ความรักกับความปรารถนา เหมือนเส้นบางๆ ที่แยกกันได้ไม่ง่ายเลย
และถ้าวันหนึ่งความปรารถนาในอดีตลุกโชนเป็นไฟที่ร้อนแรง
ก่อกวนจิตใต้สำนึกของเรา ในสถานะที่เป็นทั้งแม่และเมียของอีกคนหนึ่ง
เราจะเติมเชื้อไฟแห่งปัญญาเพื่อลดเชื้อไฟจากถ่ายไฟเก่านี้ได้อย่างไรกัน...
ในบรรดาไฟที่เกิดขึ้นในโลกนี้ ไฟแห่งความปรารถนาดูจะเป็นไฟที่ดับยากที่สุด บางเวลาสงบนิ่งดูเหมือนว่าได้มอดไปแล้ว
เปรียบเสมือนกับไฟเย็น บางเวลาก็คุกรุ่นอยู่ตลอดเวลา ไม่ยอมจางหายไป แต่บางขณะก็ปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง
มีไอร้อนและเปลวไฟแห่งความปรารถนาลุกโชติช่วงทะลักไหลออกมาดั่งลาวาจากภูเขาไฟ ยากยิ่งจะหาอะไรมาดับลงได้
แล้วเผาผลาญสิ่งต่างๆ รวมทั้งตัวเองจนมอดไหม้ไป ไหม้จนหมดสิ้นเสียก่อนแล้วไฟจึงจะสงบลง
ไฟแห่งความปรารถนานี้จะแฝงมาในรูปแบบต่างๆ ความรักเป็นรูปแบบหนึ่งที่ไฟดวงนี้แฝงตัวเข้ามาอย่างแนบเนียน
แนบแน่นจนปุถุชนอย่างเราๆ ท่านๆ รู้ทันได้ยาก บางครั้งทั้งๆ ที่รู้ว่ามันปลอมตัวเข้ามากับความรัก
แต่เราก็กลับเชื่ออย่างแนบสนิทว่านั่นคือ ความรักอย่างบริสุทธิ์แท้จริง
ไฟปรารถนา จุดเริ่มต้นทุกอย่าง
ความจริงความรักที่ไม่มีเรื่องของไฟปรารถนาเข้ามาเกี่ยวข้องมีมากมายหลายชนิดเช่นกัน
เช่น ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก ความรักระหว่างปู่ย่าตายายกับสมาชิกของครอบครัว
ความรักในสิ่งของที่เป็นทรัพย์สมบัติ หรือความรักชาติ เป็นต้น ความรักอย่างนี้เป็นความรักที่เป็นกลาง
ไม่มีไฟแห่งความปรารถนาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
แต่ความรักของหญิงชาย ตั้งแต่เริ่มเป็นหนุ่มเป็นสาว จนกระทั่งถึงวัยชรา
ความรักประเภทนี้เป็นความรักที่มีไฟแห่งความปรารถนาหรือไฟราคะเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ
ยิ่งอยู่ในวัยหนุ่มสาวด้วยแล้ว ไฟปรารถนาจะมีพลังมากมาย มันแปรรูปปลอมตัวได้อย่างแนบเนียนว่าเป็นความรัก !
