อยู่อย่างครอบครัวใหญ่


ถ้าอิชั้นทำธุรกิจขายบ้านจัดสรรนะจะทำแผนการตลาดโฆษณาว่าหากคุณลูกค้ายกโขยงพาญาติพี่น้อง มาซื้อกันคราวละหลายหลังจะลดกระหน่ำแถมรถตู้ 1 คัน เพื่อส่งเสริมความผูกพันในครอบครัวให้เข้มแข็งแน่นปึ้ก ขายได้หรือเปล่าค่อยว่ากันอีกที

ไม่ใช่อะไรหรอกค่ะ เพราะได้ยินได้ฟังแต่ว่าทุกวันนี้เราเองไปทางครอบครัวเดี่ยวมากขึ้นทุกที จนเสียดายของดีที่เคยมีอยู่ แล้วหลายท่านก็วกกลับมาหาคุณค่าของชีวิตความเป็นอยู่แบบดั้งเดิมของเรา ที่เคยมีเคยได้รับความสุขอยู่ สำหรับอิชั้นเองก็ขอสารภาพว่าไม่แน่ใจว่าอะไรมันจะดีกว่ากัน ระหว่างการอยู่อย่างครอบครัวเดี่ยวหรือครอบครัวขยาย เพราะมันมีทั้งดีทั้งเสียด้วยกันทั้งสองมุม

ระยะเริ่มต้นสร้างครอบครัว โลกนี้เพียงสองเราไม่ต้องอยู่ภายใต้สายตากำกับของผู้ใหญ่หรือวงศาคณาญาติ คนน้อยปัญหาน้อยมันก็ช่างเป็นชีวิตแสนเสรีสบายใจ ตอนนี้ยังไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใคร ผู้ใหญ่เองก็ไม่ต้องการความช่วยเหลือเพราะยังแข็งแรงดีอยู่ วันคืนล่วงไปพอเริ่มมีลูก... ใครจะเลี้ยง พ่อแม่เริ่มแก่จะดูแลอย่างไรบ้านอยู่คนละมุมโลก ครอบครัวเดี่ยวก็กลายเป็นความทุลักทุเลของคนทั้ง 3 รุ่น ทั้งตายาย พ่อแม่ และรุ่นลูก เอาเถอะชีวิตก็ยังต้องต่อสู้และดำเนินต่อไป ใช่ว่าจะไปทางยกระดับกันได้ทุกคน

ครอบครัวใหญ่ในวิถีชีวิตคนเมืองดูเหมือนหายไปเวลาเราพูดถึงสังคมโดยรวม เอาเป็นว่าคราวนี้ขอเล่าสู่กันฟังแล้วกันนะคะว่า ไม่ได้หายไปไหน แล้วก็ไม่ได้หายากจนต้องทำพิพิธภัณฑ์ เท่าที่เห็นมาก็มีหลายแบบ เนื่องจากอาชีพที่ทำอยู่มีโอกาสเข้าไปนั่งหน้าแฉล้มในบ้านชาวบ้านบ้างเป็นครั้งคราว หลายครอบครัวเมื่อลูกแต่งงานแล้วก็ยังอยู่ในบ้านพ่อแม่ ที่พอมีบริเวณบ้านกว้าง ลูกๆ ที่มีครอบครัวก็ยังปลูกบ้านอยู่ในบริเวณเดียวกัน หรือในที่ดินน้อยก็แก้ปัญหาด้วยการปลูกเป็นคอนโดฯ หลายชั้นแล้วอยู่กันไปครอบครัวละชั้นเสียเลย อีกแบบก็เป็นการซื้อคอนโดฯ หรือบ้านอยู่กันเป็นเครือญาติอยู่คนละหลัง แต่ใกล้ชิดติดกันไม่เหงา

แล้วทราบมั้ยคะว่า อะไรในบ้านเป็นศูนย์รวมของคนในครอบครัวใหญ่ให้ทาย... ครัว ค่ะ มันน่าอะเมซซิ่งมากครอบครัวใหญ่แบบปลูกบ้านหลายหลังในรั้วเดียวกัน ครอบครัวที่ซื้อบ้านคนละหลังอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน หลายครอบครัวที่ได้พบเห็นมาด้วยลุกตาตัวเอง มีครัวใหญ่ในบ้านปู่ยาหรือตายาย บ้านลูกไม่มีครัวหรือมีก็แค่เล็กๆ พอทำก๊อกๆ แก๊กๆ แล้วตกเย็นหรือวันหยุดลูกๆ หลานๆ ก็จะช่วยกันทำกับข้าวหรือไม่ก็ไปรวมตัวกันกินข้าวบ้านปู่ย่าตายาย (มิน่า ถึงเรียกว่าครอบครัว)

