ช่วงขวบปีแรกของชีวิต เป็นช่วงวัยที่เจ้าตัวน้อยมีพัฒนาการทั้งทางร่างกายและสติปัญญาอย่างรวดเร็ว
สิ่งที่ช่วยให้การเรียนรู้สัมฤทธิ์ผลสูงสุด คือการเรียนรู้โดยผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ได้แก่ การสัมผัส
ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสจากคุณแม่หรือคนใกล้ชิด การมองด้วยตา การได้ยินเสียง การดมกลิ่นและชิมรส
ซึ่งเป็นสาเหตุที่เจ้าตัวน้อยมักชอบเอาของเข้าปาก แต่ถ้าประสาทในการรับรู้ด้านใดด้านหนึ่งบกพร่อง
จะส่งผลต่อพัฒนาการเรียนรู้ด้านอื่น เช่น การบกพร่องในการได้ยิน ส่งผลต่อพัฒนาการพูดอาจทำให้พูดล่าช้า
พูดไม่ชัด ฯลฯ
ปัจจัยเสี่ยงต่อการที่เจ้าตัวน้อยจะบกพร่องในการได้ยินตั้งแต่อยู่ในครรภ์ อาทิ การถ่ายทอดทางพันธุกรรม
ไม่ว่าจะเป็นพันธุกรรมจากคุณพ่อคุณแม่โดยตรง หรือจากเชื้อสายต่างๆ การติดเชื้อหัดเยอรมัน ซิฟิลิส
เอดส์ของคุณแม่ระหว่างตั้งครรภ์ โรคประจำตัวบางอย่างของคุณแม่ การกินยาบางอย่าง
การติดเหล้าหรือสูบบุหรี่ระหว่างตั้งครรภ์ รวมทั้งไม่ทราบสาเหตุก็มี
การบกพร่องในการได้ยินของเจ้าตัวน้อยหลังคลอดเป็นต้นไป
อาจมีสาเหตุตั้งแต่เจ้าตัวน้อยที่คลอดก่อนกำหนด มีน้ำหนักตัวน้อยกว่า 1,500 กรัม
ทารกที่มีภาวะขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง หรือต้องใช้เครื่องช่วยหายใจนานกว่า 5 วัน
ส่วนเจ้าตัวน้อยที่ครบกำหนดคลอด สามารถบกพร่องในการได้ยินจากการติดเชื้อระหว่างการคลอด
อาจทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ บางคนเกิดมาไม่มีใบหูหรือรูหู ถ้ามีภาวะตัวเหลืองในช่วงแรกเกิดมาก
ถึงขนาดต้องถ่ายเลือด อุบัติเหตุจากการตกจากที่สูง ทำให้ศีรษะกระแทก อาจมีการหักของกระดูกที่เกี่ยวข้อง
หรือเส้นประสาทหูเสียหาย โรคคางทูม พันธุกรรมของโรคบางอย่างที่จะแสดงอาการเมื่อโตขึ้น
เช่น ภูมิแพ้ตัวเอง ฯลฯ อาจทำให้เจ้าตัวน้อยประสาทหูบกพร่องได้มากน้อยต่างกัน
การบกพร่องทางการได้ยิน ไม่สามารถมองเห็นจากรูปลักษณะภายนอกได้
เพราะอวัยวะโดยทั่วไปจะเหมือนเด็กปกติทุกอย่าง การตรวจคัดกรองการได้ยินให้กับเจ้าตัวน้อย
จึงมีความจำเป็นและควรทำเร็วที่สุดคือ หลัง 48 ชั่วโมงหลังคลอด เพราะหากมีปัญหาเกิดขึ้น
จะได้หาวิธีกระตุ้นพัฒนาการได้ยินได้โดยเร็ว หากไม่มีปัญหาก็ควรตรวจในเด็กก่อนวัยเรียน และเด็กวัยเรียน
เพื่อยืนยันการได้ยินซ้ำอีกครั้ง เพราะบางครั้งเจ้าตัวน้อยอาจเกิดการบกพร่องทางการได้ยินเมื่อโตขึ้นดังกล่าวได้
เจ้าตัวน้อยที่บกพร่องทางการได้ยินแต่ละคนจะสูญเสียการได้ยินในระดับต่างกัน การตรวจคัดกรองการได้ยิน
จะช่วยให้ทราบว่าเจ้าตัวน้อยไม่ได้ยินในระดับความถี่ของเสียงใด ส่วนใหญ่มีความเข้าใจผิดว่า
ถ้าเจ้าตัวน้อยไม่ได้ยินในระดับความถี่ของเสียงสูง ก็จะไม่ได้ยินในระดับความถี่ของเสียงต่ำ
ซึ่งหมายถึงหูหนวก แต่ความเป็นจริงบางคนอาจไม่ได้ยินความถี่ของเสียงสูง แต่ได้ยินความถี่ของเสียต่ำ
