ครอบครัวสมัยนี้เปลี่ยนไป จากที่เคยอยู่กันเป็นครอบครัวขยาย
ในบ้านมีคนหลายรุ่น กลายเป็นอยู่แบบครอบครัวเดี่ยว มีกันแค่พ่อแม่ลูก
เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในทุกประเทศ ที่เปลี่ยนแปลงจากสังคมเกษตรมาเป็นสังคมอุตสาหกรรม
ทำให้วิถีชีวิตของคนเปลี่ยนไปจากครอบครัวใหญ่ ทำงานในท้องไร่ท้องนา กลายเป็นครอบครัวเล็กๆ
ตามย่านอุตสาหกรรมหรือเป็นครอบครัวเล็กๆ ในสังคมเมืองใหญ่ อาศัยตามคอนโด
การใช้ชีวิตในครอบครัวสองแบบนี้ต่างกันโดยสิ้นเชิง ในครอบครัวเดี่ยวมักไม่มีผู้ช่วย
เว้นที่ฐานะดีหน่อย ก็จะมีสักหนึ่งหรือสองคนทำหน้าที่แม่บ้านหรือพี่เลี้ยงเด็ก
ส่วนครอบครัวขยายจะมีผู้ช่วยมากหน่อย โดยเฉพาะบ้านที่อยู่กันทีละหลายๆ ครอบครัว
มีบ้านหลายหลังในบริเวณเดียวกันแบบนี้ก็จะมีสมาชิกมากเป็นพิเศษ
เวลาผมคุยกับพ่อแม่จากครอบครัวเดี่ยวดูจะไม่ซับซ้อนเข้าใจบทบาทหน้าที่ของแต่ละคนได้ง่าย
โดยมากจะหนักไปทางขาดมากกว่าเกิน เช่น ไม่ค่อยมีเวลา ไม่มีคนทำนั่นทำนี่
ไม่มีที่ทางจะขยับขยายเปลี่ยนแปลงอะไรก็ดูจะติดขัดไปหมด
ส่วนครอบครัวขยาย แบบที่บ้านเดียวอยู่กันสามรุ่น พ่อ ปู่ ลูก หรือพวกที่ขยายมากๆ อยู่กันทั้งพ่อแม่
ปู่ย่า ตายาย ลุงป้าน้าอา จะต้องดูรายละเอียดมากหน่อย แต่ละคนจะมีบทบาทหน้าที่และมีส่วนร่วมแตกต่างกัน
แล้วแต่ละบ้านก็มีธรรมเนียมไม่เหมือนกัน เช่น ต้องไปกินข้าวด้วยกันทุกเย็น หรือตอนเช้าๆ ลูกๆ เอาหลานๆ
ไปไว้บ้านตายาย ตกเย็นมารับก็แยกย้ายกันไป
แม้ว่างานวิจัยและความรู้สึกจะบอกเราว่า มีครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น แต่ผมคลุกคลีกับครอบครัวเหล่านี้
ในจำนวนไล่ๆ กัน ดูเผินๆ แล้วครอบครัวที่มีสมาชิกมากน่าจะมีปัญหามากกว่าที่สมาชิกน้อย
แต่จริงๆ แล้ว ต่างก็มีปัญหาคนละแบบ ที่มีสมาชิกมากมักจะเป็นเรื่องความสัมพันธ์ ความรู้สึก
การตัดสินใจ ส่วนที่มีสมาชิกน้อยมักจะเป็นความไม่เพียงพอ
ถ้าบังเอิญครอบครับเดี่ยวแบบพ่อแม่ลูกเกิดมีปัญหาความสัมพันธ์ด้วยแล้ว
การแก้ปัญหาก็จะยุ่งยากมากขึ้นอีก ท้ายที่สุดดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างคนในบ้านจะสำคัญกว่าจำนวนสมาชิก
ความสัมพันธ์ที่ผมว่า หมายถึงความสัมพันธ์แบบธรรมดา เช่น ความรัก ความสามัคคีอะไรทำนองนี้
ซึ่งก็แปลกที่หลายบ้าน หลายคู่และหลายคนยังรักกันอยู่ แต่ไม่สามัคคีกัน
คนรักกันแต่ไม่สามัคคีกัน จะเห็นได้ก็ในระบบครอบครัวนี่แหละ เหมือนกับมีอะไรบ้างอย่างซุกซ่อนอยู่ในใจ
ที่ทำให้ทุกคนพร้อมจะขัดแย้งกันโดยเฉพาะเรื่องการเลี้ยงลูกและเป็นความขัดแย้งที่แปลก คือ
ขัดกันทั้งที่ยังรักกันอยู่ แล้วถ้าผู้ใหญ่ในครัวเรือนไม่สามัคคีกัน คนที่จะโตมาด้วยความสับสนก็คือเด็ก
อย่างที่รู้ๆ กัน ตอนลูกอ่อนไม่ค่อยเป็นหรอกครับ มักจะเป็นตอนที่ลูกเริ่มเดิน เริ่มดื้อ
ถ้าพบว่าเริ่มคิดไม่ตรงกันในการปรับนิสัยใจคอเด็ก ควรรีบหาความรู้ หรือหาวิธีจัดการกับเด็ก
ด้วยวิธีการที่พ่อแม่และสมาชิกในบ้านพอยอมรับกันได้มาใช้ แม้จะไม่ตรงกับทฤษฎีนัก
แต่ถ้าไม่ทำให้แตกสามัคคีก็น่าจะเกิดผลดีกับเด็กในระยะยาว
ความสามัคคีเป็นสิ่งสำคัญสำหรับทุกหมู่เหล่า ข้อนี้ทุกคนคงยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ไม่ว่าจะเป็นในครัวเรือน
ชุมชน หรือประเทศชาติ ที่เห็นจะลำบากหน่อยคงจะเป็นกรมป่าไม้ ถ้าใครสักคนเสนอแนะให้เกิดความสามัคคีแบบนี้
ขอให้พวกเราทุกคนสามัคคีกัน เพราะเราเป็นข้าราชการกรมป่าไม้เดียวกัน ผมว่า ผู้ชายคงสะดุ้งกันทั้งกรม
(update 13 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 10 ฉบับที่ 115 พฤษภาคม 2548]
|