รู้เท่าทันภาวะ ตาขี้เกียจ


ว่ากันว่า ดวงตาคือหน้าต่างของหัวใจที่สื่อให้เห็นถึงความจริงใจ แต่สำหรับเด็กๆ วัยใสซื่อ ที่มีจิตใจบริสุทธิ์อยู่แล้วล่ะก็ ดวงตาคือประตูแห่งการเรียนรู้โลกกว้างค่ะ แต่มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่ประสบปัญหาการมองเห็นโดยที่พ่อแม่ไม่สามารถสังเกตได้ หรือบางคนสังเกตเห็นแต่ไม่รู้ว่าเป็นความผิดปกติของดวงตา เช่น การที่ลูกนั่งชิดหน้าจอทีวีมากไป หยีตาหรือเอียงคอเวลามองสิ่งต่างๆ บางคนดูคล้ายมีตาเหล่ แต่ดูอีกทีก็ปกติทำให้ชักไม่แน่ใจว่าเป็นตาเหล่หรือไม่เป็นกันแน่ ทราบไหมคะว่า เด็กบางคนที่คุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกจะตาเหล่นั้นอาจไม่ได้เป็นตาเหล่ก็ได้ เอ...แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ


ลูกมองอะไรใกล้ๆ การมองเห็นผิดปกติหรือไม่
เป็นคำถามที่รบกวนใจพ่อแม่หลายท่านพอสมควร เกี่ยวกับการมองของลูกว่า การที่ลูกมองดูอะไรใกล้ๆ นั้นเกิดจากความผิดปกติของการมองเห็นหรือไม่นั้น ในเรื่องนี้ พญ.สภา ดุรงคเวโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุในเด็ก แนะนำว่า เด็กที่ดูทีวีใกล้ๆ ชอบก้มหน้าเขียนหนังสือชิดสมุดมากไม่จำเป็นต้องมีความผิดปกติเสมอไป เด็กบางคนเมื่อสนใจสิ่งใดจะชอบเข้าไปดูใกล้ๆ เอง โดยตรวจแล้วปกติดีทุกอย่างก็ได้ แต่พบว่าส่วนมากมักเป็นความผิดปกติของการมองเห็น เช่น อาจมีสายตาสั้น สายตายาวหรือสายตาเอียงได้ โดยเฉพาะสายตาสั้นเพราะดูจากไกลๆ เห็นไม่ชัด เมื่อเด็กเรียนรู้ว่าเข้าไปใกล้แล้วเห็นชัดขึ้น เขาจะขยับเข้าไปใกล้เอง เมื่อเป็นเช่นนี้ควรพามาพบจักษุแพทย์เพื่อตรวจว่ามีเหตุผลอะไร เพราะบางครั้งเด็กอาจทำไปเพราะความจำเป็น ถ้าหากพบว่าสายตาปกติขนาดที่จำเป็นต้องใส่แว่น เพื่อช่วยในการมองเห็นแล้วพฤติกรรมที่ชอบดูอะไรใกล้ๆ จะหายไปเอง

”การที่เด็กติดแว่นตาไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดีแต่อย่างใด เพราะเป็นธรรมชาติเด็ก เพราะหากการใส่แว่นตาไม่ช่วยอะไรได้เลย เด็กมักจะถอดทิ้งเอง ถ้าเขาชอบใส่แว่นแสดงว่าแว่นนั้นน่าจะช่วยให้เขาเห็นชัดขึ้น หรือเห็นสบายขึ้นไม่ต้องคอยเพ่ง หรือหยีตา หรือเอียงหน้ามองอีกต่อไป” พญ.สภา ดุรงคเวโรจน์ กล่าว


