ไม่ว่าจะเป็นคู่รักที่กำลังจะแต่งงาน หรือสามีภรรยาที่ใช้ชีวิตคู่อยู่ด้วยกันมานานหลายปี
เมื่อได้ยินคำกล่าวที่ว่า The Seventh Year Itch คงมีบ้างที่รู้สึกหวั่นไหวในใจ
เพราะจากสถิติการเลิกราหย่าร้างที่ฝรั่งทำไว้นั้น ปรากฏออกมาว่า 2 ใน 10 คู่สมรสที่แยกกันอยู่หรือหย่าร้างนั้น
มักจะเป็นคู่ที่อยู่กินกันมาประมาณ 7 ปี คำว่า The Seventh Year Itch นั้น หากตีความเป็นภาษาไทยแล้วเป็นที่เข้าใจกันว่า
หมายถึง อาการคันอยากเลิกรากันของสามีภรรยา ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อชีวิตสมรสเดินมาถึงปีที่ 7
Dr.Vijai P.Sharma กล่าวไว้ในบทความ First Two Years of Marriage are Critical
ว่า ชีวิตการแต่งงานสองปีแรก สามารถทำนายเส้นทางรักของคู่สมรสแต่ละคู่ได้ว่าจะอยู่ด้วยกันอย่างยืดยาว
ก้าวข้ามผ่านปีที่ 7 ได้หรือไม่ เหตุผลที่ช่วงระยะเวลาสองปีแรกของชีวิตการแต่งงาน
สามารถบ่งชี้อนาคตความเป็นไปของชีวิตรักได้นั้น Dr.Sharma ให้เหตุผลไว้ดังนี้
1. การเสแสร้งไม่สามารถทำได้ตลอดไป มีคู่สามีภรรยาจำนวนมากที่ประสบกับปัญหานี้
ส่วนมากมักจะเป็นคู่สมรสที่ต่างมีอายุน้อยยังไม่เคยมีประสบการณ์ หรือผ่านการแต่งงานมาก่อน
ปัญหาที่พบหลังจากแต่งงานอยู่กินกันฉันสามีภรรยาได้ไม่นานคือ ต่างฝ่ายต่างแสดงความเป็นตัวตนที่แท้จริงของตัวเองออกมา
ซึ่งลักษณะนิสัยที่แท้จริงบางอย่าง หลายอย่าง หรือทุกอย่างตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิงกับสมัยก่อนแต่งงาน
เช่น ก่อนแต่งงานจะแสดงออกให้อีกฝ่ายเห็นว่าเป็นคนแต่งกายสะอาด รักความเป็นระเบียบเรียบร้อย
แต่หลังจากอยู่กินกันไปนานนิสัยที่แท้จริงก็ปรากฏออกมาว่า เป็นคนไร้ระเบียบและสกปรกเป็นอันมาก เป็นต้น
จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หลังจากที่ได้ตัดสินใจแต่งงาน คู่สมรสส่วนใหญ่มักจะไม่เอ่ยปากขอหย่าร้างในทันทีที่ไม่พอใจ
หลายคู่กล้าที่จะเจรจาขอให้อีกฝ่ายปรับปรุงแก้ไข แต่อีกจำนวนไม่น้อยเก็บงำความไม่พอใจสะสมไว้
เหมือนเป็นระเบิดเวลา
2. การตั้งความหวังไว้สูงเกินไป ก่อนแต่งงานคู่สมรสหลายคู่วางโครงการในอนาคตหลังวันวิวาห์ไว้อย่างสวยหรู
เช่น จะช่วยกันเก็บเงินผ่อนบ้านผ่อนรถกี่ปี หลังแต่งกี่ปีจึงจะมีลูก ทำงานกี่ปีถึงจะลาออกมาทำธุรกิจของตัวเอง ฯลฯ
แต่เมื่อทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนการที่วางเอาไว้ จะด้วยเหตุปัจจัยอะไรก็แล้วแต่ หากความเข้าใจมีให้กันไม่เพียงพอ
ต่างไม่ยอมรับความจริงและโยนความผิดไปให้อีกฝ่าย จึงเป็นไปได้ว่า การทะเลาะเบาะแว้งจะเกิดขึ้นตามมา
หลังการปะทะคารมกันหลายคู่ยังไม่ให้อภัย ทนเก็บความบาดหมางที่ไม่อาจประสานนั้นไว้ในใจ
อาจจะด้วยความจำเป็นบางประการจึงไม่อาจหย่าร้างได้ทันทีในระหว่างนั้น ต่างฝ่ายต่างจึงต้องทนอยู่ด้วยกันมา
อย่างรอเวลาที่จะเลิกรากันเสียที จนกระทั่งปีที่ 7
- ทำอย่างไรไม่ให้รักร้าวเมื่อย่างเข้าปีที่ 7
แพทย์หญิง พรรณพิมล หล่อตระกูล ได้กรุณาเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาชีวิตคู่ที่ต่างฝ่าย
หรือฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดรู้สึก คัน อยากเลิกราไปคนละทางเมื่อการแต่งงานย่างเข้าปีที่ 7 ไว้ดังนี้
1. เปิดใจคุยกันท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ผ่อนคลาย เช่น นอนหนุนหมอนคนละใบเปิดใจคุยกันเบาๆ
2. มองความแตกต่างของอีกฝ่ายในแง่ดี (ในคู่ที่มีความแตกต่างกันมากๆ๗
3. ชื่นชมในความเป็น เขา หรือ เธอ ในทุกด้าน ไม่ว่าจะด้านนิสัย ความสามารถ รสนิยม