และบางคนอาจไม่ได้ยินความถี่ของเสียงต่ำ แต่ได้ยินความถี่ของเสียงสูงได้ การักษาโดยเร็ว
ด้วยการวินิจฉัยจากแพทย์ เพื่อใส่เครื่องช่วยฟังที่เหมาะสมกับการได้ยินตามความถี่ที่บกพร่องของเจ้าตัวน้อย
จะช่วยทำให้พัฒนาการได้ยินของเจ้าตัวน้อยดีขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการพูดที่ดีและเร็วได้เทียบเท่าเจ้าตัวน้อยปกติ
และการเรียนร่วมกับเด็กปกติในอนาคต
เพราะพัฒนาการในการออกเสียงของเจ้าตัวน้อยต้องผ่านการเรียนรู้การสั่นสะเทือนของสายเสียงเมื่ออายุประมาณ 3 เดือน
และหัดฟังเสียงพูดของตัวเองเมื่ออายุประมาณ 9 เดือน แต่ถ้าเจ้าตัวน้อยไม่ได้ยินเสียง
ก็จะไม่สามารถหัดเลียนแบบเสียงพูดของผู้ใหญ่ จึงเป็นการหยุดชะงัก หรือตัดขั้นตอนของพัฒนาการ
เมื่อต้องมาฝึกการพูดเมื่อโตขึ้น จะต้องไปเริ่มรู้จักการปล่อยลมเพื่อไปสั่นสะเทือนสายเสียงใหม่ตั้งแต่ต้น
ทำให้ฝึกการออกเสียงได้ช้า
ดังนั้นถ้าคุณแม่ไม่แน่ใจว่า ดวงใจน้อยๆ ของคุณ เคยผ่านการตรวจระบบประสาทหูมาแล้วหรือไม่
อาจสอบถามจากกุมารแพทย์ที่ดูแลลูกน้อยช่วงแรกคลอด หรือสังเกตเองได้จากชีวิตประจำวัน ดังนี้
เจ้าตัวน้อยแรกเกิดถึง 3 เดือน จะตกใจเหยียดแขนเหยียดขาออก เมื่อได้ยินเสียงดังมากๆ
เช่น เสียงประตูปิดเพราะลมพัด หรือกระพริบตาและเบิกตากว้าง เพื่อตอบสนองต่อเสียงต่างๆ ตั้งแต่แรกเกิดได้
4-5 เดือน เจ้าตัวน้อยจะชอบฟังเสียงคนที่เขาชอบหรือคุ้นเคย เช่น เสียงแม่
และจะมีปฏิกิริยาตอบรับเสียง เช่น ถ้ากำลังร้องอยู่แล้วได้ยินเสียงแม่นั้นก็จะเงียบ หรือหยุดชะงัก
6-9 เดือน เจ้าตัวน้อยจะหันหาต้นกำเนิดของเสียง
9-10 เดือน เริ่มพูดเลียนเสียง และพยายามเปล่งเสียงโต้ตอบกับเสียงที่ได้ยิน
โดยเฉพาะเสียงที่เขาคุ้นเคยหรือพึงพอใจ
แต่ถ้าเจ้าตัวน้อยบกพร่องทางการได้ยิน เขาจะไม่ตอบสนองต่อเสียง ไม่ว่าจะเป็นเสียงทั่วไป
หรือแม้แต่คำพูด เจ้าตัวน้อยจะไม่หันเมื่อเรียกชื่อของเขา แต่จะตอบสนองต่อเสียงในระดับที่เขาได้ยินจริงๆ
เช่น ได้ยินเสียงเครื่องบินก็จะชี้บนฟ้า แต่ถ้าเป็นเสียงพูดที่ไม่ดังเท่าเสียงเครื่องบิน
เขาก็จะเฉยๆ หรือพูดอ้อแอ้ เหมือนพยายามที่จะคุย แต่เหมือนไม่ใช่ใช้คำพูดเพื่อสื่อสารโดยตรง
แต่จะใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ ที่ดีกว่าและไวมาก เป็นประโยชน์เพื่อช่วยในการสื่อสารให้มากที่สุด
เช่น ทำท่าทางประกอบ การออกเสียง ตาจะไว เพื่อจับริมฝีปากและท่าทางของผู้ที่พูดด้วย
ดังนั้นเจ้าตัวน้อยทุกคนควรได้รับการตรวจคัดกรองการได้ยิน หากบกพร่องทางการได้ยิน
แพทย์จะได้เริ่มใส่เครื่องช่วยฟังเพื่อขยายเสียงตามความถี่ของเสียงที่บกพร่องโดยเร็ว
ซึ่งสามารถเริ่มใส่ได้ตั้งแต่เจ้าตัวน้อยอายุ 6 เดือน เพื่อศักยภาพของพัฒนาการที่สมวัย
ไม่เกิดปมด้อยในการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคม เพียงเพราะสื่อสารไม่ได้ หรือออกเสียงพูดไม่ชัด เป็นต้น
(update 13 กันยายน 2005)
[ ที่มา..
นิตยสารบันทึกคุณแม่ ปีที่ 10 มีนาคม 2547 ]
|