ตาเหล่แบบไหนไม่ใช่ตาเหล่จริง
เด็กบางคนมีอาการดูคล้ายตาเหล่ แต่พอพาไปตรวจแล้วหมอบอกว่าไม่ใช่ คุณพ่อคุณแม่เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหมคะ พญ.สภา ดุรงคเวโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุในเด็ก อธิบายว่า กรณีนี้เรียกว่าภาวะตาเหล่เทียม พบบ่อยในเด็กที่พ่อแม่ที่สงสัยว่าลูกตาเหล่พามาตรวจ หรือมีคนทักบ่อยทำให้ไม่สบายใจ ซึ่งจริงๆ แล้วลักษณะตาเหล่ที่เห็นนี้เป็นเพราะเด็กบางคนมีสันจมูกที่แบน หรือมีหนังตาทางหัวตากว้างทำให้เห็นคล้ายกับว่าตาดำเข้ามาอยู่ชิดกัน แต่ตรวจแล้วตาตรงปกติดี ภาวะนี้จะหายเองเมื่อเด็กโตขึ้นและมีสันจมูกโด่งขึ้น เพราะจะดึงหนังบริเวณหัวตาให้แคบลง ลักษณะที่ดูคล้ายตาเหล่จะหายไปเอง


ตาเหล่แบบไหน...เรียกว่าตาเหล่จริง
อาการตาเหล่ในเด็กมีหลายแบบ บางคนจะมีตาเหล่ให้เห็นชัด แต่ในบางคนตาเหล่เป็นบางขณะ ตาเหล่มีทั้งแบบเหล่เข้าใน ตาเหล่ออกนอก ตาลอยขึ้นบนข้างใดข้างหนึ่ง หากลูกเป็นเช่นนี้ พ.ญ.สภา ดุรงคเวโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุแพทย์ แนะนำว่า ถ้าพบว่า ลูกตาเหล่หรือสงสัยว่าตาเหล่ควรพาลูกไปพบจักษุแพทย์อย่างน้อยสักหนึ่งครั้ง เพื่อตรวจดูว่าเป็นตาเหล่เทียมหรือตาเหล่จริง เพราะถ้าตรวจแล้วเป็นตาเหล่เทียมพ่อแม่ก็สบายใจได้ เมื่อลูกมีจมูกโด่งขึ้นก็จะหายได้เอง แต่ถ้าหากเป็นตาเหล่จริงการรักษาเด็กยิ่งอายุน้อยยิ่งได้ผลดีกว่า

ตาเหล่ส่วนมากเป็นตาเหล่เข้าใน คือตาดำชิดมาทางสันจมูก อันอาจเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อตาเองหรือเป็นจากสายตาที่ผิดปกติทำให้ต้องเพ่งจึงจะเห็นภาพชัด เมื่อเพ่งนานๆ เข้าทำให้ตาเหล่ได้ ส่วนตาเหล่ออกนอกคือ ตาดำชิดมาทางหางตา ซึ่งตาเหล่ไม่ว่าเข้าในหรือออกนอกอาจเห็นเป็นบางเวลาก็ได้ การรักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยให้ได้ผลดีและง่ายกว่า เช่นในเด็กสายตายาวทำให้ตาเหล่เข้าใน เมื่อใส่แว่นก็ทำให้หายตาเหล่ได้ ไม่ต้องรักษายุ่งยากแต่อย่างใด เด็กก็สามารถมองเห็นได้ชัดและสบายตา


ตาเหล่แบบไหนเรียกว่าตาขี้เกียจ
การสังเกตอาการว่าลูกตาเหล่แบบตาขี้เกียจหรือไม่นั้น พญ.สภา ดุรงคเวโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุแพทย์ แนะนำว่า ตาขี้เกียจเป็นภาวะที่ตาข้างใดข้างหนึ่งหรือทั้งสองข้างมองเห็นไม่ชัด โดยที่โครงสร้างของตาปกติดีทุกอย่าง การที่ดวงตาของลูกทำงานได้ไม่ดีเท่าที่ควรเกิดจากการพัฒนาการมองเห็นของลูกมีอุปสรรคเกิดขึ้น อาจเกิดจากสายตาผิดปกติ ซึ่งเป็นได้ทั้งสายตาสั้น สายตายาวและสายตาเอียง หรืออาจเกิดจากกล้ามเนื้อผิดปกติเป็นตาเหล่ข้างใดข้างหนึ่ง เด็กก็ใช้เฉพาะตาข้างที่มองเห็นปกติจนลืมใช้ตาข้างที่ตาเหล่นั้น และการรักษาตาขี้เกียจในเด็กเล็กง่ายกว่าในเด็กโต หากพ่อแม่ปล่อยไว้แล้วมาทราบว่า ลูกเป็นตาขี้เกียจตอนโตจะรักษาไม่ได้เลย


