เหยื่ออารมณ์


เมื่อท่านผู้อ่านเห็นหัวเรื่อง ก็อย่าไปคิดนะครับว่า ผมกำลังจะเขียนบทความในทำนองประเภท “อาร์” เหมือนอย่างในชื่อเรื่องของภาพยนตร์หรือในพ็อกเก็ตบุ๊ก ซึ่งมักจะแสดงหรือเขียนในแนวที่ผู้หญิง หรือเด็กถูกข่มขืนทารุณกรรม แต่จุดมุ่งหมายของบทความนี้อยากชี้ให้เห็นว่าอารมณ์มีความสำคัญต่อสุขภาพจิตของทุกๆ คน โดยเฉพาะในช่วงชีวิตของความเป็นเด็ก

ในบรรยากาศของอารมณ์ทั้งมวลที่มีอยู่ในโลกนี้ อารมณ์ที่มีผลกระทบมากที่สุดต่อชีวิตในวัยเด็กคือ อารมณ์ที่เกิดจากบรรยากาศภายในครอบครัวหรืออารมณ์ของครอบครัว

บรรยากาศทางอารมณ์ของครอบครัวที่มีความสุขจะส่งผลให้เด็กๆ มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส รู้สึกตนเองเป็นที่รักของครอบครัว ซึ่งผลทำให้เขารู้สึกว่าตนมีคุณค่า และมีความภาคภูมิใจในตนเอง

แต่ในด้านตรงกันข้าม ถ้าบรรยากาศภายในครอบครัวมีความอึดอัด ร้อนรน ก้าวร้าว ขัดแย้งทะเลาะเบาะแว้ง หรือเป็นบรรยากาศของความอ้างว้าง โดดเดี่ยว หงอยเหงา และว่างเปล่า บรรยากาศอย่างนี้เด็กจะหาความสุขได้ยาก แต่กลับจะเต็มไปด้วยความหวั่นใจ หวาดกลัว พรั่นพรึง และรู้สึกเป็นทุกข์ เด็กบางคนที่ถูกทอดทิ้งจะรู้สึกว่าตนเองขาดความมั่นคงทางใจ รู้สึกเหมือนกับขาดที่พึ่ง ไม่ค่อยมีความมั่นใจ ไม่ภาคภูมิใจและมีอารมณ์เศร้าหมองได้ง่าย ซึ่งในบางรายความทุกข์ภายในจิตใจนี้ ได้รุมเร้าจนเด็กมีความคิดไม่อยากมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ และอยากฆ่าตัวตายได้

บรรยากาศของอารมณ์ภายในครอบครัวนี้ ไม่เพียงแต่จะมีผลกระทบต่อความผาสุกของเด็กๆ ในกาลปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังกลับจะมีผลที่ซึมลึก ซึมซาบเข้าไปในจิตวิญญาณของเด็ก แล้วส่งผลกระทบต่อบุคลิกภาพของเด็กเหล่านี้ในอนาคตเป็นอย่างมาก

ผลกระทบที่มีต่อเด็กเหล่านี้ พ่อแม่และครอบครัวมักจะไม่ค่อยได้ตระหนักว่า มันมีผลอันร้ายแรงต่อเด็กๆ อย่างไร ทั้งนี้เป็นเพราะผู้ใหญ่มีอารมณ์โกรธ มีความไม่รู้และมีความหลงเข้าใจผิดอย่างมาก จนขาดความเมตตากรุณาไปอย่างสิ้นเชิง

ผมขอนำตัวอย่างของเด็กที่ได้รับผลกระทบจากบรรยากาศทางอารมณ์ของครอบครัว แล้วจำต้องหมุนวนอยู่ในวังวนออกมาจากปัญหาของครอบครัวไม่ได้ และอยู่ในสภาพที่เรียกว่า เหยื่อของอารมณ์จนในที่สุดเกิดปัญหาต่างๆ ตามมาอย่างมากมาย ซึ่งผมขอถ่ายทอดมาให้ท่านผู้อ่านได้พิจารณา

เนื้อความต่อไปนี้เป็นเนื้อความจริงที่ครอบครัวอนุญาตและอยากให้นำมาบอกเล่าให้ครอบครัวอื่นๆ ได้เห็นว่า เด็กๆ ของเขาได้รับผลกระทบมาจากปัญหาครอบครัวอย่างไร แต่อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการเคารพต่อสิทธิส่วนบุคคล ผมจึงได้ดัดแปลงประวัติและเรื่องราวไปพอสมควร

เรื่องราวนี้เป็นเรื่องที่คุณผู้หญิงท่านหนึ่งได้เล่าถึงเรื่องของหลาน 2 คนของเขาดังนี้

