ปิ๊ปๆ ปังๆ หูหนูจะพังหรือเปล่า


เสียงเป็นพลังงานชนิดหนึ่ง และเป็นสิ่งเร้ากระตุ้นระบบประสาทของคนและสัตว์ให้เกิดปฏิกิริยาตอบสนองมากมาย เสียงยังช่วยกระตุ้นพัฒนาการและการเรียนรู้ในเด็กวัยต่างๆ เช่น เด็กเล็กเราใช้เสียงกระตุ้นให้เกิดการหันมองหา ไขว่คว้า หยิบยื่นตามเสียง ในเด็กโตเสียงระดับต่างๆ จะช่วยกระตุ้นพฤติกรรม อารมณ์ สามารถใช้ทั้งเพื่อให้เกิดความสงบ ความกลัว และสร้างให้เกิดพฤติกรรมความรุนแรง

หู มีหน้าที่ที่สำคัญในการรับเสียงเพื่อส่งผ่านไปยังสมอง หูประกอบด้วยใบหู ช่องหูซึ่งทำงานเหมือนท่อนำเสียง เยื่อแก้วหู และประสาทหู โดยทั่วไปหากการได้ยินเกิดการบกพร่อง สาเหตุหลักจะมาจากการนำเสียงผิดปกติ เช่น มีขี้หู มีน้ำขังในหูชั้นกลาง เป็นต้น อีกสาเหตุหนึ่งคือโสตประสาทหรือประสาทการได้ยินผิดปกติ


  • เสียงดัง...เกินทนหรือไม่
โสตประสาทหรือประสาทการได้ยินมีขีดจำกัดในการรับเสียง เสียงที่ดังมากไปจะทำลายเซลล์ประสาทของเด็ก การศึกษาของศูนย์ควบคุมโรค สถาบันอาชีวอนามัยแห่งชาติ ศูนย์วิจัยการบาดเจ็บ มหาวิทยาลัยจอห์น ฮอบกิ้น ได้ร่วมกันรายงานระดับเสียงที่เป็นอันตรายเพื่อให้ประชาชนได้ระวัง มีรายละเอียดดังนี้

"เสียงที่ระดับ 85 เดซิเบล มีอันตรายเมื่อได้ยินติดต่อกันนานเกินกว่า 8 ชั่วโมง เสียงที่ระดับ 100 เดซิเบล หากได้ยินนานเกินกว่า 15 นาที โดยไม่มีสิ่งป้องกันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อโสตประสาทได้ และสำหรับเสียงที่ดังเกินกว่า 130 เดซิเบล จะทำให้เกิดความเสียหายต่อโสตประสาทในเวลาเพียง 2 นาที"

ในชีวิตประจำวันมีเสียงต่างๆ มากมายที่หูเด็กๆ ต้องเผชิญ ตัวอย่างจากงานวิจัยมีดังนี้

ที่มาของเสียง ระดับเสียง (เดซิเบล)
เครื่องเป่าผม
เครื่องตัดหญ้า
เลื่อยไฟฟ้า
รถแทรกเตอร์
สว่านเจาะ
ไซเรน
ประทัด ดอกไม้ไฟ
คอนเสิร์ต
เสียงเชียร์ฟุตบอลบนอัฒจันทร์
เสียงปืน
เสียงรถไฟใต้ดินที่ชานชาลา
เสียงรถยนต์บนถนน
75-90
90-100
110
95-100
95-100
120
130-190
110-120
90-100
160-170
95-105
80-100


  • ของเล่น...สนุกพร้อมเสียงอันตราย!
สำหรับเด็กเสียงที่ใกล้ตัวมากที่สุดคือเสียงของของเล่น ในปี 1985 Dr.Alf Axelson และ Thomas Jerson จากมหาวิทยาลัย Goetborg ในประเทศสวีเดน เป็นคนแรกที่รายงานการศึกษาอันตรายจากของเล่นที่มีเสียง โดยวัดระดับเสียงของเล่นต่างๆ ที่ระยะห่าง 10 เซนติเมตร พบว่าของเล่นประเภทกดบีบ (squeak toy) ทำให้เกิดเสียง 78-108 เดซิเบล ของเล่นเคลื่อนไหวได้ เช่น หุ่นยนต์ รถเด็กเล่น ทำให้เกิดเสียง 82-101 เดซิเบล ที่ระยะ 50 เซนติเมตร ของเล่นประเภทปืนยังสามารถสร้างเสียงได้ถึง 153 เดซิเบล ที่ระยะ 3 เมตร ประทัด 5 ชนิดสามารถสร้างเสียงได้ถึง 125-156 เดซิเบล

