โรคตา ที่ต้องจับตามอง


มีโรคทางตาสารพัดที่อาจเข้ามาข้องแวะดวงตาเจ้าตัวน้อย ยิ่งถ้าป้องกันหรือดูแลไม่ดี ไม่ทัน เห็นทีตาใสๆ ของลูกน้อยต้องแย่แน่ๆ ค่ะ

ดวงตาของหนูน้อยนั้นบอบบาง และต้องเผชิญกับปัญหาโรคต่างๆ เช่น ตาแดง ตากุ้งยิง และโรคตาที่เป็นมาแต่กำเนิด โดยไม่ทราบสาเหตุ เช่น ท่อน้ำตาอุดตัน ต้อกระจก ตาขี้เกียจ หรือตาเหล่ เป็นต้น

น.พ.ปกป้อง ปราณีประชาชน จักษุแพทย์ ได้แนะนำถึงวิธีดูแลรักษาดวงตาลูกน้อยไว้ว่า คุณพ่อคุณแม่ต้องจับตามองดวงตาของลูก หมั่นสังเกตความผิดปกติ เพราะหากพบสิ่งผิดปกติเร็ว การรักษาที่ทันท่วงทีจะช่วยให้ลูกน้อยหายเร็ว ไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการผิดปกติเนิ่นนานกว่าที่ควรจะเป็น

โดยโรคตาที่มักพบในเด็กเล็กตั้งแต่แรกเกิดถึง 3 ขวบนั้นมี 2 ประเภทคือ โรคที่เกิดจากการติดเชื้อของตา และโรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ แต่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างดวงตาค่ะ


ตาติดเชื้อ

ในเด็กจะพบปัญหาการติดเชื้อของตา เช่น โรคตาแดง ตาอักเสบ ตากุ้งยิง อาการระคายเคืองตาต่างๆ ได้ค่อนข้างบ่อย จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยและใช้ยาที่ถูกต้อง ไม่ควรซื้อยาหยอดตามาใช้กับลูกเองโดยเด็ดขาด
  • ตากุ้งยิง
    พบไม่บ่อยในเด็กแรกเกิด เพราะเด็กแรกเกิดจะมีภูมิคุ้มกันที่ได้รับจากนมแม่ แต่พบในเด็กอายุประมาณ 6 เดือนขึ้นไป ซึ่งมักใช้มือจับโน่นจับนี่ มือจึงมักสกปรก แล้วมาขยี้ตาทำให้เกิดการติดเชื้อที่เปลือกตา เกิดเป็นตุ่มอักเสบที่เปลือกตาขึ้นมาได้

    จึงควรพาลูกไปพบจักษุแพทย์เพื่อรักษาอาการอักเสบ อาจต้องปิดดวงตาสักพัก เพื่อไม่ให้ลูกน้อยขยี้ตาที่อักเสบจนการติดเชื้อลุกลาม

    นอกจากนี้ในเด็กที่เป็นโรคผิวหนังพุพอง (Impetigo) ทั้งที่หน้าและหัว อาจเป็นเม็ดที่เปลือกตาที่เรียกว่าตากุ้งยิงร่วมด้วย ถ้ารักษาโรคผิวหนัง ตากุ้งยิงจะหายไปพร้อมกัน

  • หนังตาบวมแดง มีขี้ตาสีเหลืองหรือสีเหลืองปนสีเขียว
    อาการเช่นนี้แสดงว่ามีเชื้อโรคเข้าตาลูก ทำให้ตาอักเสบ เชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัสที่มาจากฝุ่น หรืออากาศที่ไม่สะอาดเป็นสาเหตุ ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพราะแพทย์จะจัดยาหยอดตาที่เหมาะกับโรคมาให้ค่ะ

  • โรคตาแดง (เยื่อตาอักเสบเฉียบพลัน)
    จะทำให้ลูกมีขี้ตาเต็มตาจนแทบจะลืมตาไม่ขึ้นเวลาตื่นนอนตอนเช้า ต้องพาไปพบจักษุแพทย์ เพื่อรักษาอาการติดเชื้อและอักเสบ เพราะโรคตาแดงมีสาเหตุจากเชื้อโรคหลายชนิด อาจเกิดจากเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อไวรัส หรือบางครั้งเกิดจากอาการภูมิแพ้ต่อสิ่งที่ระคายเคืองนัยน์ตา แต่ถ้าเป็นตาแดงที่แพร่ระบาดอย่างเร็ว มักจะเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งก็ยังเกิดจากไวรัสหลายชนิดอีกเช่นกัน

