ทำไมคุณเป็นคนอย่างนั้น หรือ
ฉันเบื่อเหลือเกินที่เหลือคู่ผิด หรือ
ไม่คิดเลยว่าคุณจะเป็นอย่างนี้ ถ้ารู้ตั้งแต่ต้นก็ไม่ขอแต่งงานด้วย หรือ
คุณนี่ช่างทำอะไรไม่ได้ดั่งใจฉันเลย ฯลฯ
มีข้อความเหล่านี้ผุดขึ้นมาจากใจ ห้วงความคิด หรือได้พร่ำพรูออกจากปากของคุณบ้างหรือเปล่า
ถ้าใช่ ก็ลองอ่านบทความนี้ต่อไปนะครับ คิดว่าน่าจะทำให้ความคิดเหล่านี้
ที่รบกวนความสุขของคุณค่อยๆ จางหายหรือหมดไป
แรกรัก...อะไรก็สวยหรู
ความจริงความคิดเหล่านี้ไม่ค่อยจะเกิดขึ้นในชีวิตคู่ที่คบกันใหม่ๆ ซึ่งทั้งคู่ต่างตกหลุมรักซึ่งกันและกัน
เวลานั้นทั่งคู่ต่างขยายจิตขยายใจและขอบเขตแดนของตนไปล้อมคู่รัก ต่างคนต่างตกอยู่ในสภาพของความฝัน
และจินตนาการอันสวยหรู มองอะไรๆ รอบตัวเป็นสิ่งที่สวยสดงดงามไปหมด และคิดว่าสิ่งที่ตนเองวาดฝันไว้นั้น
ต้องเป็นจริงได้ดั่งใจเสมอ แล้วปล่อยให้พลังของจิตใจดำเนินไปตามความฝันและจินตนาการนั้นอย่างเต็มสุดกำลัง
แน่นอนครับในเวลาอย่างนี้เรียกว่าจิตใจจะพิจารณาสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงด้านเดียวเท่านั้น
แล้วรู้สึกว่าอะไรที่ชอบอะไรที่รักนั้นถูกต้องเสมอ และอะไรที่ไม่ชอบก็รู้สึกว่าสิ่งนั้นผิด
ความรู้สึกอย่างนี้เป็นความรู้สึกที่ไม่ถูกต้องและทำให้ตัดสินใจไม่ตรงกับความจริง
เป็นผลทำให้พลาดพลั้งผิดพลาดได้เสมอ
เมื่อเวลาผ่านไป ความรักความชอบที่ร้อนแรงมาแต่ต้นนั้นก็คลายตัวลง จิตใจก็จะค่อยๆ
ตื่นจากสภาพของความฝันและภวังค์ แล้วเริ่มมองตามความเป็นจริงมากขึ้น จากเดิมที่คิดถึงแต่คนที่ตนรัก
ฝากใจไว้กับคนรัก ตอนนี้ก็จะถอนใจดึงกลับเข้ามาสู่ตนเองมากขึ้น และเป็นตัวของตัวเองในที่สุด
ยิ่งนาน...ยิ่งเปิดเผย
ระยะนี้อะไรๆ ที่เคยถูกใจตามสภาพของฝันและจินตนาการก็เริ่มรู้สึกว่าอันโน้นก็ไม่เหมาะสม
อันนี้ก็ไม่น่าจะเป็น สิ่งที่คิดว่าพอรับได้ก็รู้สึกว่ารับไม่ค่อยจะได้ และสิ่งที่ทั้งคู่พยายามปรับกลบเกลื่อนจุดอ่อนของตน
เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบ ตอนนี้จะเริ่มปล่อย ไม่ระมัดระวัง หรือรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องระมัดระวัง
เมื่อเป็นอย่างนี้บุคลิก ความคิด อุปนิสัย ใจคอ กิริยามารยาท คำพูดคำจาแบบเดิมๆ ก็จะค่อยๆ ปรากฎเด่นชัดขึ้น
ตรงนี้ถ้าไม่รักกันจริงไม่เข้าใจจิตใจและธรรมชาติของมนุษย์ ไม่เข้าใจปรัชญาของการใช้ชีวิตคู่