เมื่อไรควรพาลูกไปตรวจตา
หากพ่อแม่สงสัยว่าลูกมีอาการผิดปกติ ควรพาลูกมาปรึกษาหมอเพื่อทำการตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงกันนะคะ การตรวจรักษานั้น พญ.สภา ดุงรงคเวโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุแพทย์ แนะนำว่า ถ้าสงสัยว่าลูกอาจมีความผิดปกติในแง่การมองเห็นหรือสงสัยว่าตาเหล่ควรพาลูกไปพบจักษุแพทย์ ซึ่งการตรวจเด็กไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่กังวล การตรวจจะคล้ายๆ กับการเล่นกับเด็ก แต่แพทย์ผู้ตรวจจะเก็บข้อมูลไปพร้อมๆ กันในขณะที่เล่น เช่น หากเด็กยังอ่านหนังสือไม่ได้ก็จะมีภาพง่ายๆ ที่เด็กสามารถเข้าใจได้ในขนาดต่างกันให้เด็กดู เราจะทราบว่าเด็กจะมองเห็นภาพขนาดเล็กขนาดเท่าใด และมีไม่มากที่ไม่ให้ความร่วมมือจริงๆ ที่แพทย์อาจต้องให้รับประทานยานอนหลับก่อนตรวจ เมื่อตรวจแล้วก็รักษาตามสาเหตุ เช่น การใส่แว่น การปิดตากระตุ้นตาที่ขี้เกียจหรือการผ่าตัด ซึ่งการผ่าตัดนั้นแผลผ่าตัดแทบไม่เห็นเลย


ดูแลตาน้อยๆ
การดูแลรักษาดวงตาของลูกน้อยต้องอาศัยการสังเกตของพ่อแม่เพราะเด็กยังพูดบอกเราไม่ได้ การกระทำของเขาเท่านั้นที่เราอาจสังเกตเห็นได้ เมื่อพบแล้วไม่ควรนิ่งนอนใจหรือคิดว่าโตขึ้นคงหายได้เอง เพราะการหายไปเองของอาการเหล่านั้นเกิดขึ้นเฉพาะกับเด็กบางคนที่เป็นตาเหล่เทียม แต่หากไม่ใช่ตาเหล่เทียมพ่อแม่อาจพลาดโอกาสที่จะช่วยให้ลูกเห็นได้ดีปกติได้ ดังนั้นเพื่อความปลอดภัยของลูกและไม่ปล่อยให้พลาดโอกาสในการรักษาโดยไม่ตั้งใจ ควรพาลูกน้อยตรวจตาอย่างละเอียดสักครั้งก่อนอายุ 3 ขวบ เพราะหากเกิดปัญหาจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที นอกจากนั้นควรดูแลเรื่องอาหารของลูกด้วยผักและผลไม้ที่มีวิตามินเอ ดูแลสุขภาพตา หลีกเลี่ยงการโดนแสงจ้าหรือฝุ่นละออง รวมถึงระวังอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับดวงตาลูก เพื่อให้ลูกไม่พลาดโอกาสในการเรียนรู้ผ่านหน้าต่างของดวงใจ มาเริ่มดูแลใส่ใจดวงตาคู่น้อยของลูกกันก่อนที่จะสายเกินแก้นะคะ


(update 4 ตุลาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารบันทึกคุณแม่ มกราคม 2005 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600