การศึกษาของ Greg Noel นักวิจัยจากศูนย์วิจัยการพูดและการได้ยิน Nova scotia ในประเทศแคนาดา พบว่าของเล่นเสียงดังหลายอย่างเป็นอันตรายต่อประสาทการได้ยิน Noel กล่าวว่า “แม้ของเล่นที่ก่อให้เกิดเสียงดังกว่า 100 เดซิเบล จะถูกห้ามขายในตลาดประเทศแคนาดา แต่สถานการณ์นี้ก็ยังไม่น่าพอใจ ของเล่นถูกทดสอบอยู่ในสิ่งแวดล้อมของห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสภาพดังกล่าวไม่ใช่สภาพความเป็นจริง”

ศูนย์วิจัยแห่งนี้ได้สำรวจเสียงที่เกิดจากของเล่นต่างๆ ทั้งประเภทเกมคอมพิวเตอร์ รถยนต์ ตุ๊กตากดบีบให้มีเสียง พบว่าของเล่นเหล่านี้ยังคงสามารถก่อให้เกิดเสียงดังกล่าว 106 เดซิเบล ซึ่งหากได้ยินเสียงนั้นนานๆ หรือได้รับซ้ำๆ ประสาทการได้ยินจะเสียหายได้เช่นกัน

ในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ยิ่งมีความเสี่ยงสูง เพราะช่องหูของเด็กเหล่านี้ยังมีขนาดเล็ก และกำลังเจริญเติบโต จะทำให้เสียงที่ผ่านเข้ามาเพิ่มขนาดได้สูงขึ้นอีกถึง 30 เดซิเบล ขณะเดียวกันพฤติกรรมของเด็กในการเล่นก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน Noel กล่าวว่า “เด็กชอบมากที่จะเอาของเล่นมาแนบกับหูตัวเอง หรือหูเพื่อน และเปิดสวิทซ์หรือกดบีบ เพื่อให้ของเล่นของตัวเองมีเสียงดังเกิดขึ้น ซึ่งการกระทำนี้จะทำให้เกิดความชำรุดเสียหาย ต่อประสาทการได้ยินของพวกเขาได้”

ผู้ดูแลเด็กควรจะต้องระวังอันตรายจากเสียงต่อเด็ก เพราะไม่เพียงแต่ความเสี่ยงในข้างต้นเท่านั้น การศึกษาของเล่นบางชนิดพบระดับเสียงที่น่ากังวลใจ ของเล่นที่เด็กเล่นเป็นประจำ สามารถทำให้เกิดเสียงที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็กได้ เช่น

ชนิดของเล่น ระดับเสียง (เดซิเบล)
ของเล่นประเภทไซโลเฟน ที่ระยะห่าง 1 ฟุต
ของเล่นประเภทกลอง แตร กีตาร์
กุ๊กกิ๊ง
เครื่องเป่า ทรัมเปต
ของเล่นประเภทโทรศัพท์
ของเล่นที่มีการขยายเสียงเกิดเสียงได้สูงถึง
ของเล่นประเภทปืนเกิดเสียงได้สูงถึง
129
122
110
95
123-129
135
150