แล้วมีพลังผลักดันให้คนเราต้องดิ้นรนกระวนกระวาย ให้เรามีทั้งความนึกคิด มีทั้งการแสดงออกทางวาจา
และพฤติกรรมได้ต่างๆ นานา สุดแต่มันจะบัญชา ทำให้ขณะที่ไฟแห่งความปรารถนามีกำลังแรงนั้น
ส่งผลให้เราทำอะไรๆ ได้โดยขาดเหตุผล ขาดความรู้ตัว ขาดความเหมาะสม ขาดความระมัดระวัง
ไม่เกรงกลัวอันตรายใดๆ ทั้งสิ้น และไม่สนใจว่าจะมีผลกระทบอะไรตามมาบ้าง
และอย่าว่าแต่วัยหนุ่มสาวเลย วัยใดก็ตามแม้จะเข้าสู่วัยชราแล้วก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ชายในวัยสูงอายุ
ซึ่งเราคิดว่าไฟแห่งความปรารถนาควรจะสงบและมอดลงแล้ว แต่ก็อาจลุกและร้อนแรงขึ้นมาได้อย่างอัศจรรย์
รักครั้งแรก ไม่ใช่สามีแต่ลืมไม่ลง
ไม่นานมานี้มีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง มาปรึกษาเรื่องที่ลูกชายของเธอเป็นคนที่ขาดความมั่นใจในตนเอง
หลังจากที่ผมได้ให้คำแนะนำในเรื่องการดูแลและพัฒนาการให้เด็กมีความเชื่อมั่นและภาคภูมิใจในตนเองจนเป็นที่เข้าใจแล้ว
เธอได้ปรารภกับผมว่า เธอมีเรื่องไม่สบายใจอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งไม่ใช่เรื่องของลูก แต่เป็นปัญหาความในใจของตนเอง
เป็นความครุ่นคิดอยู่ในใจเสมอขจัดมันได้ยาก ทำให้เธอขาดสมาธิในการทำงาน และพยายามหาทางออกให้กับตนเอง
อยากจะทำตามที่ใจปรารถนา แต่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็ยังคัดค้านอยู่ไม่ให้ทำตามที่ใจคิด
ความคิดเหล่านี้รบกวนใจอยู่เป็นระยะๆ จึงอยากจะขอปรึกษาเรื่องนี้ว่า จะตัดสินใจอย่างไรดี
เธอเล่าให้ฟังว่า ก่อนอยู่กินกับสามี ซึ่งขณะนี้มีบุตรด้วยกัน 1 คน เธอเคยรักกับผู้ชายคนหนึ่งมาก่อน
ซึ่งเป็นความรักครั้งแรกเธอรักเขามากต่างมีความผูกพันและสนิทสนมกันดี แต่เมื่อเวลาผ่านไปเธอมารู้ความจริงว่า
เพื่อนชายของเธอได้คบกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง ซึ่งมีความสัมพันธ์กันจนฝ่ายหญิงตั้งท้อง วันที่เธอรู้ความจริงเธอรู้สึกช็อก
สมองตื้อตันไปหมด มีความสับสน ไม่รู้ว่าจะตัดสินใจอย่างไรดี รู้สึกผิดหวังในชีวิต ผิดหวังต่อบุคคลที่เธอทั้งรักและไว้ใจ
รู้สึกท้อแท้ รู้สึกชีวิตไม่มีความหวัง รู้สึกไม่มีประโยชน์ที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป และคิดอยากทำร้ายตนเอง
เพื่อนชายของเธอรู้สึกผิดอย่างมากที่มีเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น และรับปากว่าจะจัดการกับปัญหานี้ให้ลุล่วงไป
เธอบอกว่าเขารักเธอมาก แต่ก็ต้องรับผิดชอบอีกคนหนึ่งซึ่งกำลังตั้งท้องอยู่
เธอจำต้องทนทุกข์ใจ พยายามทำใจว่าทุกอย่างคงจะดีขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปเธอรู้สึกว่าปัญหาต่างๆ
ไม่สามารถคลี่คลายลงได้ และยังทำให้เธอหนักใจอยู่ตลอดเวลา
ในที่สุดมีเพื่อนชายร่วมงานคนหนึ่ง (ซึ่งขณะนี้คือสามีของเธอ) ได้เข้ามามีบทบาท เป็นที่ปรึกษาและทำให้เธอมีกำลังใจ
พอคลายทุกข์ลงไปได้ จนสภาพจิตใจของเธอดีขึ้น ในที่สุดด้วยความดีของชายคนนี้เธอจึงตัดสินใจแต่งงานและใช้ชีวิตคู่ด้วยกัน
ถ้าถามความในใจว่าเธอรักสามีของเธอหรือเปล่า เมื่อตอนตัดสินใจแต่งงาน
เธอว่าเธอแต่งงานด้วยเพราะความดีของเขาและคิดว่าเมื่อมีชีวิตอยู่ด้วยกัน เธอคงจะรักเขามากขึ้นๆ
ชีวิตหลังแต่งงานราบรื่นดี เธอก็รักเขามากขึ้น เธอบอกว่า เขาเป็นคนดี และมีบุตรด้วยกัน 1 คน
แล้วอยู่มาวันหนึ่งเธอได้พบกับเพื่อนชาย (แฟน) คนแรกของเธอโดยบังเอิญ
เธอมีความรู้สึกว่าเธอไม่ควรให้ความสนิทสนมเหมือนในอดีตอีกแล้ว แต่เพื่อนชายคนนี้บอกว่า
เขายังรักเธออยู่เสมอมาอย่างไม่คลายจาง และปัจจุบันเขาไม่มีความสุขเลยที่อยู่กับภรรยาของเขา
ขณะทีเขาปรับทุกข์เขาได้พูดคุยกระตุ้นเตือนให้นึกถึงความรักระหว่างเธอกับเขาเมื่อครั้งในอดีต
และเขาขอมาพบพูดคุยกับเธออีก เพราะเขารู้สึกมีความสุขมากที่ได้พบกัน
เขาใช้พยายามติดต่ออีกหลายครั้ง จนในที่สุดจิตใจของเธอเริ่มหวั่นไหว กลับคิดถึงเขาอีก
และรู้สึกว่าเป็นความรู้สึกที่โหยหาอดีตอันหวานฉ่ำอีก
เธอถามผมว่า เธอจะจัดการกับความรู้สึกนี้อย่างไร จะทำตามใจตนเองบ้างจะได้ไหม
...ท่านผู้อ่านครับ ท่านคิดอย่างไรครับ...