ชีวิตแบบนี้มีความอบอุ่นและความผูกพันแน่นหนา แต่อะไรเอียงเทมากไปก็คงไม่ดี ดูแลลูกมากเป็นผู้ใหญ่แล้วลูกก็ไม่รู้จักโต ทีนี้ถ้าเทียบกับชีวิตแบบพึ่งพาตัวเองแท้ๆ เก็บค่าข้าวค่าที่พักเวลาลูกมาค้างบ้านบางทีแบบนี้ก็อาจน่ารักกว่าแฮะ ได้นั่งคุยกับคนรู้จักพื้นเพเธอเป็นสาวศรีสะเกษ ก็ได้เห็นครอบครัวใหญ่ในเมืองอีกแบบ เธอกับพี่ๆ น้องๆ มากรุงเทพฯ อาศัยเช่าบ้านเดียวกันกับพี่ๆ น้องๆ และหลาน มีญาติสนิทมาเช่าบ้านอยู่ใกล้ๆ กันรวมแล้ว 10 กว่าคน ใครจะมาทำงานกรุงเทพฯ ก็บอกกันไปว่าให้มาอยู่ใกล้ๆ ไม่ใช่แต่ครอบครัวเครือญาติแล้ว ในละแวกซอยใกล้ๆ มีคนจากหมู่บ้านเดียวกันมาอยู่ใกล้ๆ ร่วม 60 ชีวิต

”เหมือนตอนอยู่ต่างจังหวัด ยังไปมาหาสู่กัน เดินถึงบ้านใกล้กันแค่หัวซอยท้ายซอย ถัดไปอีกซอยก็มีหลายบ้าน สนิทกันพากันไปเที่ยวบ้าง นัดกินข้าวกันบ้าง สงกรานต์ทีก็ชวนกันกลับบ้าน

”รวมๆ แล้วก็ว่าดีมากกว่าจะไม่ดี มีทะเลาะกันนินทากันบ้าง แต่ก็ช่วยเหลือกัน ผู้ใหญ่ไปธุระก็ฝากเด็กๆ ไว้กับญาติ ฝากเพื่อนบ้านได้”

เห็นมั้ยคะว่า มีตัวอย่างหลายรูปแบบจริงๆ ยกชนบทมาไว้ในเมืองก็ยังมี ซึ่งบอกไม่ได้อีกนั่นแหละว่าครอบครัวแบบไหนดีที่สุด

เล่าเรื่องชีวิตในครอบครัวใหญ่ของตัวเองบ้าง... แหม ก็พอจะมีคุณประโยชน์เป็นเคสได้บ้างหรอกน่า อยากเล่าน่ะค่ะ

จำได้ว่าตอนเด็กๆ เอือมระอาวงศาคณาญาติ 30 กว่าชีวิตมาก ก็ตรงที่ต่างก็ช่างวุ่นวายกับชีวิตกันและกัน ใครไม่อยู่โดนเม้าท์ชัวร์ ข้องใจอยู่นานว่าไม่ชอบหน้ากันแล้วยังไปมาหาสู่อยู่ทำไมทุกอาทิตย์ ทำไมต้องลุกขึ้นมาทำกระเพาะปลาเองให้วุ่นวายตั้งแต่เช้ารอเขามากินข้าวเที่ยง ตอนนั้นยังไม่รู้ความหมายของความผูกพันว่ามันมีทั้งด้านบวก ลบคูณและหารครบรส

แต่พอนึกถึงวันเก่าๆ แล้วก็มีสิ่งดีเกิดขึ้นหลายอย่าง เด็กอย่างเราที่อยู่บ้านตายายได้กินขนมอร่อยแบบบุฟเฟ่ต์ ขนมทุกครั้งที่ทำบุญเลี้ยงพระ เดี๋ยววันเกิด ปีใหม่ โกนผมไฟเด็ก ฯลฯ ได้วิ่งเข้าบ้านโน้นทะลุบ้านนี้กับบรรดาฝูงลิง น่าเบื่อหน่อยตรงต้องไปช่วยจ่ายตลาด เด็ดผัก ล้างจานกับบรรดาพี่ป้าน้าอาและยาย ดีตรงที่คนเยอะแว่บสะดวก

