่องเห็นทีจะต้องย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์
ความเป็นมาในสองประเทศโน่น
ในปี ค.ศ.1615 เจ้าหญิงมาเรีย เธเรซ่า ทรงหมั้นหมายกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 แห่งฝรั่งเศส
เป็นประเพณีของยุโรปในยุคนั้นที่ว่าฝ่ายหญิงจะต้องหาของหมั้นหมายมอบให้กับฝ่ายชาย
ปรากฏว่าเจ้าหญิงมาเรีย เธเรซ่าทรงใช้ช็อกโกแลตที่ถือว่าหรูที่สุดในยุคนั้นเป็นของหมั้น
นับแต่นั้นมาช็อกโกแลตก็ได้กลายเป็นประเพณีในงานแต่งงานของทั้งฝรั่งเศสและสเปน
ช็อกโกแลตยุคก่อนต้องถือว่าเป็นเครื่องดื่มสำหรับชนชั้นสูงในพระราชสำนักเท่านั้น
จนกระทั่งถึงปี ค.ศ.1657 แล้วนั่นแหละที่ร้านช็อกโกแลตได้ถือกำเนิดขึ้นในกรุงลอนดอนโดยพ่อค้าชาวฝรั่งเศสเป็นคนเปิด
ราคาขายที่ตั้งไว้คือ 10-15 ชิลลิ่งต่อปอนด์ซึ่งถือว่าแพงมาก คนที่จะมีปัญญาดื่มช็อกโกแลตร้อนได้
ก็มีแต่บรรดาผู้ลากมากดีเท่านั้นแหละ คนเดินดินกินข้าวแกงยังไม่มีสิทธิ
กว่าราคาของช็อกโกแลตจะลดลงได้ก็ต่อเมื่อเข้าไปอยู่ในมือยอดพ่อค้าอย่างคนดัตช์ ในปี 1730
การค้าช็อกโกแลตผ่านไปถึงประเทศฮอลแลนด์ ด้วยฝีมือการค้าของชาวดัตช์ทำให้ราคาช็อกโกแลต
ตกลงมาเหลือ 3 เหรียญต่อปอนด์ ราคาลดลงมากขึ้นในปี 1828 เมื่อมีเทคโนโลยีในการแยกมันเนยออกจากโกโก้
ทำให้รสชาติของช็อกโกแลตยิ่งอร่อยเข้าไปใหญ่
ทุกวันนี้ทุกคนรู้กันอยู่ว่าชาวสวิสเป็นชาติที่บริโภคช็อกโกแลตมากที่สุดในโลก
รวมทั้งเป็นผู้ผลิตช็อกโกแลตมากที่สุดในโลกอีกต่างหาก แต่ถ้าจะถามว่าชาติไหนที่ทำช็อกโกแลตได้อร่อยที่สุด
เห็นทีจะต้องตอบว่าเบลเยียม ซึ่งได้ประสบการณ์การทำช็อกโกแลตมาตั้งแต่ครั้งคริสต์ศตวรรษที่ 18
ช่วงที่ช็อกโกแลตเริ่มมาดังที่ฮอลแลนด์และเบลเยียมนั่นแหละ
ใครที่ไปเบลเยียมมาแล้วจะรู้ว่าร้านช็อกโกแลตที่มีอยู่มากมายในหลายเมืองของเบลเยียมนั้น
ล้วนแต่มีรสชาติอร่อยแบบไร้เทียมทานทั้งสิ้น ในกรุงบรัสเซลส์แถบกรองด์ปราซหรือสแควร์ใหญ่มีร้านช็อกโกแลตอยู่มากมาย
หากได้ลิ้มลองช็อกโกแลตฝีมือคนเบลเยียมแล้ว ก็ต้องยอมรับ รสชาติมันช่างกลมกล่อมหาใดเทียม ไม่หวานมาก
แต่มีรสออกมันเป็นหลัก ใส่ปากแล้วจึงจะละลาย
ช็อกโกแลตดำรงความเป็นเครื่องดื่มสำหรับผู้ใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชายมาโดยตลอด
ช่วงศตวรรษที่ 17 นั่นเองที่มีการแนะนำให้เด็กได้ดื่มช็อกโกแลตบ้างจนกระทั่งกลายเป็นเครื่องดื่มโปรดปราน
สำหรับเด็กไปในที่สุด แต่ผู้ใหญ่เองก็ยังคงรักษาประเพณีในเรื่องช็อกโกแลตกับความรักไม่เคยเปลี่ยนแปลง
ยุคประวัติศาสตร์ว่าอย่างไรยุคปัจจุบันก็ยังยึดถือธรรมเนียมกันอยู่อย่างนั้น
แต่ช็อกโกแลตสำหรับความรักส่วนใหญ่เป็นช็อกโกแลตแท่งมากกว่าที่จะเป็นเครื่องดื่ม
การพัฒนาช็อกโกแลตแท่งเริ่มขึ้นในปี 1674 โดยเริ่มทำในรูปของช็อกโกแลตม้วน