รวมทั้งรู้สึกและปฏิบัติต่อคู่รักของคุณประดุจเพื่อนสนิทคนหนึ่ง
4. ให้อภัยซึ่งกันและกัน
นักจิตวิทยา Ted Huston ได้ศึกษาคู่รักจำนวนหนึ่งนับตั้งแต่วันที่พวกเขาแต่งงานไปจนกระทั่งปีที่ 13
ผลการศึกษาวิจัยของ Huston Research พบว่า
1. ชีวิตหลังการแต่งงานสองปีแรกของคู่รักส่วนใหญ่ห่างไกลจากความหวานชื่น
หรือห่างไกลจากคำว่า Blissfully in love
2. คู่รักที่เริ่มต้นแต่งงานจากความโรแมนติก ความสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแต่งงาน
ที่เริ่มจากการลอกเลียนแบบความรักจากภาพยนต์หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Hollywood Romance
นั้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะอยู่กันได้ไม่ยืดยาวเกินปีที่สาม
3. การแต่งงานที่ไม่ได้รับอิทธิพลจากความรักแบบในหนัง
หรือจากละครเพ้อฝันจะครองรักกันได้ยาวนานกว่า
4. คู่แต่งงานที่แต่งงานกันแบบคลุมถุงชนหรือ Arranged Marriage
ซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัฒนธรรมของชาวตะวันออกเช่น จีน อินเดีย เป็นต้น
การแต่งงานแบบนี้เป็นการแต่งงานที่เริ่มต้นได้ไม่สวยงามนักเพราะ
คู่รักมักจะไม่รู้จักหรือแม้กระทั่งยังไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนในบางคู่
การคลุมถุงชน เป็นการแต่งงานตามความเหมาะสมตามความเห็นชอบของผู้ใหญ่
แต่...เป็นที่น่าแปลกที่พบว่า คู่รักที่แต่งงานแบบคลุมถุงชนนี้ส่วนใหญ่มักจะครองรักกันยืดยาวไปจนถึงแก่ชรา
ตายจากกัน นักมนุษวิทยาที่ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้ความเห็นว่า การแต่งงานของหนุ่มสาวในยุคปัจจุบันนั้น
มักจะแต่งงานกันในขณะที่ความรักกำลังสุกงอม รักกันถึงขีดสุด ความรักในขณะนั้นไม่ต่างอะไร
กับน้ำที่กำลังเดือดพล่านในกาต้มน้ำ หลังจากนั้น เมื่อเวลาผ่านไปไฟในเตาเริ่มมอด หมดเชื้อไฟ
น้ำในกาเย็นลงเรื่อยๆ ไม่ต่างอะไรไปจากความรักและชีวิตหลังการแต่งงานที่ความรักหมดไปจากใจ
ขณะเดียวกันหนุ่มสาวที่ต้องแต่งงานกันแบบคลุมถุงชนนั้น เปรียบได้กับคนกำลังหาฟืน
เพราะต่างฝ่ายต่างยังไม่เคยรู้จักกัน หลังการแต่งงานต้องหันมาทำความรู้จักและเรียนรู้
หาฟืนไปก่อไฟต้มน้ำ กว่าจะรู้จัก กว่าจะรักกัน กว่าจะหาฟืนมาต้มน้ำก่อไฟ กว่าน้ำจะเดือด
เวลาก็ล่วงเลยผ่านไปหลายปี ข้อดีของคู่รักที่แต่งงานแบบคลุมถุงชนก็คือ
ไม่มีอะไรที่จะมากัดกร่อนชีวิตแต่งงานไม่ว่าจะเป็น เรื่องรักใคร่ ความคาดหวัง ความฝันอุดมคติ
อีกทั้งยังไม่มีนิสัยก่อนและหลังการแต่งงาน เช่น ตอนจีบกันเป็นแฟนกันรักกันใหม่ๆ
ไว้คอยเปรียบเทียบกับตอนหลังแต่งงาน ความกดดันจากสาเหตุเหล่านี้จึงมักไม่เกิดขึ้น
5. เมื่อเวลาผ่านไปคู่รักที่ไม่อาจประคับประคองชีวิตรักให้ผ่านพ้นปีที่ 7
ไปได้มักเป็นคู่รักที่สูญเสียความนับถือ ความไว้วางใจ ความเมตตา ซึ่งกันและกัน
จากการศึกษาวิจัยทำให้พอสรุปได้ว่า ความรักของคู่สมรสที่ลดน้อยถอยลงในช่วงสองปีแรกของการแต่งงาน
สามารถนำมาทำนายความสัมพันธ์และการหย่าร้างของคู่สมรสในปีที่ 7 ได้
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าชีวิตหลังการแต่งงานสองปีแรกของคุณจะเป็นเช่นไร
หากคุณมีจิตใจที่มั่นคงในความรักแล้ว เชื่อเถอะว่า...จะกี่สิบปี คุณก็สามารถที่จะประคับประคองนาวารัก
ให้ผ่านพ้นมรสุมนานัปการไปได้ด้วยการให้ความเข้าใจ ยกย่องนับถือในตัวคนที่คุณรัก
และทำวันนี้และทุกๆ วันของคุณและเขาให้เป็นวันที่ดีที่สุด
(update 30 มีนาคม 2005)
[ ที่มา...
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 11 ตุลาคม 2547 ]
|