    ตาแดงจากเชื้อไวรัสอาจมีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น การอักเสบในช่องปากและคอหอย โดยบริเวณตาขาวจะแดงมาก น้ำตาไหล เคืองตา ปวดตา มีขี้ตาเยอะ

    จริงๆ แล้วไม่มียารักษาโรคตาแดงที่เกิดจากเชื้อไวรัส แต่การใช้ยาหยอดตาที่เป็นยาปฏิชีวนะ จะช่วยป้องกันไม่ให้มีเชื้อแบคทีเรียมาซ้ำเติมทำให้ตาอักเสบเพิ่มขึ้น

    ในเด็กอายุ 4-5 เดือน ถึงแม้จะเป็นตาแดง อาการมักจะไม่หนัก หยอดตา 3-4 วันอาการตาแดงก็หาย ส่วนอาการแทรกซ้อนอื่นๆ ถ้ามีมักจะหายไปในเวลา 12-14 วัน

  • ตาแฉะเนื่องจากติดเชื้อ
    พบได้บ่อยในทารกแรกเกิด ส่วนใหญ่เป็นเพราะมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในตาเด็กระหว่างการคลอด เช่น น้ำคร่ำหรือเลือด หรืออาจได้รับสิ่งแปลกปลอมหลังคลอดแล้ว อาการคือลูกจะมีขี้ตามาก เลยทำให้ลืมตาไม่ค่อยขึ้นเมื่อตื่นนอน เพราะขี้ตาที่แห้งเหนียว ควรพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อหาสาเหตุและรักษาอาการอักเสบให้เหมาะสม

  • ตาแฉะเพราะแพ้สารเคมี
    ทารกแรกเกิดอาจเกิดอาการแพ้สารซิลเวอร์ในเตรตที่หยอดตาหลังคลอด เพื่อป้องกันการติดเชื้อหนองในจากแม่ ทำให้มีตาแฉะได้ คุณพ่อคุณแม่ควรทำความสะอาดเช็ดขี้ตาให้ลูกอย่างสม่ำเสมอ อาการแพ้จะค่อยๆ หายไปเอง

โรคตาที่เป็นมาแต่กำเนิด

  • ท่อน้ำตาอุดตันตั้งแต่เกิด
    ภาวะท่อน้ำตาอุดตันในเด็กเป็นปัญหาที่พบบ่อยมาก พบได้อย่างน้อย 6% ของทารกแรกเกิด และมักพบในเด็กเล็กๆ อายุประมาณ 2-3 เดือนด้วย โดยเด็กจะมีตาแฉะและน้ำตาไหลออกมาก บางครั้งอาจมีขี้ตามากตามมาได้ ซึ่งในตอนแรกอาการตาแฉะจะมีเพียงน้ำตาใสๆ แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะพบว่า เด็กบางคนจะเริ่มมีขี้ตาเป็นสีเขียวมากขึ้น ซึ่งแสดงว่ามีเชื้อโรคเข้าไปและเกิดอาการติดเชื้อ ซึ่งอาการเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นได้ ตั้งแต่ลูกน้อยอายุ 2-3 สัปดาห์หลังคลอด

    เด็กที่มีภาวะท่อน้ำตาอุดตัน คุณหมอมักจะให้นวดบริเวณหัวตาของลูกน้อยร่วมกับหยอดตาด้วยยาปฏิชีวนะ ซึ่งถ้าอาการตาแฉะไม่ดีขึ้น จะใช้เครื่องมือขยายท่อน้ำตาช่วย หรืออาจพิจารณารักษาด้วยการผ่าตัดต่อไปได้

    วิธีนวดตาลูกน้อย...เมื่อหนูท่อน้ำตาตัน
    ท่อน้ำตาตันเป็นโรคที่พบบ่อยในทารก หากลูกน้อยเกิดภาวะท่อน้ำตาตัน คุณหมอตามักจะแนะนำให้นวดตาลูก ซึ่งจะช่วยทำให้ท่อน้ำตาเปิด และป้องกันถุงน้ำตาและเยื่อบุตาอักเสบได้

    วิธีก็ง่ายๆ ค่ะ นวดตาให้ลูกวันละประมาณ 2-6 ครั้ง ครั้งละ 10 ที โดยวางนิ้วก้อยไว้ที่ตำแหน่งหัวตาชิดดั้งจมูก ซึ่งจะตรงกับตำแหน่งของถุงน้ำตาและส่วนบนของท่อน้ำตา กดเบาๆ และเคลื่อนลงข้างล่างเพื่อเพิ่มความดันในท่อน้ำตา และทำให้รูของท่อน้ำตาเปิด