ดิฉันมีหลานอยู่ 2 คน เป็นหญิงอายุ 7 ขวบ และชายอายุ 4 ขวบ หลานทั้ง 2 คนนี้ ไม่มีแม่ เพราะแม่ติดการพนัน และเป็นหนี้สินคนอื่นไปทั่ว จนต้องหนีหนี้ไปตั้งแต่ลูกชายอายุได้ 11 เดือน พ่อกับแม่ของดิฉันได้รับหลานชายมาเลี้ยง ส่วนหลานสาวพ่อเด็กเป็นคนเอาไปเลี้ยงเอง (คือพี่ชายดิฉันเอง)

หลานชายคนนี้เลี้ยงยากมากถึงเวลานอนไม่ยอมนอน ต้องกล่อมกันอยู่นาน บางครั้งต้องพาไปนั่งรถยนต์ถึงจะยอมหลับเป็นอย่างนี้อยู่นาน พอโตขึ้นสักอายุ 1-2 ขวบ ก็จะเลี้ยงง่ายขึ้น จนกระทั่งหลานชายอายุได้ประมาณ 3 ขวบ พี่ชายดิฉันมีปัญหากับแม่ของดิฉัน เรื่องมีอยู่ว่า ตอนที่แม่ของหลานดิฉันเล่นการพนัน ได้หลอกเอาเงินแม่ดิฉันไปประมาณ 210,000 บาท แม่ดิฉันเสียใจมากเพราะเงินจำนวนนี้ท่านเก็บมาทั้งชีวิตก็ว่าได้ แล้วแม่เพียงแค่ถามพี่ชายดิฉันว่า เมื่อไหร่จะได้คืน ซึ่งก็ถามด้วยท่าทีที่ดี แต่พี่ชายดิฉันโกรธเป็นฟืนเป็นไฟหาว่าแม่เห็นแก่เงิน แม่ดิฉันเสียใจอย่างบอกไม่ถูกจนทะเลาะกันแล้ว พี่ชายก็โมโหด่าแม่สารพัด

หลายวันต่อมาแม่ก็พูดคุยกับพี่ชายดิฉันตามปกติ แล้วมีอยู่วันหนึ่ง แม่สังเกตเห็นว่าหลานสาวซึ่งไปอยู่กับพ่อ ผอมแห้งตัวเหลืองเหมือนเด็กขาดสารอาหาร จึงได้ถามพี่ชายดิฉันว่าตอนเช้าไปโรงเรียน และหลังเลิกเรียนลูกได้กินข้าวหรือเปล่าเท่านั้นแหละค่ะ พี่ชายดิฉันก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟอีก แล้วต่อว่าแม่ว่า เขาเลี้ยงลูกเป็น ไม่เหมือนแม่ เลี้ยงหลานจนลิ้นลากพื้นแม่เสียใจมากที่เขาพูดแบบนี้

ดิฉันและทุกคนที่บ้านเป็นพยานได้ว่า แม่เลี้ยงหลานห่วงหลานดีมากๆ จนหลานแข็งแรงสมบูรณ์ สดใส ร่าเริง ช่างพูด ช่างเจรจา ไม่เคยไม่สบาย หรือแม้แต่ท้องเสียก็ไม่เคยเลย เขากลับมาด่าว่าแม่แบบนี้เป็นใครไม่เสียใจบ้าง ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา พี่ชายดิฉันก็พาหลานกลับไปโดยคิดที่จะเลี้ยงดูเอง เขาแค้นแม่มาก เขารู้จุดอ่อนของแม่ว่าแม่รักหลานมากเขาเลยต้องการให้แม่เจ็บและเสียใจ

ตอนที่เขาจะพาลูกชายไป ดิฉันได้กอดหลานอยู่ เขาถึงกับกระชากหลานไปเลย จนหลานร้องไห้ และตอนนี้เชื่อมั้ยคะว่า เขาพยายามล้างสมองเด็ก 2 คนนี้ว่า แม่ดิฉันเป็นหมาตาบอด ไอ้แก่ ไอ้ชั่ว ดูสิคะทำไมเขาถึงได้เคียดแค้นแม่ถึงขนาดนี้ก็ไม่ทราบ และที่แย่กว่านั้นก็คือ ตอนนี้พี่ชายดิฉันมีภรรยาใหม่ ซึ่งมีอาชีพเป็นพนักงานในบริษัทแห่งหนึ่ง และที่ดิฉันทราบมาก็คือ ภรรยาใหม่คนนี้เคยผ่านการมีสามีมาแล้ว ตั้งแต่เป็นนักศึกษา และเธอก็เป็นนักเที่ยวยามราตรีเสียด้วย และไม่นานหลังจากที่เธอเลิกกับสามีก็มารู้จักกับพี่ชายดิฉัน