ไม่รู้ไม่ตระหนักมาก่อนว่าชีวิตก็เป็นอย่างนี้ หรือทั้งคู่ไม่มีความเป็นผู้ใหญ่พอแล้วล่ะก็ เมื่อมีภาวะเครียดอื่นมากระทบ
เช่น ปัญหาการเจ็บป่วย ปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาการงาน ปัญหาการเรียนของลูก ปัญหาความขัดแย้งกับญาติผู้ใหญ่ของแต่ละฝ่าย
หรือปัญหาปลีกย่อยอื่นๆ เมื่อคู่สมรสคู่รักกระทบกับปัญหาเหล่านี้ โอกาสที่ทั้งคู่จะโทษซึ่งกันและกันจะมีสูงมาก มีการขุดคุ้ยรื้อฟื้น
เพ่งเล็ง มองหาจุดบกพร่องของแต่ละฝ่ายมาอ้างอิงกล่าวโทษว่าเป็นสาเหตุหนึ่งหรือเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดปัญหา
เรื่องนี้จุดประกายไฟร้อนในดวงใจ เป็นจุดที่มองคนที่เคยรักมาก่อนดังดวงใจกลับกลายมาเป็นคนที่น่าเบื่อ
น่ารำคาญ รู้สึกผิดหวัง ไม่อยากเข้าใกล้ รู้สึกตำหนิ รู้สึกโกรธ รู้สึกไม่ได้ดั่งใจ จะทำอะไรๆ ก็รู้สึกไม่ถูกใจไปเสียทั้งหมด
รวมถึงความรู้สึกอื่นๆ อีกมาก
ชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว และชีวิตที่น่าจะสดใสของลูก ก็จะค่อยๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นชีวิตที่อึมครึม ไม่มีความสุข
และเป็นจุดหักเหที่ทำให้เกิดปากเสียง และในที่สุดจำต้องร้างลาจากกันอย่างไม่น่าเกิดขึ้น
ทำไม...ยิ่งอยู่ ยิ่งเบื่อ
อะไรทำให้เราต้องรู้สึกไม่ดีๆ เกิดขึ้นมากมายเช่นนั้น
เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ส่วนใหญ่เกิดเพราะเราไม่รู้ความจริงตามธรรมชาติของมนุษย์รวมทั้งตัวของเราเองด้วย
ความจริงนั่นก็คือ
ประการแรก เราไม่ค่อยรู้ความจริงในใจของเราหรือรู้ก็รู้น้อยว่า เราเลือกคนที่มาเป็นคู่เพราะเราต้องการอะไร
ความต้องการทางใจของเรานี้มีหลากหลาย ในเชิงจิตวิทยามีผู้วิจัยไว้ว่า คนเราอาจตัดสินใจเลือกคู่ เพราะความรัก
เพราะความเหงา เพราะเชื่อว่าเขารวย หรือเป็นคนที่นำทางชีวิตได้ เป็นพ่อบ้านแม่เรือน เป็นผู้ที่ให้ความอบอุ่นมั่นคง
เป็นคนดี เป็นคนโรแมนติก หรือมีบางคนคิดในเรื่องหวังว่าชีวิตคู่ของตนเองเซ็กซี่และทำให้ความสุขทางเพศรื่นรมย์ เป็นต้น
ความต้องการทางใจเหล่านี้เกาะยึดอยู่ในจิตใจและเจตคติของเราอย่างไม่มีวันคลาย
ซึ่งเมื่อชีวิตคู่ดำเนินไปแล้วไม่ตรงกับความต้องการทางใจเหล่านี้ ปัญหาจึงค่อยๆ
ก่อตัวขึ้นจนเป็นไฟที่ร้อนแรงในเวลาต่อมา