แค่ช่วยผู้ใหญ่ขนจานชามออกจากตู้มาล้างตอนมีงานหรือตอนผู้ใหญ่ทำการตัดต้นไม้ เก็บมะม่วงแก้วหรือชมพู่สาแหรก ลูกดกก็เป็นมหากรรมสนุกของครอบครัวโดยพ่อแม่ไม่ต้องจ่ายสตางค์ พาเข้าค่ายฝึกทักษะ แค่ใช้ชีวิตในบ้านก็เหมือนสรรพสินค้าให้ช้อปเลือกฝึกการใช้ชีวิตแล้ว ส่วนจะช้อปได้อะไรก็เป็นเรื่องของแต่ละคน

ไม่ต้องกังวลเลยว่าเด็กยุคนั้นส่วนใหญ่ถ้าไม่มีนิสัยเข้มข้นอยู่เดิม จะโตมาแบบเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาลหรือเปล่า อยู่ด้วยกันหลายๆ คนมีเปรียบเทียบ คิดว่ามันมีมิติมากกว่าเพื่อนๆ ที่โรงเรียนนะ ผู้ใหญ่เปรียบเทียบใครเรียนเก่งไม่เก่งให้ฟังบ้าง อย่างอิชั้นก็เปรียบเทียบเอาเองบ้างว่าพี่ๆ ลูกลุงนี่โชคดีเป็นบ้า มีของเล่นใหม่ๆ เยอะ บ้านเขามีอ่างอาบน้ำด้วย คือครอบครัวนี้อยู่หมู่บ้านจัดสรรยุคแรกๆ ถือว่าเดิร์นมากถ้าเทียบกับอยู่บ้านไม้ จะว่าไปการเปรียบเทียบ ก็มีทั้งข้อดีตรงช่วยให้ไม่รู้สึกว่าข้าแน่อยู่คนเดียวเพราะไม่รู้โลกภายนอกเลย จึงอยู่ร่วมกับคนอื่นอย่างอ่อนน้อมได้บ้าง แล้วก็เป็นแรงผลักดันให้มีความพยายามทำตัวให้ดีขึ้น แต่ถ้าเป็นเอามากก็จะเสียความมั่นใจและไม่รู้จักพอใจในตัวเอง

และไม่ต้องสงสัยว่าเด็กจะรู้มารยาทหรือเปล่าเนื่องจากได้เห็นลำดับชั้นอาวุโส และมีผู้กำกับหลายท่านก็ผู้ใหญ่ทุกท่านนั่นแหละ เด็กในบ้านที่มีญาติโขยงใหญ่แม่ไม่ต้องปากเปียกปากแฉะ ก็เรียนรู้การปรับตัวไปเอง ผู้ใหญ่ก็เรียนรู้การปรับตัวให้เข้ากับคนอื่น และรู้จักอดทนเหมือนกัน การดูแลเด็กเป็นหน้าที่ร่วมกันของผู้ใหญ่ทุกคนไปโดยปริยายไม่ใช่แค่พ่อแม่ เวลาพ่อแม่ทำงานดึกก็ยังอบอุ่นปลอดภัย การบ้านหรือการฝีมือติดขัดก็วิ่งหาผู้ช่วยได้รอบบ้าน อย่างน้อยคนนึงก็ต้องรู้ซักอย่างนึงละน่า ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ดนตรี การฝีมือเหลือแต่คณิตศาสตร์ไม่มีใครเก่งก็ต้องดำน้ำเอาเองบ้าง นึกถึงวัยเด็กของคุณเองแล้วเห็นอะไรบ้างคะ

ถ้าครอบครัวเดี่ยวชักโดดเดี่ยวตัดตอนความสัมพันธ์กับคนจนไปไม่รอด กลับมาโหยหาครอบครัวใหญ่ก็คงไม่ง่ายนัก แต่อย่างน้อยถ้าคิดเผื่อไว้ในใจบ้าง ครอบครัวใหญ่หลายๆ แบบที่ว่ามาก็พอจะเป็นทางให้เลือกได้บ้างละนะคะ


(update 12 กรกฎาคม 2005)
[ ที่มา.. kids&family ปีที่ 10 ฉบับที่ 109 เมษายน 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600