เรื่องอดีตอของเธอดิฉันไม่ติดใจอะไรหรอกค่ะ เพราะอดีตก็คืออดีต ต่อมาพวกเขาก็ได้พากันไปจดทะเบียนสมรส ดิฉันไม่คิดว่าพี่ชายจะไม่มีความคิด จะหาใหม่ทั้งทีทำไมไม่หาที่มีความรับผิดชอบมากกว่านี้ เป็นผู้ใหญ่มากกว่านี้ ไปเอาเด็กสาวใจแตกมาเป็นแม่เลี้ยง อายุแค่ 19 ปีเท่านั้น (ดิฉันลืมบอกไปว่า ดิฉันเคยคุยกับเธออยู่ 2-3 ครั้ง เธอด่าลูกค้าให้ดิฉันฟังด้วย)

เธอไม่เคยทำหน้าที่แม่เลี้ยงที่ดีเลย เธอเป็นแม่เลี้ยงที่ใจร้ายมาก เธอจะเอาใจแต่สามี ไม่เคยสนใจเด็กทั้ง 2 คนเลยว่าต้องการอะไร วันนี้จะรับประทานอะไร ยังไง ไม่เคยสนใจเลยว่า เด็กจะกินได้ยังไง อยู่ต่อหน้าสามีก็ทำเป็นดีกับเด็กทั้ง 2 คน แต่พอลับหลังก็จะหยิก ตีและด่าหยาบๆ (เรื่องที่เธอตี, หยิก และด่านั้น หลานสาวเป็นคนเล่าให้ฟังค่ะ) และที่ร้ายกว่านั้นอีก พี่ชายดิฉันเหมือนจงเกลียดจงชังลูกชายตัวเองยังไงยังงั้น ชอบตี ชอบเฆี่ยน ชอบด่าแรงๆ จนตอนนี้หลานชายดิฉันเหมือนเป็นเด็กเก็บกด ไม่ร่าเริง ไม่ค่อยคุย ผอมโทรม ระยะหลังนี้พ่อดิฉันจะไปรับหลาน 2 คนมาเที่ยวที่บ้าน จะสังเกตว่าหลานทั้ง 2 คนนี้ เหมือนมาระบายที่บ้านพ่อ-แม่ดิฉัน จะเสียงดัง ดื้อ ปากร้าย หยาบคาย บางครั้งก็จะตวาดแม่ดิฉัน ซึ่งเมื่อก่อนที่แม่ดิฉันเลี้ยงหลานนั้นไม่เคยมีอาการดังกล่าวเลย

ต่อมาระยะหลังๆ มานี้ แม่ดิฉันก็เห็นรอยฟกช้ำดำเขียวเป็นจ้ำๆ หลายแห่งที่หลังของหลานชาย แม่ดิฉันก็ถามไปว่าโดนอะไรมา หลานบอกว่าโดนพ่อตี แล้วหลานสาวดิฉันก็เล่าให้ฟังอีกว่า หลานชายดิฉันร้องไห้บอกจะไปอยู่กับปู่-ย่า พ่อเขาเลยโมโห ทั้งผลัก ทั้งตี เห็นหลานสาวบอกว่าใช้ไม้กวาดตี และเห็นว่าโดนตีบ่อยมาก ตั้งแต่พ่อเขาพาไปอยู่ด้วยหลานดิฉันทั้ง 2 คน ไม่สบายบ่อยมากๆ ท้องเสียก็บ่อย ดิฉันรู้สึกสงสารอย่างจับใจ พวกเราทำอะไรไม่ได้เลย ก็ได้แต่ภาวนาขออย่าให้หลานทั้ง 2 คนเป็นอะไรเลย

ท่านผู้อ่านที่รักทุกท่านอ่านแล้วรู้สึกอย่างไรบ้างครับ

ผมคิดว่าสถานการณ์ทำนองนี้เกิดขึ้นภายในครอบครัวเสมอ ซึ่งเราสามารถคาดเดาได้เลยว่า ยังมีเด็กจำนวนมากมายมหาศาลที่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ที่เกิดจากความขัดแย้งในครอบครัว หรือตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ของผู้ที่เป็นพ่อแม่ที่ไม่มีวุฒิภาวะเพียงพอ ไม่มีสติตระหนักรู้ถึงหน้าที่ของความเป็นพ่อแม่ ซึ่งต้องทำหน้าที่ให้การอบรม เลี้ยงดู ให้ลูกๆ มีความสุข มีการเจริญเติบโตพัฒนาการไปเป็นผู้สืบทอดตระกูลและสืบทอดสังคมไทยต่อไปได้

ปัญหานี้จะแก้ไขได้ถ้าจิตใจของผู้ที่เป็นพ่อแม่มีความเมตตากรุณาอยู่ในสติ อยู่ในความคิด และอยู่ในอารมณ์ ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จะบรรเทาเบาบางลง เพราะตามหลักของพุทธศาสนาได้เน้นไว้ว่า ที่ใดมีความเมตตากรุณามากๆ ความลุแก่โทสะจะลดลง และที่ใดมีแต่โทสะจริตที่นั่นจะไม่มีความเมตตากรุณา


(update 12 สิงหาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 98 ธันวาคม 2546 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600