ความจริงประการที่สอง คือเราไม่รู้ความจริงว่า ชีวิตมนุษย์ที่เกิดมาแต่ละคนย่อมมีเอกลักษณ์เฉพาะตนเปลี่ยนได้ยาก
ส่วนใหญ่อุปนิสัยใจคอ ความชอบ ความคิด อารมณ์ ทัศนคติ ความเชื่อเป็นมาอย่างไร ก็จะตกเป็นผลึกที่เหนี่ยวแน่นอย่างนั้น
มีหลายคนบอกว่าไม่จริงหรอก บุคลิกคนเราเปลี่ยนกันได้ ซึ่งในเชิงจิตวิทยาแล้วต้องขอบอกว่าเปลี่ยนได้ยากมาก
แต่ปรับได้ผ่านการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงตัวเอง แต่เปลี่ยนทั้งหมดได้ยาก เพราะธรรมชาติของมนุษย์เมื่อเติบโตเป็นตัวตนแล้ว
จะยึดทุกสิ่งทุกอย่างของตัวตนไว้ไม่ยอมปล่อย
ยกเว้นจะได้ถูกขัดเกลาโดยการปฏิบัติธรรมอย่างถึงที่สุดหรือถึงแก่นจริงๆ จึงจะเปลี่ยนได้
การไม่รู้ความจริงข้อนี้เอง ทำให้เราไม่ยอมรับในความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตนในคู่ของเรา
ว่า เขาก็เป็นของเขาอย่างนี้แหละ จะไปหวังให้เป็นดั่งใจเราทุกอย่าง เป็นไปไม่ได้ทั้งหมด
หากลองพิจารณาตัวเราเองดูก็จะพบว่า เราเองก็ทำอะไรให้ตัวเองสมหวังไม่ได้ทั้งหมดหรือทำได้ยากมาก
นับประสาอะไรที่จะไปให้คนอื่นทำอะไรดั่งใจเราได้
ผมอยากเสนอว่าในชีวิตเราตั้งความหวังได้ แต่อย่าคาดหวัง เพราะถ้าเราคาดหวังเราจะกระสับกระส่าย
ตึงเครียด ผลักดัน ดิ้นรน และเป็นทุกข์อยู่ตลอดเวลา
เมื่อเรารู้ความจริงว่าตัวเราต้องการอะไร เราก็ต้องหาให้ตรงที่สุด จริงที่สุด เมื่อหามาแล้วไม่ตรงไม่จริง
จะไปโทษคนอื่นคงไม่แก้ไขอะไร
และเมื่อรู้ความจริงว่ามนุษย์แต่ละคนย่อมมีเอกลักษณ์ของตนเอง เราก็ควรยอมรับความเป็นปัจเจกชน
หรือความเป็นเอกลักษณ์ของคู่ของเรา เมื่อยอมรับได้ ก็จะเกิดความเข้าใจ และให้อภัยว่าเขาก็เป็นของเขาอย่างนี้
เราเป็นคนเลือกมาเองต่างหาก
ทั้งหมดที่เขียนมานี้ ผมมิได้หมายความว่าให้จำฝืนทนจะต้องอยู่ด้วยกัน
แต่เป็นเนื้อหาที่ทำให้เกิดความเข้าใจเพื่อนมนุษย์เพื่อลดความทุกข์ในตัวของเรา ยอมรับ เข้าใจ
แล้วจะเกิดความเมตตากรุณาต่อกัน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่จะพลิกกลับให้เหตุการณ์ดีขึ้น มีสุขขึ้น
และเมื่อจัดองค์ประกอบอื่นๆ ของชีวิตคู่ให้สมบูรณ์แล้ว คำว่า ไม่ได้ดั่งใจ
จะลดน้อยลง แล้วความสุขจะมากขึ้นครับ
(update 18 กุมภาพันธ์ 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารดวงใจพ่อแม่ ปีที่ 9 ฉบับที่ 105 กรกฎาคม 2547 ]
|