เมื่อลืม อดีต ไม่ลง
จริงๆ แล้วมีหลักของการดำเนินชีวิตเพื่อให้เราประสบกับความสงบสุข และห่างไกลจากความทุกข์ก็คือ
เราควรมีความคิด มีวาจา และมีการกระทำที่ไม่ทำร้าย ทำอันตราย และนำมาซึ่งความทุกข์ทั้งกับผู้อื่น กับตนเอง และสิ่งแวดล้อม
ดังนั้น จึงเดาได้ว่า เพียงแต่เธอคิดและโหยหาคนเก่า ทั้งๆ ที่ชีวิตครอบครัวในปัจจุบันยังดำเนินอยู่ด้วยดี
คืนมีทั้งสามีและลูกที่ยังคงรอและต้องการความรักของเธอ เพียงแต่คิดเท่านั้นเธอก็จะเริ่มมีความทุกข์ขึ้นทันที
เพราะความรู้สึกโหยหาในทางชู้สาวนี้ทำให้คนที่รู้สึกอย่างนี้เกิดความรู้สึกดิ้นรนกระวนกระวาย หวนคิด
หมุนวนซ้ำไปมาแต่ในเรื่องนี้ ทำให้มีความสงบสุขได้ยาก และถ้าขาดความรับผิดชอบ ขาดความตระหนัก
คิดถึงผลเสียผลกระทบ แล้วปล่อยให้ทำไปตามแรงปรารถนาแห่งใจ แม้ความสุข (จอมปลอม) จะเกิดขึ้นอย่างมากเพียงชั่วครู่
แต่จากนั้นชีวิตจะเริ่มเข้าสู่ภาวะแห่งความมืดดำ จะมืดมากขึ้นๆ จนเป็นความทุกข์ทวีท่วมท้นกับทั้งตนเอง กับลูก
และกับสามีอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สำหรับลูกแล้วจะเป็นความทุกข์ที่แสนสาหัสและเนิ่นนานเป็นที่สุด
แค่ คิด ก็มากเกินพอ
ความคิดโหยหานี้ ขอเพียงแต่ขีดวงให้เป็นแต่เพียงความคิดเท่านั้น อย่าให้ล่วงเลยไปถึงการกระทำ
ก็จะไม่มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมากมาย คงจะเป็นเพียงแต่ความคิดเท่านั้นที่อาจหมุนวนอยู่ในใจ ทรมานใจอยู่ในเบื้องต้นเท่านั้น
และถ้าเราให้ความอดทน ไม่ปล่อยตามใจ ไม่ปล่อยตามความปรารถนาไปสักระยะหนึ่ง แรงปรารถนาเหล่านี้ก็จะค่อยๆ
จางหายไปเอง ไม่สามารถดำรงความรู้สึกอย่างนี้ได้ตลอดไป
ในขณะเดียวกันเราควรให้ความเอาใจใส่ ให้ความรัก ความห่วงใย ให้ความทะนุถนอม
พะวงถึงลูกและสามีอย่างสม่ำเสมอ แม้จะไม่ร้อนแรง แม้จะไม่ใช่พลังราคะที่โหยหา
แต่จะเป็นความรู้สึกดีๆ ที่นุ่มนวล ถาวร สงบ และเป็นความสุขที่แท้จริง
ขอให้ระวังความโหยหาที่เป็นแรงปรารถนาอันผิดศีลธรรมให้ดีนะครับ มันเป็นเหมือนบ่วงนายพรานที่ถ้าติดบ่วงแล้ว
คงจะดิ้นหลุดได้ยาก และคงต้องดิ้นรนกระวนกระวายตลอดไป แล้วยิ่งดิ้นบ่วงก็ยิ่งรัดหนักขึ้นๆ จนตายได้
ถอยห่างจากบ่วงเถอะครับ
(update 17 มิถุนายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 104 มิถุนายน 2547 ]
|