    โดยก่อนนวดตาให้ลูก คุณพ่อคุณแม่ควรจะล้างมือให้สะอาดและตัดเล็บให้สั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เล็บทำร้ายผิวหนังและดวงตาของลูก

  • ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด
    ต้อกระจกคือภาวะเลนส์แก้วตามีสีขาวขุ่น คุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่าต้อกระจกพบในคนสูงอายุเท่านั้นไม่ใช่หรือ จริงๆ ก็คือต้อกระจกสามารถพบในเด็กเล็กๆ หรือแม้กระทั่งเด็กแรกเกิดได้เช่นกัน ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิดนี้ อาจพบร่วมกับความผิดปกติของส่วนอื่นๆ ของร่างกายได้ เช่น หัดเยอรมัน หรือในเด็กที่เป็นโรคหัวใจรั่ว เป็นต้น การรักษามักจะต้องผ่าตัดเอาต้อกระจกออก ในรายที่ต้อกระจกขาวขุ่นมาก

  • ตาขี้เกียจ
    ตาขี้เกียจเป็นภาวะที่พบได้บ่อย โดยหนูน้อยจะมีดวงตาซึ่งดูแล้วปกติดี แต่ระดับสายตาแย่กว่าปกติ เช่น สายตาข้างใดข้างหนึ่งไม่ทำงานตามปกติ ตาขี้เกียจอาจมีสาเหตุจากตาเหล่ หนังตาตก ต้อกระจกตั้งแต่กำเนิด หรือสายตาสั้น ยาว หรือเอียงมากๆ ได้

    คุณพ่อคุณแม่อาจมีวิธีทดสอบว่าลูกมีตาขี้เกียจหรือไม่ได้ด้วยตนเอง โดยนำของเล่นมาล่อที่หน้าลูก และใช้มือบังตาลูกข้างใดข้างหนึ่งไว้ เช่น เอาของเล่นมาล่อ แล้วเอามือปิดบังตาข้างขวาไว้ ถ้าลูกไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อของเล่น ลูกไม่ตอบสนองแสดงว่าตาซ้ายของลูกอาจจะมองไม่เห็นสิ่งของที่อยู่ตรงหน้าได้ดี

    การรักษาภาวะตาขี้เกียจด้วยการปิดตาข้างที่ปกติดี เพื่อกระตุ้นให้ตาข้างที่ผิดปกติ (ตาขี้เกียจ) กลับมาทำงานเป็นปกติ สามารถทำให้สายตากลับมาเป็นปกติได้ ถ้านำเด็กมารับการรักษาตั้งแต่อายุน้อยๆ แต่ถ้าอายุเกินกว่า 9 ปีไปแล้วการรักษามักได้ผลไม่ดี

  • มะเร็งจอประสาทตา
    เป็นโรคร้ายแรงที่สามารถพบได้ในเด็กเล็ก และมีความรุนแรงจนอาจต้องสูญเสียดวงตาหรือชีวิตได้ ถ้าไม่ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที

    มะเร็งจอประสาทตามักพบในเด็กเล็กอายุประมาณ 1-3 ปี เด็กมักจะมีอาการตาวาวสีขาวเหมือนตาแมว หรือมีอาการอักเสบของตา บางคนอาจจะตามมาด้วยปัญหาตาเหล่ก็ได้ การรักษานั้นถ้ามะเร็งมีขนาดเล็กอาจใช้เลเซอร์ หรือจี้ความเย็นรักษาได้ แต่ถ้ามีขนาดโตมากอาจจำเป็นต้องผ่าตัดเอาลูกตาออก หรือรักษาด้วยการฉายแสงรังสีหรือใช้ยาเคมีบำบัด

  • ต้อหินแต่กำเนิด
    ต้อหินเป็นภาวะที่มีความดันภายในลูกตาสูงและมีการทำลายขั้วประสาทตา พบได้ในเด็กตั้งแต่แรกเกิด โดยเด็กมักมีอาการน้ำตาไหล ตาสู้แสงสว่างไม่ได้ กระจกตาดำจะมีสีขาวขุ่น และมีขนาดโตขึ้นเหมือนลูกตาวัวได้ มักจะใช้ยาลดความดันตาในระยะแรก และตามด้วยการผ่าตัด

  • ตาเหล่
    ช่วงที่เด็กทารกยังเล็กมากอาจดูเหมือนว่าลูกตาเหล่ เพราะจมูกยังไม่มีดั้งและแบนกว้าง เมื่อทารกโตขึ้นเริ่มมีสันจมูกโด่งขึ้น ลักษณะการเห็นที่ดูเหมือนตาเหล่ก็จะหายไป แต่คุณพ่อคุณแม่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ ถ้าพบว่าลูกเราอาจมีตาเหล่ควรรีบปรึกษาแพทย์ เพราะถ้ามีตาเหล่จริงตาข้างนั้นจะไม่ได้ใช้งาน ทำให้สายตาไม่พัฒนาจะเกิดตาขี้เกียจขึ้นได้