และเค้กก่อนที่จะเป็นช็อกโกแลตแท่งอย่างที่เห็นในปัจจุบัน
มีคำถามว่าช็อกโกแลตมีสารอะไรที่ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักไปได้
และจักรพรรดิมอนเตซูม่าของอินเดียนแดงเห็นอะไรในช็อกโกแลตจึงทำให้พระองค์ทรงใช้ช็อกโกแลต
ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับทางเพศเป็นส่วนใหญ่ เรื่องนี้อันที่จริงนักวิทยาศาสตร์เขามีคำตอบอยู่แล้ว
ในช็อกโกแลต 100 กรัม มีสารเฟนิลเอทิลเอมีน (phenyl-ethylamine) อยู่มากถึง 660 มิลลิกรัม
สารชนิดนี้ทำหน้าที่กระตุ้นให้ร่างกายขับสารเคมีสองตัวออกมาในเลือด ได้แก่ โดปามีน
และอะดรีนาลินให้หลั่งออกมา
โดปามีนเป็นฮอร์โมนในสมองที่เมื่อหลั่งออกมาแล้วทำให้เกิดความสุข ร่างกายกระฉับกระเฉงขึ้น
ขณะที่อะดรีนาลินเป็นฮอร์โมนที่ทำให้น้ำตาลกลูโคสหลั่งเพิ่มขึ้นในกระแสเลือด ช่วยเร่งการใช้พลังงานของร่างกาย
เพิ่มความดันเลือดให้สูงขึ้น หัวใจเต้นแรง ซึ่งอาการเหล่านี้ มักเกิดขึ้นในขณะมีกิจกรรมทางเพศ
ดังนั้นการได้กินหรือดื่มช็อกโกแลตก่อนการร่วมเพศ จึงน่าจะมีส่วนช่วยกระตุ้มพลังทางเพศได้
นอกจากนี้ในช็อกโกแลตยังมีสารเฟนิลอะลานีน (phenylalanine) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนตัวหนึ่ง
สารตัวนี้ช่วยทำให้คนที่กินเข้าไปเกิดอารมณ์รื่นเริงสนุกสนานมากขึ้น คนที่ชอบรับประทานช็อกโกแลต
จึงมักอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใสมากเกินปกติ ทั้งเฟนิลเอทิลเอมีนและเฟนิลอะลานีนทำงานเสริมกัน
ช่วยให้ร่างกาย เต็มเปี่ยมไปด้วยพลังรักอีกทั้งยังสร้างความครึกครื้นเพิ่มเข้าไปอีกต่างหาก
ไม่ใช่เพียงสารเคมีสองสามตัวตามที่กล่าวเท่านั้น ในช็อกโกแลตยังมีสารกาเฟอีน
ที่ช่วยกระตุ้นประสาททำให้ตื่นตัวปะปนอยู่ในจำนวนไม่น้อย คนที่ดื่มหรือกินช็อกโกแลตเข้มข้น
จึงสามารถสนุกสนานคึกคักไม่ง่วงเหงาหาวนอนอยู่ได้แทบทั้งคืน เมื่อรวมเข้ากับน้ำตาลที่ดูดซึมง่าย
ที่มีอยู่มากในช็อกโกแลตย่อมทำให้คนดื่มช็อกโกแลตมีประสาทตื่นตัว มีพลังงานเหลือเฟือ
แถมยังมีอารมณ์ดีครึกครื้นได้มาก อารมณ์เหล่านี้เองที่ทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของความรักไปได้
คนไทยชอบทำอะไรตามกระแส เห็นใครเขาทำอะไรสนุกๆ เราก็มักจะทำบ้างไม่ได้คิดอะไรที่มันซีเรียสมากนัก
แต่ถึงกระนั้นก็ขอให้ระวังกันหน่อยเพราะช็อกโกแลตแสดงถึงพลังรักของฝ่ายชาย
หากฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายซื้อช็อกโกแลตให้ฝ่ายชาย อาจจะตีความได้ว่าเธอเป็นฝ่ายเชิญชวนให้ชายไปเล่นรักด้วย
ความหมายที่โจ่งแจ้ง อย่างนี้หญิงไทยจะต้องไม่ชอบแน่ๆ
(update 4 เมษายน 2005)
[ ที่มา...
เนชั่นสุดสัปดาห์ ปีที่ 14 ฉบับที่ 664-665 วันที่ 21 6 มี.ค. 2548 ]
|