เกิดมาเป็นคนต้องรู้จักฝึกฝนตนเองให้อยู่บนโลกของความเป็นจริง
ถึงแม้ความจริงจะเป็นเรื่องที่เราไม่อยากได้ยินก็ตาม
เพราะความจริงย่อมเป็นความจริงวันยังค่ำ จะทำให้เป็นอย่างอื่นคงไม่ได้
การยอมรับความจริงจะทำให้เราเพิ่มคำว่า "คุณค่า" ของชีวิตให้มีสิทธิที่จะพัฒนาไปบนหนทางที่ดีกว่าอยู่ตลอดเวลา
แต่ถ้าเราไม่ยอมรับความจริง โอกาสที่การดำเนินชีวิตจะดิ่งต่ำลงก็คงมีความเป็นไปได้
เมื่อมองไปในเส้นทางชีวิตของแต่ละคนจะพบว่า ตลอดระยะเวลาที่เติบโตตั้งแต่เด็กจนโต
เรามีคนที่คอยห่วงใยให้คำตำหนิติติงบอกเล่าความจริงเพื่อให้เรานำมาปรับปรุงแก้ไขอยู่ตลอดเวลา
ไม่ว่าจะเป็นคุณพ่อคุณแม่แม้แต่คุณครู ล้วนแล้วแต่เป็นผู้พูดความจริงอีกด้านซึ่งเราไม่รู้ให้ได้รับรู้
เมื่อเติบใหญ่ถึงขั้นใช้ชีวิตคู่อยู่กับใครสักคน จึงย่อมเป็นภาระหน้าที่ของคนที่อยู่ด้วยกันจะแบ่งปันความรัก
ความห่วงใยในรูปของคำว่า "ติ"
แน่นอนย่อมเป็นคำติเพื่อก่อ ล้อเพราะรัก มากกว่าจะเป็นคำติเพื่อทำลาย
ทั้งสองฝ่ายควรจะทำใจไว้ล่วงหน้า เจรจาตกลงกันก่อนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันเลยว่าพร้อมจะรับฟังคำติต่างๆ อย่างเต็มใจ
อีกฝ่ายจะได้ไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจเวลาตำหนิติติงกัน
ฝ่ายที่ติควรมีท่าทีที่เหมาะสมเวลาจะติชมใคร ใช้คำพูดที่ถูกกาลเทศะ ควรคำนึงถึงจังหวะเวลา
ที่จะตำหนิติติงด้วย
ที่ต้องช่วยเตือนตัวเองอยู่ตลอดเวลา คือ อย่าติด้วยอารมณ์ต้องติด้วยเหตุด้วยผล เพื่อผลแห่งการแก้ไข
ในส่วนของผู้รับคำติไม่ว่าจะเป็นสามีหรือภรรยาต้องระลึกอยู่เสมอว่าคนที่รักเราติเราอย่างจริงใจ
ก็เพื่อให้เราปรับปรุงในส่วนที่บกพร่อง ต้องการให้เราพัฒนาไปบนหนทางที่ดีขึ้น
ผู้รับคำติจึงควรยึดหลัก 5 ประการไว้ให้มั่น คือ
1. จิตใจดี
เมื่อคู่รักตำหนิติติงเราเมื่อไหร่ ต้องแสดงอาการผ่านจิตใจที่รู้สึกชื่นชมยินดีที่หวังดีกับเรา
เมื่อเราแสดงออกถึงจิตใจที่ดี ผู้ติก็จะรู้สึกดี พร้อมที่จะพูดความจริง โดยไม่กริ่งเกรงว่าเราจะโกรธ
แต่ถ้าเรามีอาการไม่ยินดี ผู้ติก็จะมีอาการเกร็ง ไม่กล้าพูดความจริง สิ่งที่เราควรได้รับฟังก็จะไม่ได้
ทำให้ไม่มีโอกาสปรับปรุงตนเอง
การรับฟังคำติ ควรรับฟังด้วยท่าทีอ่อนน้อม ยอมรับพร้อมรับรู้อย่างชูคอยืดอกยกหัวใจให้เห็นว่า
กว้างกว่ามหาสมุทรแบบสุดๆ ไปเลย
2. มีเหตุผล
ต้องยอมรับว่าเวลามีใครมาตำหนิติติงเรา เรามักไม่อยากฟัง หรืออาจจะฟังอย่างมีอารมณ์ มีความรู้สึก
ถ้าฟังแล้วมีอารมณ์มีความรู้สึกเมื่อไหร่ก็จบกัน
เพราะควันจะออกหูแทนการรับรู้ความจริง
สิ่งที่ควรคิดคำนึงถึงเสมอเวลาเจอคำติคือ เหตุผล
เมื่อรับฟังคำติด้วยเหตุผล เราก็จะนำมาวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล เพื่อแก้ไขให้เกิดประโยชน์ได้ในที่สุด
ถ้าหยุดอยู่แค่ความรู้สึก เราจะไม่นึกถึงเหตุผลจะมีอารมณ์มากกว่าให้น่าเสียดายความปรารถนาดีที่คู่ชีวิตเรามอบให้
3. สนใจฟัง
ถึงแม้จะตั้งใจว่าพร้อมรับฟังคำติด้วยเหตุผล แต่ถ้าไม่มีท่าทีสนใจฟังก็พังเอาง่ายๆ เหมือนกัน
เพราะผู้ติไม่รู้ลึกไปในจิตใจเราว่าเราจะฟังอย่างมีเหตุผลหรือไม่
อย่างมากก็ดูจากอากัปกิริยาที่เห็นด้วยตาว่าสนใจฟังหรือไม่
ถ้าฟังอย่างไม่สนใจ คำติที่ห่วงใยอาจกลายเป็นคำด่า จำกลายเป็นเรื่องไม่สบายใจกันไปเปล่าๆ
4. ตั้งใจแก้
เมื่อได้รับคำติแล้ว อย่าออกอาการเฉยๆ ควรแสดงอาการน้อมรับคำติ
ถ้ามีดำริว่าจะนำคำตินั้นไปเป็นข้อมูลประกอบการปรับปรุงแก้ไข
จะช่วยให้คำติมีคุณค่าขึ้นเป็นกอง
5. แน่วแน่ทบทวน
คำติที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขแล้ว ควรทบทวนอยู่ตลอดเวลาว่าจะไม่ให้เกิดซ้ำขึ้นมาอีก
ไม่ควรให้คำติที่เคยติไปแล้วต้องนำมาติเป็นรอบสอง
เพื่อไม่ให้ต้องตำหนิติติงกันบ่อยๆ เราจึงต้องคอยทบทวนคำติที่ได้รับอยู่เสมอ จะได้ไม่เจอคำติซ้ำซาก
ขอฝากกลวิธีที่จะช่วยทำให้สามีภรรยาอยู่ร่วมหัวจมท้ายกันได้ตลอดรอดฝั่งด้วยคำติไว้เตือนใจก่อนปีเก่าจะผ่านไป
เพื่อจะได้มีชีวิตคู่อยู่กันชื่นมื่นทั้งยามตื่นยามหลับรับปีใหม่กันทุกคน
(update 13 มกราคม 2005)
[ ที่มา...
กรุงเทพวันอาทิตย์ ปีที่ 16 ฉบับที่ 6030 วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2547 ]
|