    ในระยะแรกเกิด 2-3 เดือนแรกของทารก บางครั้งเวลาทารกดูอะไรใกล้ๆ ตาจะเหล่เข้าหากันเป็นปกติ แต่หลังจาก 4 เดือนไปแล้ว ตาควรจะตรงเสมอ โดยตาที่เหล่ออกด้านข้างไปทางหู เราเรียกว่าตาเหล่ออก ถ้าตาที่เหล่เข้ามาด้านจมูก เราเรียกว่าตาเหล่เข้า

    ตาเหล่มักจะพบร่วมกันภาวะตาขี้เกียจได้บ่อย คุณหมอมักจะรักษาภาวะตาขี้เกียจให้ดีขึ้นก่อน แล้วจึงแก้ไขภาวะตาเหล่ ซึ่งอาจต้องใช้การผ่าตัดแก้ไข

อาการผิดปกติของ “ตา”

สำหรับเด็กๆ วัยแรกเกิดถึงก่อนวัยเรียน หากตามีอาการผิดปกติต่อไปนี้ ต้องรีบพาไปพบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ เพราะหากสังเกตอาการและพาไปให้คุณหมอตารักษาได้เร็วเท่าไหร่ก็จะช่วยให้ปัญหาลดน้อยลง และหายได้เร็วขึ้น
  • เด็กแรกเกิดจะเริ่มมีน้ำตาประมาณสัปดาห์ที่ 2 ตั้งแต่เกิด ดังนั้นหากมีของเหลวออกมาจากตาทารกก่อนเด็กอายุ 2 สัปดาห์ ถือเป็นสิ่งผิดปกติ
  • ลูกตาสั้น
  • ลูกน้อยไม่มองหน้าแม่ขณะที่ดูดน้ำนม
  • ดวงตาข้างใดข้างหนึ่งเขออก เขเข้าใน เขขึ้น หรือเขลงล่าง
  • เอียงหน้าหรือศีรษะเมื่อตั้งใจมองของเล่นหรือโทรทัศน์
  • เวลามองชอบหลับตาข้างใดข้างหนึ่ง
  • ชอบกะพริบตาถี่ๆ หรือหยีตาเวลามอง
  • ตาแดงมากผิดปกติ
  • หนังตาบวมหรือแดง
  • มีขี้ตามาก
  • มีตุ่มหรือก้อนบริเวณหนังตา
  • ตาแฉะหรือมีน้ำตาไหลออกมาเอ่อตลอด
  • มีหนังตาตกหรือปิดได้ไม่เท่ากัน
  • กลัวแสงสว่างในเวลากลางวัน
  • มองไม่ชัดเจนในเวลากลางคืนหรือในที่ที่มีแสงสลัว
  • มองเห็นจุดขาวในบริเวณตาดำของลูกน้อย
  • มีแก้วตาหรือเลนส์ตาขุ่น
  • ตาแดง หนังตาบวม หรือลูกตาดูใหญ่ผิดปกติ
  • มีรูม่านตาไม่เท่ากัน
  • มีสีของม่านตาผิดปกติ

ดูแลดวงตาของลูกน้อยกันหน่อยดีกว่า

  • ทำความสะอาดโดยเช็ดขี้ตาให้ลูกบ่อยๆ เมื่อเห็นว่ามีขี้ตาออกมาให้ใช้สำลีชุบน้ำต้มสุกอุ่นๆ เช็ดจากหัวตาไปยังหางตา แล้วเปลี่ยนสำลีก้อนใหม่เช็ดอีกข้าง
  • ทำความสะอาดและเปลี่ยนผ้ารองนอนให้ลูกบ่อยๆ เป็นการป้องกันไม่ให้เชื้อโรคเข้าตา
  • หลีกเลี่ยงพาลูกไปในที่มีฝุ่นควันเยอะๆ ลมแรง หรือแสงจ้ามากๆ
  • สังเกตอาการผิดปกติของดวงตาลูกเป็นประจำทุกวัน
  • เมื่อพบอาการผิดปกติควรพาลูกไปพบแพทย์ให้เร็วที่สุด แพทย์จะจัดยาหยอดตาที่เหมาะสมให้

(update 27 ธันวาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 23 ฉบับที่ 268 พฤษภาคม 2548 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600