  • เสียงดังกับพฤติกรรมและอารมณ์
นอกจากของเล่นแล้วสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็กก็มีความสำคัญเช่นกัน ตัวอย่างเช่น ในประเทศแคนาดา มีรายงานของ Claire Truchon-Gagnon และ Raymond Hetu จากมหาวิทยาลัย Montreal ได้ศึกษาโดยวัดระดับเสียงในศูนย์เลี้ยงเด็ก 7 แห่งพบว่า 4 แห่งมีระดับเสียงสูงกว่า 75 เดซิเบล ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานความปลอดภัยที่องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ บ้านเราศูนย์ต่างๆ ยังไม่ได้รับการตรวจสอบเรื่องนี้ คุณพ่อคุณแม่นำลูกไปส่งศูนย์ใดไว้ หากมีเวลาต้องไปสำรวจดูสักหน่อยครับ ว่าศูนย์เลี้ยงเด็กเหล่านี้มีเสียงดังมากเกินไปหรือไม่ มีของเล่นที่เหมาะสมกับลูกเราหรือไม่

เสียงดังนอกจากทำลายโสตประสาทแล้ว เด็กที่ต้องตกอยู่ในสิ่งแวดล้อมเสียงดังนี้นานๆ อาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและอารมณ์ คือทำให้เกิดภาวะเครียด วิตกกังวล มีพฤติกรรมกระวนกระวาย และมีพฤติกรรมก้าวร้าวได้ง่าย ดังนั้นการป้องกัน หลีกเลี่ยงเสียงที่ดังเกินไปจึงมีความจำเป็นตั้งแต่แรกเกิด ไม่ว่าจะเป็นของเล่น สิ่งแวดล้อมละแวกบ้าน ถนนหนทาง เป็นต้น


  • ข้อแนะนำการป้องกัน
ข้อแนะนำของผู้ดูแลเด็กเพื่อป้องกันโสตประสาทเด็กคือ ต้องรู้จักเลือกของเล่นให้เด็กเหมาะสมตามวัย อย่าซื้อของเล่นเสียงดังให้ ถ้าไม่แน่ใจทำให้เกิดเสียงดังข้างๆ หูตัวเองดูก่อนว่าดังมากน้อยเพียงใด สอนเด็กให้เล่นถูกวิธี ไม่ทำเสียงดังใส่หูกันและกัน ถ้าจำเป็นต้องปิดเทปที่หวีดเสียงในของเล่นบางชนิด หรือล็อกสวิทซ์เสียงของเล่นที่เป็นสวิทซ์บังคับเสียงไว้ไม่ให้สามารถขยายเสียงได้


  • สถานการณ์ในประเทศไทย
จริงๆ แล้วการป้องกันเรื่องนี้ในระดับประเทศได้มีการปฏิบัติแล้วคือ กระทรวงอุตสาหกรรมมีมาตรฐานควบคุมของเล่นเสียงดังไว้ โดยกำหนดว่าของเล่นที่มีเสียงดังแบบไม่ต่อเนื่อง แต่ละครั้งก่อเสียงไม่นานเกินกว่า 1 วินาที ต้องมีระดับเสียงอยู่ที่ 105-110 เดซิเบล หากของเล่นก่อเสียงต่อเนื่องเกินกว่า 1 วินาที ระดับเสียงถูกควบคุมไว้ที่ 75-85 เดซิเบล

อย่างไรก็ตามของเล่นเหล่านี้ก็ยังคงมีเกลื่อนตลาด โดยไม่มีการตรวจจับของเล่น ที่ก่อเสียงเกินมาตรฐานอย่างจริงจัง เด็กๆ ยังคงต้องตกอยู่ในความเสี่ยงต่อไปทั้งๆ ที่มีกฎหมายรองรับแล้ว คงต้องมาร่วมกันแล้วครับ ทั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรท้องถิ่นและครอบครัว คงต้องร่วมมือกันเป็นสามประสาน จัดการกับของเล่นที่ไม่มีมาตรฐานให้หมดไปจากตลาดกันเถอะ


(update 24 ธันวาคม 2005)
[ ที่มา.. นิตยสารรักลูก ปีที่ 22 ฉบับที่ 260 กันยายน 2547 ]


[ BACK TO LIST]

main พบแพทย์ คอมพิวเตอร์ เรื่องบ้าน เรื่องรถ เรื่องกฏหมาย เรื่องของผู้บริโภค เรื่องเบาๆ คลายเครียด

มีปัญหาสุขภาพ ที่นี่มีคำตอบ ห้องสมุด E-LIB
Best view with [IE3.02][NETSCAPE 4.05][OPERA 3.21] resolution 800x600